ถามตอบ

  • โปรแกรมอะไรที่ช่วยเรื่องร่องแก้มได้ด้วย นอกจาก filling agent

    Q : โปรแกรมอะไรที่ช่วยเรื่องร่องแก้มได้ด้วย นอกจาก filling agent


    A : วิธีอื่นๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องร่องแก้มก็มีอยู่ค่ะ เช่น ถ้าเป็นลักษณะที่เกิดจากโครงสร้างหน้าที่มีแก้มเยอะทำให้เห็นเป็นรอยพับที่ร่องแก้ม ก็สามารถรักษาด้วยการใช้เลเซอร์หรือทรีทเม้นท์ในกลุ่มยกกระชับ ได้แก่Thermage, Ulthera, Firm up หรือ Duo Lift Up ได้ค่ะ โดยการรักษาเหล่านี้จะมุ่งเน้นที่การกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวของเราขึ้นมากใหม่เอง ทำให้แก้มยกกระชับขึ้น เนื้อแก้มลดลง ก็จะลดปัญหาทั้งเรื่องร่องแก้ม และปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้นได้ค่ะ



    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic

  • หน้าเป็นหลุมสิว ผิวหน้าคล้ำ ควรรักษาแบบไหน

    Q : หน้าเป็นหลุมสิว ผิวหน้าคล้ำ ควรรักษาแบบไหน


    A : สาเหตุที่ทำให้หน้าไม่เรียวส่วนใหญ่ก็จะมีอยู่ประมาณ 3 สาเหตุ คือ


    1. สาเหตุจากกล้ามเนื้อกรามใหญ่
    สังเกตง่ายๆ ในท่านที่มีกล้ามเนื้อบริเวณกรามมีขนาดใหญ่และแข็งแรม จะทำให้หน้าดูกาง   แบนและเป็นเหลี่ยม   การปรับรูปหน้าให้เรียว สามารถทำได้โดยฉีดสารคลายกล้ามเนื้อไปลดการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณกราม  ทำให้กล้ามเนื้อแบนตัวลง มีผลให้รูปหน้าดูเรียวเล็กได้รูปV สวยได้ค่ะ


    2. สาเหตุจากไขมันสะสม
    ในรายที่ใบหน้ากลม ดูกางและอวบอูมนั้น  อาจเกิดจากไขมันสะสมที่บริเวณแก้มและคางมาก  วิธีแก้ไขให้รูปหน้าดูเรียวขึ้น สามารถทำได้โดยการสลายไขมันที่สะสมในบริเวณนั้นๆซึ่งก็จะช่วยลดแก้มอ้วนๆ และช่วยให้คางแลดูเล็กลง เส้นคางดูคมขึ้น รูปหน้าก็จะดูเรียวกระชับขึ้นค่ะ


    3. สาเหตุจากผิวหย่อนคล้อย
    ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับท่านที่ลดน้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว ผลก็คือตัวเล็กลงแต่หน้ายังดูใหญ่อยู่  หรือในรายที่อายุเริ่มเยอะขึ้นผิวที่เคยเต่งตึงก็เริ่มคล้อยลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก หน้าที่เคยได้รูปก็อาจจะไม่เรียวเหมือนดังเดิม  วิธีแก้ไขทำได้โดยการใช้เทคโนโลยีช่วยกระชับผิว เช่นกลุ่มของเทอร์มาท ,อัลตร้าอัลเทอร์ร่า หรือเลเซอร์ในกลุ่มยกกระชับอื่นๆ ซึ่งในบางชนิดอาจต้องทำมากกว่า1 ครั้ง แต่บางชนิดทำครั้งเดียวผลอยู่ประมาณ 1 – 2 ปีค่ะ


    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic

  • โปรแกรม V face คืออะไร

    Q : โปรแกรม V face คืออะไร


    A : สาเหตุที่ทำให้หน้าไม่เรียวส่วนใหญ่ก็จะมีอยู่ประมาณ 3 สาเหตุ คือ


    1.สาเหตุจากกล้ามเนื้อกรามใหญ่
    สังเกตง่ายๆ ในท่านที่มีกล้ามเนื้อบริเวณกรามมีขนาดใหญ่และแข็งแรม จะทำให้หน้าดูกาง   แบนและเป็นเหลี่ยม   การปรับรูปหน้าให้เรียว สามารถทำได้โดยฉีดสารคลายกล้ามเนื้อไปลดการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณกราม  ทำให้กล้ามเนื้อแบนตัวลง มีผลให้รูปหน้าดูเรียวเล็กได้รูปV สวยได้ค่ะ


    2. สาเหตุจากไขมันสะสม
    ในรายที่ใบหน้ากลม ดูกางและอวบอูมนั้น  อาจเกิดจากไขมันสะสมที่บริเวณแก้มและคางมาก  วิธีแก้ไขให้รูปหน้าดูเรียวขึ้น สามารถทำได้โดยการสลายไขมันที่สะสมในบริเวณนั้นๆซึ่งก็จะช่วยลดแก้มอ้วนๆ และช่วยให้คางแลดูเล็กลง เส้นคางดูคมขึ้น รูปหน้าก็จะดูเรียวกระชับขึ้นค่ะ


    3. สาเหตุจากผิวหย่อนคล้อย
    ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับท่านที่ลดน้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว ผลก็คือตัวเล็กลงแต่หน้ายังดูใหญ่อยู่  หรือในรายที่อายุเริ่มเยอะขึ้นผิวที่เคยเต่งตึงก็เริ่มคล้อยลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก หน้าที่เคยได้รูปก็อาจจะไม่เรียวเหมือนดังเดิม  วิธีแก้ไขทำได้โดยการใช้เทคโนโลยีช่วยกระชับผิว เช่นกลุ่มของเทอร์มาท ,อัลตร้าอัลเทอร์ร่า หรือเลเซอร์ในกลุ่มยกกระชับอื่นๆ ซึ่งในบางชนิดอาจต้องทำมากกว่า1 ครั้ง แต่บางชนิดทำครั้งเดียวผลอยู่ประมาณ 1 – 2 ปีค่ะ



    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic

  • รอบดวงตามีริ้วรอยและมีรอยดำ ใช้โปรแกรมไหนเหมาะที่สุด

    Q : รอบดวงตามีริ้วรอยและมีรอยดำ ใช้โปรแกรมไหนเหมาะที่สุด


    A : สำหรับการลดรอยคล้ำใต้ตา ทางรมย์รวินท์คลินิกมีโปรแกรม Bye bye Panda ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ


    1. ทำทรีตเมนท์ลดรอยคล้ำบริเวณใต้ตา
    2. ทำเลเซอร์ ปรับสภาพผิว และลดเม็ดสีบริเวณใต้ตา
    3. mask คืนความชุ่มชื้น และลดรอยหมองคล้ำใต้ตา


    แต่ทั้งนี้ ขออนุญาตแนะนำว่า หากมีเวลา เรียนเชิญเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินปัญหาโดยตรงค่ะ เนื่องจากปัญหารอยคล้ำและริ้วรอยใต้ตา เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตรอบดวงตาทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้ขอบตาคล้ำ ,การขยี้ตาแรงๆ ,การแพ้สารเคมี , ภูมิแพ้ และกรรมพันธุ์ค่ะ และในการรักษาอาจจำเป็นต้องทำมากกว่า 1 ครั้งค่ะ


    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic

  • เป็นกระมีขั้นตอนการรักษาแบบไหนบ้าง

    Q : เป็นกระมีขั้นตอนการรักษาแบบไหนบ้าง


    A : กระตื้น หรือ Freckles    เกิดจากการสะสมของเม็ดสีผิวที่ผิวชั้นบน จะเห็นเป็นจุดสีน้ำตาลขนาดเล็ก โดยมากมีขนาดน้อยกว่า 0.5 ซม. พบตามบริเวณใบหน้า ลำคอ มักกระจาย 2 ข้างเท่าๆ กัน สีน้ำตาลของกระจะเข้มขึ้นได้ง่าย ถ้าได้รับแสงแดด จึงมักพบกระตามบริเวณที่โดนแดด เช่น ใบหน้า ลำคอ ในบางราย พบว่ามีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
    การรักษา
    หลีกเลี่ยงแสงแดด โดยการใช้ครีมกันแดดสม่ำเสมอ จัดเป็นการป้องกันที่สำคัญมาก
    การใช้ยา/ครีมที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสี
    ใช้น้ำยาเคมี (TCA) วิธีนี้ควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และมีโอกาสเกิดรอยดำภายหลังการรักษาตามมาได้สูง
    เลเซอร์ลดการสร้างเม็ดสี  เช่น RISR/RIDS เป็นแสงความเข้มสูงร่วมกับคลื่นความถี่วิทยุ เมื่อใช้ค่าความยาวคลื่นและพลังงานที่เหมาะสม จะทำให้กระค่อยๆ จางลงไปได้ , RS เป็น Q-switch Nd-yag laser ที่ไปจับที่เม็ดสีผิวโดยตรง กระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวมาเก็บกินเม็ดสีส่วนเกินออกไป หรือ Smart ซึ่งเป็น Copper-Bromide เป็นเลเซอร์ที่มีสองความยาวช่วงคลื่น สามารถทำการรักษาได้ทั้งปัญหาจุดด่างดำและเส้นเลือดในเวลาเดียวกัน

