หลังฉีดฟิลเลอร์ห้ามทำอะไร? มีข้อควรปฏิบัติ และข้อควรระวังอย่างไร?

หลังฉีดฟิลเลอร์ห้ามทำอะไร

การฉีดฟิลเลอร์ เป็นหนึ่งในหัตถการที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากฟิลเลอร์มีคุณสมบัติในการเติมเต็มริ้วรอย ร่องลึก เพิ่มวอลลุ่มให้ผิว และยกกระชับปรับรูปหน้าให้ดูมีมิติ ซึ่งการดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์นั้น ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่ช่วยให้ผลลัพธ์ที่ได้มีประสิทธิภาพ และลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียง วันนี้ รมย์รวินท์คลินิกจะพามาเจาะลึกว่า หลังฉีดฟิลเลอร์ห้ามทำอะไร? ควรปฏิบัติตัวอย่างไร? มีข้อควรรู้ และข้อควรระวังอะไรบ้าง? เพื่อให้ฟิลเลอร์เข้าที่เร็ว และคงอยู่ได้นาน บทความนี้รวมข้อมูลที่ต้องรู้มาไว้ให้แล้ว

 

หลังฉีดฟิลเลอร์ห้ามทำอะไร?
หลังฉีดฟิลเลอร์ห้ามทำอะไร?

 

หลังฉีดฟิลเลอร์ห้ามทำอะไร?

  • หลีกเลี่ยงการแต่งหน้า

หลังฉีดฟิลเลอร์ หลีกเลี่ยงการแต่งหน้า หรือใช้เครื่องสำอางในบริเวณที่ฉีดประมาณ 12 – 24 ชั่วโมง เนื่องจากอาจทำให้เกิดการอักเสบ หรือติดเชื้อได้

  • หลีกเลี่ยงการจับ หรือกดทับใบหน้า

หลังฉีดฟิลเลอร์ หลีกเลี่ยงการจับ บีบ กดทับ หรือนวดในบริเวณที่ฉีดอย่างรุนแรงประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ เนื่องจากอาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง จนเสียรูปทรง หรือบิดเบี้ยวได้

  • งดโดนแสงแดด และความร้อน

หลังฉีดฟิลเลอร์ งดโดนแสงแดด และสัมผัสความร้อนทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการอบไอน้ำ ซาวน่า ล้างหน้าด้วยน้ำร้อน หรืออยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิสูงประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ เนื่องจากอาจทำให้ฟิลเลอร์สลายตัวไว และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบได้

  • งดนอนคว่ำ และนอนตะแคง

หลังฉีดฟิลเลอร์ งดการนอนคว่ำ นอนตะแคง หรือนอนในท่าทางที่กดทับใบหน้าประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ เนื่องจากอาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง จนเสียรูปทรง หรือบิดเบี้ยวได้

  • งดออกกำลังกายหักโหม

หลังฉีดฟิลเลอร์ งดการออกกำลังกายหักโหม หรือทำกิจกรรมหนัก ๆ ที่ทำให้เหงื่อออกมากประมาณ 1 – 2 วัน เนื่องจากอาจทำให้ฟิลเลอร์เกิดการอักเสบ และบวมมากขึ้นได้

  • งดดื่มแอลกอฮอล์

หลังฉีดฟิลเลอร์ งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกประเภทประมาณ 1 – 2 วัน เนื่องจากอาจทำให้ฟิลเลอร์เกิดการอักเสบ และบวมช้ำมากขึ้นได้

  • งดสูบบุหรี่

หลังฉีดฟิลเลอร์ งดการสูบบุหรี่ทุกชนิดประมาณ 1 – 2 วัน เนื่องจากอาจทำให้ฟิลเลอร์เข้าที่ช้า สลายตัวไว และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบได้

  • งดรับประทานอาหารดิบ และของหมักดอง

หลังฉีดฟิลเลอร์ งดการรับประทานของหมักดอง ของดิบ และอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ เนื่องจากอาจทำให้เกิดการอักเสบ หรือติดเชื้อได้

  • งดรับประทานอาหารรสจัด

หลังฉีดฟิลเลอร์ งดการรับประทานอาหารรสจัด ทั้งหวานจัด เผ็ดจัด และเค็มจัดประมาณ 1 สัปดาห์ เนื่องจากอาจทำให้เกิดการอักเสบ และบวมมากขึ้นได้

