• รักษาฝ้า หน้าใสด้วย D-White

    ความก้าวหน้าในการรักษาฝ้า จากเดิมที่ขบวนการการรักษาก็มีวิธีที่ทำกันอยู่หลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของฝ้า เช่น ทายา หรือฉีดยาที่มีส่วนผสมของสารไวท์เทนนิ่ง หรือยิงเลเซอร์เพื่อรักษาฝ้า เม็ดสีส่วนเกิน เป็นต้น ตอนนี้มีวิธีใหม่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนไข้

    OLD METHODS

    แต่เดิมนั้นการทายาที่มีส่วนผสมของสารไวท์เทนนิ่ง เป็นวิธีที่แพทย์ผิวหนังใช้กันอยู่โดยทั่วไป เพราะมีผลข้างเคียงน้อย แต่มีข้อด้อยคือใช้ระยะเวลาในการรักษานานและไม่ค่อยเห็นผลชัดเจน เพราะการทายานั้น จริงๆ แล้วยาจะซึมเข้าไปในผิวหนังเราได้น้อยมาก แพทย์บางท่านจึงหันมาใช้วิธีฉีดยาหรือสารไวท์เทนนิ่งเข้าไปในผิวหนังเลย ซึ่งก็พบว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพดีกว่า เพราะตัวยาจะถูกส่งลงไปในชั้นผิวได้ลึกกว่า แต่เนื่องจากการฉีดยารักษาฝ้าต้องฉีดทุกจุดที่เป็นฝ้า ทีนี้ถ้าใครมีฝ้ากระจายทั่วหน้า ก็ต้องฉีดเป็นสิบๆ จุด ซึ่งโดยมากคนไข้ผู้หญิงมักจะกลัวเข็ม อย่าว่าแต่สิบเข็มเลย เข็มเดียวก็ไม่เอาแล้ว แพทย์ส่วนใหญ่จึงไม่นิยมใช้วิธีนี้กับคนไข้

    NEW TECHNOLOGY

    แต่จากงานประชุมวิชาการระดับโลก ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ผิวพรรณและความงาม ที่ประเทศฝรั่งเศสที่ผ่านมา แพทย์ผิวหนังทั่วโลกได้หันมาให้ความสนใจกับนวัตกรรมที่เพิ่งได้รับการรับรองจาก อย.สหรัฐอเมริกา ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัย ใช้ผลักยาลงไปใต้ผิวหนังได้ลึกและมีประสิทธิภาพดีเท่ากับการฉีดยา ข้อสำคัญคือ การผลักยาด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ไม่ต้องใช้เข็ม จึงเรียกว่า Dermal Injection Free หรือเรียกสั้นๆ ว่า D-White การส่งตัวยาลงไปใต้ผิวหนังด้วยวิธี Dermal Injection Free นี้ แตกต่างจากการผลักยาด้วยเครื่องไอออนโตโฟเรสิสและเครื่องโฟโนโฟเรสิสที่แพทย์ผิวหนังใช้กันอยู่เดิม เพราะไอออนโตและโฟโนผลักยาได้ในปริมาณน้อยและได้ในระดับตื้นๆ เท่านั้น ในขณะที่ D-White ใช้หลักการทำให้ผิวหนังเปิดออกชั่วคราว (ซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น) เป็นช่องทางให้ยาลงไปใต้ผิวหนังได้ในระดับที่ลึกกว่าและมีปริมาณยามากกว่าเทียบเท่ากับการฉีดยา ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี D-White จึงช่วยให้การรักษาฝ้าเป็นเรื่องง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แถมคนไข้ยังไม่ต้องเจ็บตัวอีกด้วย อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่าในการรักษาฝ้านั้น ยาเป็นตัวที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้เครื่องมือ โดยยารักษาฝ้าที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้คือ ช่วยลดการสร้างเม็ดสี ยับยั้งการกระจายเม็ดสีผ่านเข้าเซลล์ผิวหนัง หรือช่วยยับยั้งกระบวนการออกซิเดชั่น ซึ่งในกรณีที่แพทย์มีความเชี่ยวชาญก็จะนำสารที่มีคุณสมบัติทั้ง 3 อย่างมาผสมกัน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และในปัจจุบันมีการนำเอาพฤกษาสกัดมาใช้แทนสารสังเคราะห์ เพราะปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวของคนไข้ อย่างไรก็ดี การใช้ยารักษาฝ้าควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ไม่ควรซื้อยามาทาเอง เพราะอาจเกิดอันตรายกับผิวในระยะยาวได้


    ขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญฟรี!!

    Send to Messenger @RomrawinClinic

    CALL CENTER

    080 153 9000 / 080 154 9000