    ส่วนคำถามที่ว่าควรใช้เลเซอร์ตัวใด ขั้นตอนในการรักษาเป็นอย่างไรนั้น จะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบุคคลซึ่งก็จะพิจารณาเป็นรายๆ ไป หากต้องการให้เห็นผลการรักษาชัดเจนในระยะเวลาสั้นๆ ก็แนะนำเป็นการทำเลเซอร์ร่วมกับการรักษาด้วยการผลักยาวิธีอื่นๆ ควบคู่ไปกับการใช้ยาทาลดการสร้างเม็ดสีผิว หมอจึงแนะนำว่าควรจะพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ประเมินดูปัญหา แล้วเลือกเครื่องมือที่จะใช้รักษาให้ตรงกับความต้องการและปัญหาจะเหมาะสมกว่าค่ะ



    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic


     
  • รูขุมขนกว้าง หน้าหมองคล้ำ ใช้คอร์สไหนได้ผลดีที่สุด

    Q : รูขุมขนกว้าง หน้าหมองคล้ำ ใช้คอร์สไหนได้ผลดีที่สุด


    A : ขอแนะนำโปรแกรม  C&B เป็นการใช้คลื่นความถี่วิทยุแบบละเอียดลงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ผลที่ได้คือ รูขุมขนกระชับ ริ้วรอยดีขึ้นชัดเจน ผิวยกกระชับขึ้น หน้าเนียนใสขึ้น หลังการรักษาอาจมีสะเก็ดบางๆบริเวณใบหน้าอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ ระหว่างนี้ห้ามโดนแดดจัด เห็นผลตั้งแต่หลังการรักษาครั้งแรก หากต้องการให้การรักษาต่อเนื่อง แนะนำให้รักษาทุก 4-6 อาทิตย์ ประมาณ 3-5 ครั้งค่ะ


    หากไม่ต้องการเร่งผลการรักษามากนัก แนะนำการรักษาด้วยเลเซอร์ Smart Laser ซึ่งเป็นเลเซอร์กลุ่มที่ไปกระตุ้นให้ผิวมีการสร้างคอลลาเจนใหม่โดยที่ไม่ก่อให้เกิดรอยแดง หรือสะเก็ดใดๆ หลังการรักษา ได้ผลดีในเรื่องการกระชับรูขุมขน ลดสิว ริ้วรอยตื้นๆ แนะนำรักษาต่อเนื่องทุก 2-4 อาทิตย์ อย่างน้อย 5 ครั้งขึ้นไปค่ะ


    เบื้องต้นแนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์ค่ะเพื่อประเมินจากปัญหาโดยตรง ว่าต้องทำกี่ครั้งถึงจะหาย  คุณหมอให้คำปรึกษาไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ



    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic

  • การลดนํ้าหนักและทำให้สัดส่วนเล็กลง ต้องเลือกโปรแกรมชนิดไหน และเมื่อไหร่จะเห็นผล

    Q : การลดนํ้าหนักและทำให้สัดส่วนเล็กลง ต้องเลือกโปรแกรมชนิดไหน และเมื่อไหร่จะเห็นผล


    A : ตัวเลือกที่ 1 ต้องการลดสัดส่วนเฉพาะจุด แบบที่ต้องการเห็นผลภายในการรักษาเพียง 1 ครั้ง แบ่งเป็น


    1.1 fat loss laser
    เป็นการใช้เลเซอร์ Nd:yag เข้าไปทำให้เซลล์ไขมันใต้ชั้นผิวหนังแตกตัว โดยการสอดสายไฟเบอร์ขนาดเล็กมาก (0.3mm) เข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง เพื่อทำลายเซลล์ไขมันโดยตรง เซลล์ไขมันที่ถูกทำลายแล้ว
    จะค่อยๆ ถูกกำจัดออกไปด้วยกระบวนการตามธรรมชาติของร่างกายค่ะ
    - แผลเล็กมากๆ ไม่ต้องเย็บ
    - อาการบวมช้ำน้อยมากๆ ไม่ต้องพักฟื้น
    - เหมาะกับผู้ที่มีไขมันส่วนเกินไม่เยอะมาก (size s-m)
    - จะเริ่มเห็นผลหลังรักษาไปแล้ว 2-6 เดือน
    - โดยทั่วไปแล้วทำการรักษาเพียงครั้งเดียว แต่ในบางเคสหากยังมีไขมันส่วนเกินเหลือ อาจต้องรักษาซ้ำ โดยทิ้งช่วง
    ห่างจากการรักษาครั้งแรกไปแล้วอย่างน้อย 4-6 เดือน


    1.2 VASER
    เป็นการใช้คลื่นอัลตราซาวน์สอดเข้าไปใต้ชั้นผิวหนังเพื่อทำลายเซลล์ไขมัน แล้วมีการดูดเอาไขมันส่วนเกินออก
    - แผลมีขนาดใหญ่กว่าแผลจาก fat loss laser เล็กน้อย อาจมีการเย็บประมาณ 1 stitchเข็ม
    - มีอาการบวมช้ำได้บ้าง ช่วง 1-3 วันแรกอาจมีอาการปวดตรงจุดที่ทำการรักษา
    - เหมาะกับผู้ที่มีไขมันส่วนเกินตั้งแต่ S-M-L-XL
    - หลังยุบบวม (ประมาณ 1-3 อาทิตย์) จะเริ่มสังเกตเห็นได้ทันทีว่าสัดส่วนกระชับขึ้น และจะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากคลื่นอัลตร้าซาวนด์จะช่วยเรื่องการยกกระชับผิวได้ด้วย
    - รักษาเพียงครั้งเดีย


    ตัวเลือกที่ 2 ต้องการลดสัดส่วนเฉพาะจุดแบบที่ไม่ invasive มากนัก สามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ
    จะเป็นการใช้เครื่องมือที่ช่วยในการสลายไขมันเฉพาะจุด เช่น Thermafirm, velasmooth, velashape ,Slim Focus,
    Duo Slim Max เป็นต้น ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ จะช่วยในการสลายไขมันและกระชับสัดส่วนโดยที่ไม่ทำให้เกิดแผลที่ผิวหนัง
    และไม่ต้องพักฟื้น นอกจากนี้ยังสามารถช่วยแก้ปัญหาเซลลูไลท์ได้ดี ราคาไม่แพง เพียงแต่ต้องทำการรักษาหลายครั้ง โดยทั่วไป จะแนะนำให้คนไข้เข้ารับการรักษาอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 10-20 ครั้ง (ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง, ปัญหา และเครื่องมือที่เลือกใช้) ดังนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือของคนไข้เป็นอย่างมากจึงจะได้ผลการรักษาที่ดี
    -ราคา จะมีหลายราคา ขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่เลือกใช้ ซึ่งการจะใช้เครื่องมือชนิดใดนั้น อาจต้องให้แพทย์/ผู้เชี่ยวชาญประเมินปัญหาก่อนค่ะ
    -ราคาเริ่มต้นที่ 2,000 บาทค่ะ



    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic

  • เป็นสิวอุดตันรักษาวิธีไหนที่ได้ผลเร็วสุด

    Q : เป็นสิวอุดตันรักษาวิธีไหนที่ได้ผลเร็วสุด


    A : สิวอุดตันมีอยู่สองประเภท คือสิวหัวเปิด (สิวที่เห็นเป็นหัวสีดำ) และสิวหัวปิด (เห็นเป็นสีขาว) การรักษาสิวอุดตันทั้งสองชนิดนี้ เบื้องต้น หมอแนะนำการรักษาด้วยยาทาละลายคอมีโดน ร่วมกับการทำcomedone extraction ซึ่งก็คือการสะกิดเอาหัวสิวออกด้วยเครื่องมือเฉพาะทางการแพทย์ และหากต้องการให้เห็นผลการรักษาที่เร็วขึ้น หมอแนะนำการรักษาด้วยเลเซอร์  ซึ่งเลเซอร์จะช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทำให้รูขุมขนกระชับ ขณะเดียวกันก็ช่วยลดการเกิดคอมีโดนอันเป็นสาเหตุของการเกิดสิวอุดตัน และช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียตัวการที่ทำให้เกิดสิวอักเสบอีกด้วย



    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic

  • มีกลิ่นตัวแรง ใต้วงแขนดำ และขนรักแร้เยอะ รักษาวิธีใดได้บ้าง

    Q : มีกลิ่นตัวแรง ใต้วงแขนดำ และขนรักแร้เยอะ รักษาวิธีใดได้บ้าง


    A : สำหรับปัญหาลดเหงื่อ ลดกลิ่น เบื้องต้นสามารถเข้ารับคำปรึกษาได้ที่รมย์รวินท์ทุกสาขาค่ะ
    สำหรับแนวทางการรักษา มี 2 แบบค่ะ

    1. การทำเลเซอร์ลดเหงื่อใต้วงแขน
    ข้อดี ใช้จำนวนครั้งในการรักษาน้อย(1-2ครั้ง) ผลที่ได้คงอยู่ถาวร
    ข้อด้อย จะมีแผลเล็กๆ ขนาดประมาณ 3-5 มม. บริเวณใต้วงแขน ซึ่งแผลจะหายไปเอง และอาจมีอาการบวมหลังการรักษาได้บ้าง นาน2-5วัน จะเริ่มเห็นผลหลังการรักษาไปแล้วประมาณ1-2เดือน (ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลค่ะ)
    2.การฉีด Botox ลดเหงื่อ

    ข้อดี ไม่มีแผลใดๆ หลังการรักษา เริ่มเห็นผลหลังการรักษาภายใน1-2อาทิตย์
    ข้อด้อย การรักษาแต่ละครั้งผลจะคงอยู่ได้4-6เดือน

    ปัญหาเรื่องวงแขนคล้ำ
    มีโปรแกรมวงแขนขาวเนียน ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ

    1.การลดรอยคล้ำบริเวณใต้วงแขน ด้วย Whitening laser ซึ่งเป็นเลเซอร์ปรับเม็ดสี เวลาทำอาจรู้สึกอุ่นๆผิวนิดหน่อยค่ะ
    2.การทำทรีตเมนท์ ลดรอยคล้ำ เพิ่มความกระจ่างใส
    สำหรับปัญหารักแร้หมองคล้ำอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น แพ้โรลออนที่ใช้อยู่ การโกน ถอน wax บ่อย หรือ ฮอร์โมน ค่ะ หากสะดวกสามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ

    การทำกำจัดขน โดยทั่วไปแนะนำให้ทำอย่างน้อย 3-5 ครั้งค่ะ  ซึ่งการทำเลเซอร์กำจัดขน จะสามารถทำลายรากขน ได้ 70-90 % ของทั้งหมดค่ะ  (ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคลและความต่อเนื่องให้การรักษา) เนื่องจากมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นองค์ประกอบด้วย เช่น พันธุกรรม ,ฮอร์โมน ,การรับประทานยา หรือวิตามิน บางตัว ก็อาจมีผลค่ะ ส่วนผลหลังการรักษาส่วนใหญ่ ขนจะบางลง มีปริมาณขนลดลงได้ค่ะ สำหรับการทำเลเซอร์กำจัดขน  ใน1 คอร์ส ประกอบด้วย เลเซอร์กำจัดขน 5 ครั้ง โดยเฉลี่ยทำเดือนละ 1ครั้งค่ะ ควรมาทำให้ต่อเนื่อง สำหรับค่าใช้จ่ายคิดเป็นพื้นที่ค่ะ  ก่อนเข้ารับบริการควรงดการถอนหรือแวกซ์ ประมาณ  3-8 วัน  แต่สามารถโกนได้ค่ะ  คือ สังเกตว่ามีตอขึ้นมาก็สามารถทำได้เลยค่ะ



    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic

  • เป็นเส้นเลือดขอดปริมาณมากควรรักษาวิธีไหนดี

    Q : ป็นเส้นเลือดขอดปริมาณมากควรรักษาวิธีไหนดี


    A : เส้นเลือดขอด (Varicose vein) นั้น คือ การที่หลอดเลือดดำใต้ผิวหนังชั้นตื้นมีการโต ขยายขนาด ทำให้ มีเลือดคั่งค้างอยู่ในหลอดเลือด จึงคลำพบได้ว่าโป่งนูนขึ้น มองเห็นด้วยตาเปล่าโดยเฉพาะในขณะที่ยืน บางครั้งอาจมีอาการปวดร่วมด้วย


    การรักษาเส้นเลือดขอดทำได้ดังนี้


    1. การฉีดสาร Sclerosing เข้าไปในหลอดเลือดดำ ซึ่งจะทำให้ เส้นเลือดนั้น ฝ่อ แล้วยุบตัวไปภายใน 6-8 สัปดาห์ นิยมทำกันในเส้นเลือด ขนาดเล็กๆ ไม่ใหญ่มาก หรือ ใช้กับ เส้นเลือดที่หลงเหลือ หรือเป็นซ้ำหลังจากการผ่าตัด ข้อดีคือค่าใช้จ่ายไม่สูง ราคาเริ่มต้น 2,500 บาทค่ะ ผลข้างเคียงได้แก่ อาจเกิดการแพ้สารที่ฉีด หรืออาจเกิดเส้นเลือดอุดตันหรือผิวหนังอักเสบได้


    2. การใช้เลเซอร์สำหรับรักษาความผิดปกติของเส้นเลือด เช่น V-Beam (pulsed-dye laser) เหมาะกับเส้นเลือดขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 3 มม. และมีสีแดง หรือ Gentle yag เป็น long-pulsed Nd:Yag ที่มีความยาวคลื่น 1064 nm เหมาะกับเส้นเลือดขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 5 มม. ที่มีสีคล้ำออกม่วง ข้อดีคือ ปลอดภัย ไม่มีแผล ไม่เจ็บ ไม่เสี่ยงต่อการแพ้ แต่ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการฉีดสาร ราคาเริ่มต้น 6-8 พันบาทค่ะ
    อย่างไรก็ดี การรักษาทั้งสองวิธีดังกล่าวนี้ ต้องใช้การรักษามากกว่า1 ครั้ง โดยรักษาทุกๆ 6-8 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับปริมาณ ขนาด และความรุนแรงค่ะ


    3. การผ่าตัดเหมาะกับ หลอดเลือด เป็นยาวเกือบทั้งขา ขนาดใหญ่ ไม่สามารถฉีด Scerosing Agent ได้ สามารถขอรับคำปรึกษาจากศัลยแพทย์ได้โดยตรงค่ะ
    ทั้งนี้ ในการพิจารณาวิธีการรักษาเส้นเลือดขอด จะพิจารณาตาม ขนาด ของเส้นเลือด ไม่ใช่ปริมาณที่เกิดขึ้นค่ะ เนื่องจากปัจจัยที่มีผลต่อการรักษาคือ ขนาด เป็นหลัก เช่นสมมติว่าเส้นเลือดขอดมีขนาดใหญ่ แต่ดันไปใช้เลเซอร์ อันนี้ก็จะไม่เวิร์ค ไม่เห็นผล หรือถ้าเส้นเลือดขนาดเล็กไม่มีอาการรุนแรง จะไปผ่าตัดเลยหมอคงไม่แนะนำเพราะถือว่า Over treatment เส้นเล็กๆ การฉีดยาหรือเลเซอร์ก็น่าจะเพียงพอแล้วค่ะ



    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic

  • laser กระตุ้นคอลลาเจน กับ Botox และ Filler ต่างกันอย่างไร เพราะทั้ง 2 ประเภท ทำแล้วเพิ่มคอลลาเจนเหมือนกัน

    Q : laser กระตุ้นคอลลาเจน กับ Botox และ Filler ต่างกันอย่างไร เพราะทั้ง 2 ประเภท ทำแล้วเพิ่มคอลลาเจนเหมือนกัน


    A : ริ้วรอยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ ริ้วรอยที่เกิดจากการขยับตัวของกล้ามเนื้อ และริ้วรอยที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของคอลลาเจน


    1.ริ้วรอยที่เกิดจากการขยับตัวของกล้ามเนื้อ หรือ Dynamic wrinkle นั้น คือ ริ้วรอยที่เราจะเห็นก็ต่อเมื่อกล้ามเนื้อขยับตัวเท่านั้น เช่น ในคนที่อายุไม่มากเวลายิ้มจะเห็นริ้วรอยรอบดวงตา แต่หากไม่ยิ้ม ก็จะไม่เห็นริ้วรอยดังกล่าว อันนี้เกิดจากการที่กล้ามเนื้อจุดนั้นๆ มีการทำงานมากกว่าปกติ เมื่อกล้ามเนื้อมีการขยับตัวก็จะทำให้ผิวหนังเกิดเป็นริ้วรอยตามการขยับ ของกล้ามเนื้อ แต่คอลลาเจนที่ผิวยังเป็นปกติดีอยู่


    การรักษาที่ตรงจุดที่สุด คือ การฉีดโบอกซ์ เนื่องจากโบทอกซ์มีฤทธิ์ให้กล้ามเนื้อคลายตัว จึงขยับตัวได้ลดลง ริ้วรอยจึงน้อยลงหรือไม่มีเลย
    เพราะฉะนั้น ริ้วรอยประเภทนี้รักษาด้วยฟิลเลอร์หรือเลเซอร์จะไม่ได้ผล


    2.ริ้วรอยที่เกิดจากการเสื่อมของคอลลาเจน หรือ Static wrinkle คือ ริ้วรอยที่เราเห็นได้ชัดเจน แม้จะไม่มีการขยับตัวของกล้ามเนื้อ คือทำหน้าตาเฉยๆ ปกติก็เห็นริ้วรอยแล้ว เห็นได้ชัดเจนในคนที่อายุมาก คนที่โดนแสงแดดจัดหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ริ้วรอยประเภทนี้ ส่วนหนึ่งก็เกิดจากริ้วรอยข้อที่ 1 คือ กล้ามเนื้อมีการขยับตัวอยู่บ่อยๆ ทำให้เกิดริ้วรอยและการเสื่อมของคอลลาเจนบริเวณนั้นมากกว่าจุดอื่น พอไม่ได้ดูแลป้องกันรักษาแต่เนิ่นๆคอลลาเจนก็ถูกทำลายไปเรื่อยๆ เกิดเป็นริ้วรอยร่องลึกที่เห็นได้ชัดเจน หรือในคนที่โดนแดดจัดและไม่ได้ป้องกัน ผิวก็จะมีการเสื่อมของคอลลาเจนเร็วกว่าคนอื่น ก็จะเห็นริ้วรอยร่องลึกประเภทนี้ได้ชัดเจนเช่นกัน


    การรักษา โดยทั่วไปจะแนะนำให้รักษาร่วมกันระหว่างการใช้โบทอกซ์เพื่อลดการทำงาน ของกล้ามเนื้อและการกระตุ้น/เสริมสร้างการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งตรงนี้สามารถใช้ได้ทั้งเลเซอร์และการเติมสารเติมเต็ม ซึ่งก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป
    -เลเซอร์ แนะนำให้รักษาทุก 4 สัปดาห์ ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 5 ครั้ง ขึ้นไป เนื่องจากเลเซอร์จะส่งพลังงานลงไปกระตุ้นให้ผิวมีการสร้างคอลลาเจน ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควร ค่าใช้จ่ายต่อครั้งเริ่มต้นที่ครั้งละ 2,000 บาท (เป็นราคาสำหรับการรักษาเฉพาะบริเวณ ราคาจะมีการเปลี่ยนแปลงตามพื้นที่ในการรักษา)
    -ฟิลเลอร์ ข้อดีคือ เมื่อฉีดแล้ว เห็นผลทันที แต่ผลจะอยู่ได้ตั้งแต่ 8-18 เดือน แล้วแต่ชนิดของสารที่เลือกใช้ ราคาเริ่มต้นที่ 10,000 บาท



    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic

  • วิธีการรักษาเบ้าตาลึก

    Q : วิธีการรักษาเบ้าตาลึก


    A : ปัญหา เบ้าตาลึกทำให้ดูคล้ำ สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้สารเติมเต็ม Filler ที่มีส่วนประกอบของไฮยารูโลนิก ซึ่งเป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นมาเลียนแบบสารธรรมชาติในร่างกายของมนุษย์เรา สามารถนำมาใช้ในการเติมเต็มร่องลึก เช่น ร่องแก้ม, ริ้วตื้นๆ เช่น ริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตา, ใช้ในการปรับแต่งรูปหน้า หรือที่เรียกว่า volume augmentation เช่น การทำริมฝีปากให้อวบอิ่มขึ้น การเติมแก้มให้เต็มขึ้น การแก้ไขรูปจมูก การปรับรูปคาง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีอีกปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ด้วยเจ้าตัวฟิลเลอร์นี้ นั่นคือ Tear trough หรือ "ร่องน้ำตา" เกิดจากเมื่ออายุมากขึ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงของกระดูกและเนื้อเยื่อบริเวณใบ หน้า กระดูกบางส่วนจะมีการเสื่อมไป (bone resorption) ทำให้บริเวณที่เคยดูเต็ม อิ่มกลับดูแบนหรือเป็นเบ้าลึกลงไป ที่เห็นได้ชัดคือบริเวณเบ้าตา แก้ม และขมับ ดังนั้นเราจึงต้องใช้วิธี "เติม" ส่วนที่หายไปให้เต็มขึ้นมาแทนค่ะ ทั้งนี้ การเติมฟิลเลอร์บริเวณร่องน้ำตาจะต้องอาศัยทักษะในการฉีดฟิลเลอร์ค่อนข้าง สูง และเนื่องจากรอบดวงตาเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดเยอะ หลังการรักษาอาจมีอาการเขียวช้ำได้บ้าง เป็นปกติค่ะ ราคาเริ่มต้นที่ 8,000 บาท สำหรับ Restylane Fine line ค่ะ



    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic

  • หน้าร้อนไปเที่ยวทะเลมาหน้าฝ้าขึ้นเลยค่ะ รักษาฝ้าอย่างไรดีคะ?

    Q : หน้าร้อนไปเที่ยวทะเลมาหน้าฝ้าขึ้นเลยค่ะ รักษาฝ้าอย่างไรดีคะ?


    A : วิธีการรักษาฝ้านั้นทำได้หลายวิธีค่ะ หลักๆ เลยหมอจะใช้ยาหรือครีมไวท์เทนนิ่งทาบริเวณที่เป็นฝ้าเพื่อให้รอยดำฝ้าจางลง ซึ่งปัจจุบันยาทาฝ้าหรือครีมไวท์เทนนิ่งรุ่นใหม่ๆ มีคุณสมบัติสามารถทำให้เม็ดสีเมลานินในผิวชั้นบนแตกตัว และสลายไปเองได้ คล้ายกับการทำงานของเลเซอร์ ช่วยให้การรักษาฝ้ามีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นค่ะ แต่ถ้าฝ้าเกิดในผิวชั้นลึก ครีมไวท์เทนนิ่งอาจไม่พอค่ะ จำเป็นต้องใช้เลเซอร์เข้ามาช่วย ซึ่งเลเซอร์ก็จะมีหลายชนิดแตกต่างกันไป แต่โดยรวมจะมีคุณสมบัติช่วยทำลายหรือลดเม็ดสีเมลานินในผิวชั้นลึกได้ โดยไม่ทำให้ผิวชั้นบนเป็นอันตราย เมื่อเม็ดสีที่กระจุกตัวกันอยู่มากเกินไปลดจำนวนลง รอยดำฝ้าก็จะจางลงค่ะ ทั้งนี้เพื่อเสริมประสิทธิภาพให้ผลลัพธ์เห็นเร็วยิ่งขึ้น แพทย์จะนำทรีตเม้นต์อื่นๆมาใช้ร่วมกับการทำเลเซอร์และการทายาค่ะ ทรีตเม้นต์ที่ใช้เช่น การผลัดผิวด้วยสารเคมี, การผลัดผิวด้วยละอองน้ำแรงดันสูง, การกรอผิวด้วยผงคริสตัล สรุปว่าการรักษาฝ้ามีหลายวิธีแต่ต้องใช้เวลา ซึ่งระยะเวลาในการรักษาขึ้นกับสภาพของฝ้า ถ้าฝ้าที่เริมเป็นอยู่ตื้นๆก็รักษาไม่ยาก ถ้าจะให้ดีที่สุดคือป้องกันก่อนที่จะเกิดปัญหา เป็นวิธีพิชิตฝ้าที่ดีที่สุดค่ะ



    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic

  • อยากกำจัดขนขา และรักแร้ต้องทำเลเซอร์อะไร?

    Q : อยากกำจัดขนขา และรักแร้ต้องทำเลเซอร์อะไร?


    A : สำหรับการกำจัดขนปัจจุบันวิธีที่ได้รับความนิยมที่สุดจะเป็นการทำเลเซอร์กำจัดขนชนิดที่เรียกกันว่า Gentle Yag ค่ะ ในทางการแพทย์ผิวหนังจึงได้มีการค้นคว้าวิธีการกำจัดขนด้วยเลเซอร์ขึ้นมาเพื่อให้การกำจัดขนมีความสะดวก รวดเร็ว และได้ผลที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไม่ต้องโกนบ่อยๆ หรือไม่ต้องถอนเส้นขนทีละเส้นๆ ให้เสียเวลา


    การกำจัดขนด้วยเลเซอร์นั้น เป็นวิธีการกำจัดขนโดยใช้พลังงานเลเซอร์ที่มีช่วงความยาวคลื่นจำเพาะทำลาย เฉพาะเจาะจงแต่กับรากขนจึงไม่ทำลายและไม่เป็นอันตรายกับเนื้อเยื่อหรือผิวหนังข้างเคียงแต่อย่างใดค่ะ


    เวลาที่หมอยิงเลเซอร์ลงไปที่ ผิว เป้าหมายของพลังงานจะอยู่ที่เม็ดสีในรากขน ซึ่งจะดูดซับพลังงานแสงเลเซอร์เอาไว้ พลังงานแสงจะเปลี่ยนเป็นความร้อน ทำให้รากขนเสียหายหรือตายไป เส้นขนที่ยึดอยู่กับรากขนก็จะค่อย ๆ ร่วงหลุดไปหลังจากการทำเลเซอร์ ได้1-2 สัปดาห์


    จากนั้น ขนก็จะขึ้นมาใหม่แต่น้อยและบางกว่าเก่า ซึ่งคุณก็ต้องกลับมาทำซ้ำ ต่อเนื่อง 5-6 ครั้ง วงจรของเส้นขนก็จะถูกกำจัดไป อันนี้หมายถึงขนใต้วงแขนนะคะ แต่ถ้าเป็นขนที่ขาหรือหน้าแข้ง  ก็อาจจะต้องยิงเลเ ซอร์อย่างต่อเนื่องราว 6-8 ครั้ง หรือบางคนก็อาจจะต้องยิงซ้ำมากกว่านี้  ขึ้นอยู่กับปริมาณและขนาดของเส้นขนของแต่ละคนด้วยค่ะ


    อย่างไรก็ตาม ผลของการกำจัดขนยังขึ้นอยู่กับความชำนาญและความเชี่ยวชาญของหมอผิวหนังด้วย ค่ะ เนื่องจากสีผิวและความเข้มของเส้นขน ของแต่ละคนไม่เท่ากันความสามารถในการวิเคราะห์สภาพเส้นขนของแต่ละคน ไม่เท่ากัน ดังนั้นความสามารถในการวิเคราะห์ สภาพเส้นขนของคุณหมอ จะช่วยให้สามารถเลือกชนิดของเลเซอร์  และค่าพลังงานได้เหมาะสมกับสีขน สีผิว ลักษณะเส้นขน และบริเวณที่ต้องการกำจัด ทำให้ผลลัพธ์หรือประสิทธิภาพออกมาเป็นที่น่าพอใจ และลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียง เช่น การ burn ได้


    ฉะนั้น ที่คุณถามมาว่าเลเซอร์ชนิดใดที่เหมาะกับการกำจัดขนขาและรักแร้ หมอคงตอบแบบฟันธงไม่ได้หรอก แต่ต้องให้แพทย์ผู้ตรวจเป็นผู้พิจารณาเลือกเครื่องเลเซอร์ที่เหมาะสมให้ อย่างที่อธิบายไปข้างต้นแล้ว


    แต่โดยทั่วไปพวก Nd : YAG Laser และ Gentle Yag จะเหมาะกับเส้นขนและสีผิวทุกประเภท จึงสามารถใช้กับผิวสีคล้ำแบบคนไทยได้อย่างปลอดภัย ในขณะที่ Diode Laser และ IPL จะเหมาะกับคนผิวขาวกว่า และถ้าเป็นการกำจัดขนในพื้นที่ใหญ่ๆ เช่น บริเวณหน้าท้อง Diode Laser จะช่วยลดระยะเวลาของการทำทรีตเม้นต์ได้ดี เพราะถูกออกแบบมาให้กำจัดขนได้รวดเร็ว นี่เป็นเพียงบางส่วนของความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเลเซอร์กำจัดขนค่ะ


    การจะเลือกว่าเลเซอร์ชนิดใดเหมาะกับปัญหาขนของคุณ จึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนเลือกสถานพยาบาลหรือคลินิกที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการกำจัดขนมากที่สุดค่ะ


    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic

  • ผิวมีปัญหาแพ้ง่าย และมีรอยแผลเป็นจากสิว ทำให้ผิวหน้าเป็นหลุมช่วยแนะนำโปรแกรมรักษาหน่อยค่ะ

    Q : ผิวมีปัญหาแพ้ง่าย และมีรอยแผลเป็นจากสิว ทำให้ผิวหน้าเป็นหลุมช่วยแนะนำโปรแกรมรักษาหน่อยค่ะ


    A : โดยปกติรอยดำที่เกิดจากสิว จะค่อยๆ จางลงและหายไปได้เอง แต่ต้องใช้เวลาซักหน่อย บางคนก็แค่ไม่กี่อาทิตย์ บางคนไม่กี่เดือน แต่ในบางคนอาจจะนานราวๆ 6 เดือน – 1 ปี หรืออาจนานถึง 2 ปีก็เป็นไปได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความลึกและขนาดของรอยดำ ชนิดของสีผิว และอายุของเราด้วยค่ะ


    วิธีที่สะดวกครอบคลุมทั้ง 2 ปัญหา (คือทั้งปัญหารอยดำและหลุมสิว) ก็คือการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์แบบแฟร็คชั่นแนลค่ะ “Fractional laser” จะมีการย่อยลำแสงที่มีขนาดเล็กมากๆ นับเป็นพันๆ จุด ลำแสงเลเซอร์จะถูกส่งลงไปใต้ผิวในระดับความลึกที่เราต้องการจะแก้ไขปัญหา เช่น ถ้าต้องการแก้ปัญหารอยดำตื้นๆ แสงเลเซอร์ที่เป็นจุดเล็กๆ พวกนี้ ก็จะถูกส่งไปที่ผิวหนังในระดับตื้นๆ แต่ถ้าต้องการแก้ปัญหารอยหลุมสิว แสงก็จะถูกส่งลงไปใต้ผิวในระดับที่ลึกกว่า แต่ลำแสงพวกนี้เราจะไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้นะคะ


    เมื่อลำแสงถูกปล่อยลงไปใต้ผิวเป็นจุดๆ ก็จะมีผิวทั้งส่วนที่สัมผัสและไม่ได้สัมผัสกับแสงเลเซอร์ ผิวส่วนที่ไม่ถูกแสงจะยังคงเป็นผิวส่วนที่ดี และมีส่วนช่วยซ่อมสร้างผิวใหม่ให้เกิดเร็วขึ้น โดยเซลล์ผิวเก่าจะถูกผลัดให้หลุดออกไป โดยไม่ทำลายผิวชั้นบน คุณจึงไม่มีแผลหลังการรักษา เพียงแต่หลังยิงเลเซอร์ ผิวหน้าคุณอาจจะคล้ำลงเล็กน้อย ก่อนจะมีการผลัดลอกของเซลล์ผิวเก่าภายใน 1-2 อาทิตย์ พอผิวใหม่ขึ้นมาใบหน้าก็จะแลดูขาวขึ้น รอยหลุมสิวก็จะดูตื้นขึ้นด้วย ทั้งหมดนี้ใช้เวลาทำเลเซอร์ไม่เกิน 1 ชั่วโมงครึ่ง (รวมถึงเวลาของการแปะยาชาด้วย) ซึ่งก็ต้องบอกว่าสะดวกมากสำหรับทั้งหมอและคนไข้ เพราะถ้าเทียบกับเทคโนโลยีเลเซอร์แบบเก่า ที่ทำแล้วคนไข้จะมีแผล หรือเลเซอร์บางชนิดไม่ทำให้เกิดแผล แต่ก็ต้องอาศัยการรักษาหลายครั้งมาก และมีข้อจำกัดในประสิทธิภาพ ในกรณีของหลุมสิวลึกและแผลเป็นที่เป็นมานาน ก็มักไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรค่ะ


    ข้อดีของเครื่องมือนี้ก็คือมี 2 ช่วงคลื่นอยู่ในเครื่องเดียว ช่วยให้หมอสามารถเลือกคลื่นลึกหรือตื้น ในการรักษาได้เหมาะสมกับปัญหา เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาทั้งในระดับลึกและตื้น เช่น มีทั้งหลุมสิว และรอยดำ โดยเฉพาะในเรื่องของรอยดำนั้น Fraxel  นับว่าเป็นความหวังของหมอผิวหนัง ในการรักษาปัญหาฝ้า กระ และรอยดำ เพราะช่วงคลื่นที่เรียกว่า Thulium นั้น มีความยาวช่วงคลื่นที่ลงไปจัดการกับเซลล์สร้างเม็ดสีได้ดี จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการขจัดเม็ดสีส่วนเกิน ซึ่งเป็นสาเหตุของฝ้า กระ


    ความรู้สึกขณะยิงคนไข้อาจจะรู้สึกร้อนผ่าวๆ ที่ผิว ซึ่งก็สามารถบรรเทาได้ด้วยการประคบโคลด์แพ็คหลังทำ และถ้าทำทั้งหน้าอาจต้องระวังไม่ไปโดนแดดจัดๆ ช่วง 2 อาทิตย์แรก ระหว่างนี้ก็ควรทาครีมกันแดดและมอยส์เจอไรเซอร์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดดและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว นอกจากนี้ก็ไม่มีผลข้างเคียงอื่นค่ะ แต่ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีของแพทย์ด้วยนะคะ


    ส่วนจะต้องรักษากี่ครั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับปัญหาของรอยดำและหลุมสิวของคุณค่ะ ซึ่งแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้วินิจฉัยระดับของการเลือกช่วงคลื่นแสง เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่คนไข้พึงพอใจ และลดผลข้างเคียงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ส่วนใหญ่แล้วคนไข้จะสามารถเห็นผลดีขึ้นเบื้องต้นได้ตั้งแต่หลังการรักษาครั้งแรกค่ะ


    เทคโนโลยี Fraxel นี้จึงน่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับคุณนะคะ


     

    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic

  • ทำเทอร์มาจจะเจ็บไหม และเห็นผลอย่างไรคะ

    Q :ทำเทอร์มาจจะเจ็บไหม และเห็นผลอย่างไรคะ


    A : เป็นคำถามที่ตรงประเด็นมากค่ะ ทำเทอร์มาจเจ็บไหม ต้องบอกว่าวิวัฒนาการของเทอร์มาจ ณ พ.ศ นี้ทำให้มั่นใจตอบได้เลยว่า “เจ็บน้อยมากค่ะ” เทอร์มาจเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่ใช้พลังงานคลื่นวิทยุแบบขั้วเดียว เมื่อแพทย์ปล่อยพลังงานลงไปใต้ผิว จะเกิดความร้อน ทำให้เส้น ใยคอลลาเจนหดตัว ส่งผลให้ผิวกระชับตึง สังเกตได้ทันทีหลังทำ ความร้อนนี้ยังไปกระตุ้นให้คอลลาเจนถูกสร้างขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่อง ในช่วง 3-6 เดือน รูปหน้าจึงยกกระชับขึ้นเรื่อยๆหน้าดูเรียวสวย แลดูอ่อนเยาว์ขึ้นและผลลัพธ์นี้จะอยู่ได้นานเป็นปีค่ะ



    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic

  • กังวลกับการกลั้นปัสสาวะ

    การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือปัสสาวะเล็ดออกมาเมื่อมีการไอ จาม ทำให้ผู้หญิงเราเกิดความกังวล หลายคนต้องใช้แผ่นกันซึมเปื้อนตลอดเวลา


    Q : เป็นคุณแม่คลอดธรรมชาติ ทำอย่างไรดีกับปัญหาไอจามแล้วมีปัสสาวะเล็ด เป็นมาตั้งแต่หลังคลอด ตอนนี้ลูกอายุ 4 ขวบแล้ว


    A : กลไกการกลั้นปัสสาวะในผู้หญิง เกิดจากความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหูรูดท่อปัสสาวะ และกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่เป็นตัวช่วยพยุงท่อปัสสาวะ จะทำหน้าที่ปิดท่อนี้ไว้ในเวลาที่เรายังไม่ต้องการปัสสาวะ แต่หากการปิดของหูรูดท่อปัสสาวะไม่ดี หรือมีการหย่อนยานของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเกิดขึ้น ก็จะทำให้มีปัสสาวะเล็ดรั่วออกมาได้


    ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนยาน ก็ได้แก่ อายุมากขึ้น ฮอร์โมนเพศหญิงลดลง คอลลาเจนและอิลาสตินผลิตได้น้อยลง ทำให้ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อสูญเสียไป หรือเกิดจากการคลอดบุตรด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งมีการยืดขยายอย่างมาก และเกิดการฉีกขาดของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่างๆในอุ้งเชิงกราน ส่งผลให้กล้ามเนื้อหูรูดไม่แข็งแรงเหมือนเดิม การยึดเหนี่ยวและพยุงท่อปัสสาวะของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานลดน้อยลง ทำให้เกิดอาการปัสสาวะเล็ด เมื่อมีการไอ จาม หัวเราะ วิ่ง หรือกระโดด


    การแก้ไขปัญหานี้ก็คือ ต้องทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานกลับมากระชับขึ้น เพื่อช่วยควบคุมการกลั้นปัสสาวะ คุณสามารถทำได้เอง โดยการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ซึ่งก็คือการขมิบช่องคลอดนั่นเอง จะช่วยรักษาอาการที่ไม่รุนแรงมากนักได้ แต่ควรทำเพื่อลดปัญหาดังกล่าวตั้งแต่หลังคลอด และวิธีนี้ต้องอาศัยความอดทน และต้องใช้เวลานานสักระยะหนึ่งจนกว่ากล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานจะแข็งแรง


    ปัจจุบันมีเทคโนโลยีซึ่งใช้หลักการเดียวกับการคืนความตึงกระชับให้ผิวหน้า ที่หมอผิวหนังใช้พลังงานคลื่นวิทยุขั้วเดี่ยวไปช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนและอิลาสตินให้หนาแน่นขึ้น เป็นการส่งพลังงานไปทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อหูรูดและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ทำให้กล้ามเนื้อดังกล่าวแข็งแรงขึ้น การกระชับกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานนี้ จะใช้พลังงานที่อ่อนโยนกว่าการกระชับผิวหน้า ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมต่อเนื้อเยื่อภายในช่องคลอด ตลอดจนผิวรอบๆช่องคลอดที่มีความบอบบาง วิธีการส่งพลังงานจะส่งผ่านหัวเครื่องมือเล็กๆ สอดเข้าไปในช่องคลอด คล้ายกับการตรวจภายใน พลังงานจะเปลี่ยนเป็นความร้อนระดับอุ่นๆ ทำให้เนื้อเยื่อของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหดตัว และช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใหม่ขึ้นมา ส่งผลให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและผนังช่องคลอดแข็งแรง มีความกระชับตึงขึ้น จึงช่วยแก้ปัญหาช่องคลอดหลวมได้ด้วย อันที่จริงเทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนามาเพื่อใช้กระชับช่องคลอด แก้ปัญหาช่องคลอดหย่อนยาน แต่จากการตอบแบบสอบถาม อาสาสมัครซึ่งมีอาการปัสสาวะเล็ด ส่วนใหญ่พบว่าอาการปัสสาวะเล็ดหายไป เห็นผลตั้งแต่หลังการรักษาครั้งแรก และเมื่อทำต่อเนื่อง 3-4 ครั้ง  อาสาสมัครบางรายซึ่งก่อนหน้านี้เคยใช้แผ่นรองซึมซับ 1-5 แผ่นต่อวัน ก็ไม่ต้องใช้แผ่นรองซับแล้ว เทคโนโลยีการกระชับช่องคลอดด้วยความถี่คลื่นวิทยุ จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีปัญหาปัสสาวะเล็ด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ โดยตัวเทคโนโลยีผ่านการรับรองจาก อย.สหรัฐอเมริกา และ อย.ไทยแล้ว


     

    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic

  • Ulthera

    ปัจจุบันปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อยแก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยียกกระชับหน้าแบบไม่ ต้องผ่าตัด และอัลเทอร่าเป็นเทคโนโลยีเดียวที่ได้รับอนุมัติจาก อย.สหรัฐอเมริกา ว่าสามารถใช้ยกกระชับคิ้ว คอ และใต้คางได้โดยไม่ต้องมีแผล


    Q : สนใจยกกระชับหน้าด้วยอัลเทอร่า แต่ยังสงสัยว่าทำแล้วจะเห็นผลจริงไหม และกลัวเรื่องความเจ็บ ว่าจะเจ็บประมาณไหน


    A :  สาวๆหลายคนที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย คงเคยได้ยินชื่อ “อัลเทอร่า” ซึ่งเป็นชื่อทางการค้าของเครื่องมือเสริมความงามทางการแพทย์ ที่ใช้เทคโนโลยีพลังงานอัลตร้าซาวด์ชนิดเข้มข้นและมีความจำเพาะเจาะจง ช่วยให้สามารถส่งพลังงานลงไปใต้ผิวได้ลึกมากกว่าพลังงานเลเซอร์ หรือพลังงานคลื่นความถี่วิทยุ โดยไม่เกิดผลข้างเคียงหรือเป็นอันตรายต่อผิวชั้นบน


    ความหย่อนคล้อยของผิวนั้น เกิดจากร่างกายผลิตคอลลาเจนใหม่ออกมาน้อยลง ส่วนเนื้อเยื่อคอลลาเจนที่มีอยู่เดิม ก็เริ่มเสื่อมสภาพลง ซึ่งหากเราส่งพลังงานลงไปใต้ผิวได้ลึกถึงชั้นคอลลาเจน และชั้นเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อ เพื่อให้พลังงานไปทำให้เกิดความร้อนในระดับอุณหภูมิที่เหมาะสม ความร้อนนั้นจะไปสลายเนื้อเยื่อคอลลาเจนที่เสื่อมสภาพ และกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ออกมาทดแทน โดยคอลลาเจนใหม่จะมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น และกระชับตึงกว่า ส่งผลให้เนื้อเยื่อที่หย่อนยานตึงแน่นและยกตัวขึ้น ผลลัพธ์คือ ผิวหน้าที่ยกกระชับและเต่งตึงขึ้น ปัญหาผิวที่หย่อนยานหายไปหรือลดน้อยลง


    เทคโนโลยียกกระชับด้วยพลังงานอัลตร้าซาวด์นี้ มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2554  และได้มีการทำวิจัยเพื่อทดสอบประสิทธิภาพมาอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปี  โดยล่าสุดงานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ระบุว่าถ้าแพทย์ผิวหนังใช้เทคนิคการยิงแบบลดพลังงานลง และเพิ่มจำนวนการยิงพลังงานให้หนาแน่นมากขึ้น จะช่วยลดความเจ็บ และทำให้คนไข้รู้สึกสบายขึ้น คนไข้จะรู้สึกแค่อุ่นๆบนผิว เวลาที่แพทย์ปล่อยพลังงานออกมา และไม่รู้สึกเจ็บมากเหมือนเทคนิคการยิงแบบเดิม งานวิจัยชิ้นนี้ยังระบุว่า ความพึงพอใจของคนไข้หลังทำทรีตเม้นต์ด้วยเทคนิคแบบใหม่นี้ มีระดับสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ จึงอาจกล่าวได้ว่า ประสิทธิภาพของการรักษา ตลอดจนความเจ็บจากการรักษานั้น ขึ้นอยู่กับเทคนิคในการใช้เทคโนโลยีของแพทย์เป็นสำคัญค่ะ ดังนั้นก่อนตัดสินใจทำการยกกระชับหน้า คนไข้ควรศึกษาข้อมูล และพิจารณาเลือกแพทย์ที่มีความชำนาญ และผ่านการอบรมการใช้เทคโนโลยีมาแล้วเป็นอย่างดีค่ะ


     

    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic

  • เครื่องดื่มเพื่อหุ่นดี

    ถ้าอยากลดน้ำหนัก ควรดื่มอะไรมากกว่ากัน ระหว่างชากับกาแฟ


    หลายคนคงเคยได้ยินคุณสมบัติของเครื่องดื่ม 2 ชนิดนี้มาบ้าง ว่าทั้งชาและกาแฟช่วยกระตุ้นการเผาผลาญของร่างกาย ซึ่งกาแฟในที่นี้หมายถึง กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลและครีมเทียม ส่วนชาก็หมายถึง ชาร้อนชงสด ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใช่ชาพร้อมดื่มแบบขวด ที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยนะคะ



    ทีนี้เรามาดูประโยชน์ของเครื่องดื่มทั้ง 2 ชนิดนี้กันบ้างค่ะ


    กาแฟ มีสารคาเฟอีน ซึ่งจากการวิจัยพบว่า สารคาเฟอีนปริมาณ 100 มิลลิกรัม จะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้จริง แต่น้อยมากหรือไม่เพียงพอที่จะส่งผลถึงขั้นดื่มแล้วจะผอมเพรียว หรือช่วยลดน้ำหนักได้ค่ะ


    นอกจากไม่ผอมแล้ว ถ้าดื่มมากเกินไป งานวิจัยใหม่ๆยังระบุด้วยว่า การดื่มกาแฟมากๆจะมีผลเสียคือ คาเฟอีนจะขับแคลเซี่ยมออกไปจากร่างกายเรา ซึ่งองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ FDA ได้กำหนดปริมาณคาเฟอีนที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ คือ ไม่ควรเกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบได้กับการดื่มกาแฟไม่เกิน 2-3 แก้วต่อวันค่ะ


    ส่วนชานั้นมีหลากหลายชนิด ทั้งชาขาว ชาดำ ชาเขียว และชาอู่หลง ซึ่งจากงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการดื่มชาเขียวช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานขณะพักได้จริง และมีการศึกษาทดลองในกลุ่มคนไทยที่มีรูปร่างอ้วน ก็พบว่าชาเขียวช่วยลดน้ำหนักได้ประมาณ 1 กิโลกรัมต่อเดือน ซึ่งปริมาณของสารสกัดชาเขียวที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้คือ 400-750 มิลลิกรัม โดยให้ดื่มทุกวันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ทั้งนี้ต้องควบคุมอาหารช่วยด้วยนะคะ


    การดื่มชาเขียวช่วยกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญ ทำให้ไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายถูกสลายไปได้เร็วขึ้น เพราะในชาเขียวมีสารคาเทชินในปริมาณที่มากกว่าชาดำหรือชาอู่หลง ซึ่งคาเทชินจะมีฤทธิ์ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมันได้ ซึ่งชาเขียว 1 ซอง จะมีปริมาณคาเทชินอยู่ประมาณ 30-100 มิลลิกรัม แตกต่างกันไป ดังนั้นถ้าอยากควบคุมน้ำหนักก็ต้องดื่มชาเขียว ประมาณวันละ 3-4 ซอง และก็ต้องควบคุมปริมาณอาหารควบคู่ไปด้วย ซึ่งการควบคุมอาหารกับการออกกำลังกาย ก็ยังคงเป็นแนวทางที่จะทำให้การลดน้ำหนักได้ผลดีและยั่งยืนที่สุดค่ะ


     


    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic


     

  • ลดสัดส่วนด้วยความเย็น

    เซลล์ไขมันมีความไวต่อการโดนทำลายด้วย ความเย็น แต่ต้องเป็นความเย็นในระดับที่เหมาะสมและควบคุมได้เท่านั้น 


    Q : เคยอ่านเจอว่ามีโปรแกรมลดสัดส่วนด้วยความเย็น อย่างนี้เราจะลองใช้น้ำแข็งนาบพุง เพื่อลดพุงได้หรือไม่


    A : ก่อนอื่นหมอขอบอกก่อนเลยว่าไม่ควรค่ะ คุณไม่ควรเอาน้ำแข็งมานาบพุง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายกับผิวหนังได้ค่ะ ปกติเวลาเราเอามือจับน้ำแข็งนานๆ มือยังชาเลยค่ะ ซึ่งถ้าผิวบริเวณพุงหรือหน้าท้องโดนความเย็นจัดเป็นเวลานาน ผิวบริเวณนั้นอาจจะไหม้ได้ ต่างจากโปรแกรมลดสัดส่วนด้วยความเย็น ซึ่งเขาจะใช้เครื่องมือส่งผ่านความเย็นไปสู่ชั้นไขมัน โดยไม่ทำอันตรายกับผิวหนังชั้นบน เพราะชั้นไขมันซึ่งประกอบด้วยเซลล์ไขมันนั้น มีจุดอ่อนคือจะเซนซิทีฟกับความเย็นมากกว่าผิวหนังหรือเซลล์อื่นๆในร่างกาย วงการแพทย์ก็เลยนำเอาจุดอ่อนอันนี้ของไขมัน มาพัฒนาเป็นเทคโนโลยีขจัดไขมันโดยใช้ความเย็น

    หลักการทำงานของเทคโนโลยี ใช้หลักการส่งความเย็นในระดับความเย็นที่คงที่เป็นระยะเวลาหนึ่ง ส่งไปที่เซลล์ไขมันโดยที่เซลล์อื่นๆจะไม่เป็นอันตราย เพื่อทำให้เฉพาะเซลล์ไขมันแข็งตัว เหมือนถูกฟรีซด้วยความเย็น เซลล์ไขมันจะเกิดการอักเสบและตายไป แล้วร่างกายของเราก็จะกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วนี้ออกไปจากร่างกายตามกระบวนการทางธรรมชาติ


    แต่ถ้าเราใช้น้ำแข็งนาบ ระดับอุณหภูมิของความเย็นจะไม่คงที่ และเราไม่รู้ว่าต้องใช้ระยะเวลานานแค่ไหน เซลล์ไขมันจึงจะถูกทำลาย หรือเซลล์ไขมันอาจจะไม่ถูกทำลายเลยก็ได้ เพราะความเย็นลงไปไม่ถึงแต่ผิวหนังข้างบนอาจจะเป็นอันตรายเสียก่อน ในขณะที่การใช้เทคโนโลยีขจัดไขมันด้วยความเย็น ใช้ระยะเวลาเพียงไม่นาน โดยเฉพาะเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ใช้ระยะเวลาเพียง 35 นาที ก็สามารถลดจำนวนเซลล์ไขมันไปได้ถึง 25 เปอร์เซนต์ การรักษาที่ใช้ระยะเวลาสั้นๆนี้ช่วยให้คนไข้รู้สึกสบายตัวมากขึ้น แต่ยังได้


    ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพราะเครื่องมือรุ่นใหม่จะส่งผ่านความเย็นที่เย็นมากยิ่งขึ้น คือที่อุณหภูมิลบ 11 องศาเซลเซียส จึงช่วยให้การขจัดไขมันแต่ละครั้งใช้เวลาน้อยลง และตัวเทคโนโลยีรุ่นใหม่ยังมีการออกแบบหัวเครื่องมือสูญญากาศที่ช่วยให้ควบคุมพื้นที่ที่ต้องการขจัดไขมันได้อย่างเฉพาะเจาะจง กินพื้นที่กว้างขึ้น ดังนั้นถึงแม้ว่าจะใช้เวลาสั้นลง แต่ประสิทธิภาพกลับมากขึ้น สรุปว่าการสลายไขมันด้วยความเย็นที่ปลอดภัยและเห็นผลลัพธ์ได้จริงนั้น ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิให้สม่ำเสมอ มีการส่งผ่านความเย็นไปยังจุดที่เฉพาะเจาะจง และต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ค่ะ ซึ่งการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมีการทดลองใช้กับอาสาสมัครและมีผลงานวิจัยที่น่าเชื่อถือรองรับ และได้รับ อย.จากสหรัฐอเมริกาว่าสามารถใช้ขจัดไขมันเฉพาะจุดหรือเฉพาะส่วนได้ค่ะ ซึ่งถ้าคุณสนใจลดสัดส่วน หมอขอแนะนำให้คุณปรึกษาหรือพูดคุยกับแพทย์ ว่าคุณเหมาะกับโปรแกรมลดสัดส่วนแบบไหน จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดค่ะ



    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic


     
  • เซลล์ไขมันมีความไวต่อการโดนทำลายด้วย ความเย็น แต่ต้องเป็นความเย็นในระดับที่เหมาะสมและควบคุมได้เท่านั้น เคยอ่านเจอว่ามีโปรแกรมลดสัดส่วนด้วยความเย็น อย่างนี้เราจะลองใช้น้ำแข็งนาบพุง เพื่อลดพุงได้หรือไม่

    ก่อนอื่นหมอขอบอกก่อนเลยว่าไม่ควรค่ะ คุณไม่ควรเอาน้ำแข็งมานาบพุง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายกับผิวหนังได้ค่ะ ปกติเวลาเราเอามือจับน้ำแข็งนานๆ มือยังชาเลยค่ะ ซึ่งถ้าผิวบริเวณพุงหรือหน้าท้องโดนความเย็นจัดเป็นเวลานาน ผิวบริเวณนั้นอาจจะไหม้ได้ ต่างจากโปรแกรมลดสัดส่วนด้วยความเย็น ซึ่งเขาจะใช้เครื่องมือส่งผ่านความเย็นไปสู่ชั้นไขมัน โดยไม่ทำอันตรายกับผิวหนังชั้นบน เพราะชั้นไขมันซึ่งประกอบด้วยเซลล์ไขมันนั้น มีจุดอ่อนคือจะเซนซิทีฟกับความเย็นมากกว่าผิวหนังหรือเซลล์อื่นๆในร่างกาย วงการแพทย์ก็เลยนำเอาจุดอ่อนอันนี้ของไขมัน มาพัฒนาเป็นเทคโนโลยีขจัดไขมันโดยใช้ความเย็น


    หลักการทำงานของเทคโนโลยี ใช้หลักการส่งความเย็นในระดับความเย็นที่คงที่เป็นระยะเวลาหนึ่ง ส่งไปที่เซลล์ไขมันโดยที่เซลล์อื่นๆจะไม่เป็นอันตราย เพื่อทำให้เฉพาะเซลล์ไขมันแข็งตัว เหมือนถูกฟรีซด้วยความเย็น เซลล์ไขมันจะเกิดการอักเสบและตายไป แล้วร่างกายของเราก็จะกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วนี้ออกไปจากร่างกายตามกระบวนการทางธรรมชาติ
    แต่ถ้าเราใช้น้ำแข็งนาบ ระดับอุณหภูมิของความเย็นจะไม่คงที่ และเราไม่รู้ว่าต้องใช้ระยะเวลานานแค่ไหน เซลล์ไขมันจึงจะถูกทำลาย หรือเซลล์ไขมันอาจจะไม่ถูกทำลายเลยก็ได้ เพราะความเย็นลงไปไม่ถึงแต่ผิวหนังข้างบนอาจจะเป็นอันตรายเสียก่อน ในขณะที่การใช้เทคโนโลยีขจัดไขมันด้วยความเย็น ใช้ระยะเวลาเพียงไม่นาน โดยเฉพาะเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ใช้ระยะเวลาเพียง 35 นาที ก็สามารถลดจำนวนเซลล์ไขมันไปได้ถึง 25 เปอร์เซนต์ การรักษาที่ใช้ระยะเวลาสั้นๆนี้ช่วยให้คนไข้รู้สึกสบายตัวมากขึ้น แต่ยังได้


    ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพราะเครื่องมือรุ่นใหม่จะส่งผ่านความเย็นที่เย็นมากยิ่งขึ้น คือที่อุณหภูมิลบ 11 องศาเซลเซียส จึงช่วยให้การขจัดไขมันแต่ละครั้งใช้เวลาน้อยลง และตัวเทคโนโลยีรุ่นใหม่ยังมีการออกแบบหัวเครื่องมือสูญญากาศที่ช่วยให้ควบคุมพื้นที่ที่ต้องการขจัดไขมันได้อย่างเฉพาะเจาะจง กินพื้นที่กว้างขึ้น ดังนั้นถึงแม้ว่าจะใช้เวลาสั้นลง แต่ประสิทธิภาพกลับมากขึ้น สรุปว่าการสลายไขมันด้วยความเย็นที่ปลอดภัยและเห็นผลลัพธ์ได้จริงนั้น ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิให้สม่ำเสมอ มีการส่งผ่านความเย็นไปยังจุดที่เฉพาะเจาะจง และต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ค่ะ ซึ่งการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมีการทดลองใช้กับอาสาสมัครและมีผลงานวิจัยที่น่าเชื่อถือรองรับ และได้รับ อย.จากสหรัฐอเมริกาว่าสามารถใช้ขจัดไขมันเฉพาะจุดหรือเฉพาะส่วนได้ค่ะ ซึ่งถ้าคุณสนใจลดสัดส่วน หมอขอแนะนำให้คุณปรึกษาหรือพูดคุยกับแพทย์ ว่าคุณเหมาะกับโปรแกรมลดสัดส่วนแบบไหน จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดค่ะ


     

    FAQ by
    Thanisorn Thamlikitkul,MD.


    -Board Certified Dermatologist


    -Certificate in Dermatologic Laser Surgery


    -Member of American Society of Cosmetic Dermatoloqy & Aesthetic Surgery


    -Medical Director Romrawin clinic