  • งดทำหัตถการ และทรีตเมนต์

หลังฉีดฟิลเลอร์ งดการทำหัตถการที่ใช้ความร้อน หรือทรีตเมนต์ที่ทำให้ผิวไวต่อการระคายเคืองประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ เนื่องจากอาจทำให้ฟิลเลอร์สลายตัวไว และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบได้ง่าย

  • งดผลัดเซลล์ผิว

หลังฉีดฟิลเลอร์ งดการขัดผิว สครับ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมในการผลัดเซลล์ผิว เช่น AHA หรือ BHA ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ เนื่องจากอาจทำให้เกิดการระคายเคือง และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบได้

 

หลังฉีดฟิลเลอร์ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?
หลังฉีดฟิลเลอร์ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

 

หลังฉีดฟิลเลอร์ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

  • ควรประคบเย็นเบา ๆ หากมีอาการบวม

หลังฉีดฟิลเลอร์ สามารถประคบเย็นในบริเวณที่ฉีดเบา ๆ เพื่อลดอาการบวม แดง และรอยช้ำจากการฉีด นอกจากนี้ไม่ควรกดแรงจนเกินไป เนื่องจากอาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ผิดตำแหน่งได้

  • ควรนอนยกศีรษะสูงกว่าหน้าอก

หลังฉีดฟิลเลอร์ควรนอนหงาย และใช้หมอนหนุนศีรษะให้สูงกว่าระดับหน้าอกอย่างน้อย 2 – 3 วันแรก เพื่อลดอาการบวม แดง และรอยช้ำจากการฉีด รวมถึงป้องกันไม่ให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง 

  • ควรดื่มน้ำเป็นประจำ

หลังฉีดฟิลเลอร์ ควรดื่มน้ำเป็นประจำประมาณ 1.5 – 2 ลิตรต่อวัน เนื่องจากน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ฟิลเลอร์เข้าที่เร็ว มีความฟูได้ดี และคงอยู่ได้ยาวนานมากขึ้น

  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอ

หลังฉีดฟิลเลอร์ ควรพักผ่อนให้เพียงพอประมาณ 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเองได้เร็วขึ้น รวมทั้งลดโอกาสเกิดอาการอักเสบ หรือบวมช้ำจากการฉีด

  • ควรทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน

หลังฉีดฟิลเลอร์ ควรทำความสะอาดผิวหน้าอย่างอ่อนโยน โดยการใช้ปลายนิ้วสัมผัสที่ผิวอย่างเบามือ และเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ปราศจากสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบ และฟิลเลอร์เคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง

  • ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิว

หลังฉีดฟิลเลอร์ ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์สูตรอ่อนโยนที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว โดยการทาอย่างเบามือ และไม่ถูแรงจนเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง

  • ควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง

หลังฉีดฟิลเลอร์ ควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด หากมีอาการบวม แดง ปวดตึง หรือรอยช้ำในบริเวณที่ฉีด ป้องกันไม่ให้เกิดผลข้างเคียงอันตรายภายหลัง

  • ควรติดตามอาการของตนเองอย่างใกล้ชิด

หลังฉีดฟิลเลอร์ ควรติดตามอาการของตนเองอย่างใกล้ชิด หากพบว่าเกิดปัญหาที่ผิดปกติหลังฉีด ไม่ว่าจะเป็นบวมแดงมากขึ้น ปวด ร้อน กดเจ็บ ผิวเปลี่ยนสี หรือฟิลเลอร์เป็นก้อน แนะนำให้รีบเข้าพบแพทย์ เพื่อทำการปรับแก้ และรักษาอย่างทันท่วงที

 

ข้อควรระวังหลังฉีดฟิลเลอร์แต่ละบริเวณ

โดยทั่วไปหลังฉีดฟิลเลอร์ในแต่ละบริเวณ จะมีข้อควรระวังที่แตกต่างกันเล็กน้อย ดังนี้

  • ฟิลเลอร์ใต้ตา

หลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา หลีกเลี่ยงการขยี้ตา หรือสัมผัสบริเวณใต้ตาแรง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง และลดความเสี่ยงต่อการอักเสบ รวมถึงควรนอนหงาย และใช้หมอนหนุนศีรษะสูงเล็กน้อย เพื่อลดอาการบวมจากการฉีด เนื่องจากผิวบริเวณใต้ตามีความบอบบางมาก จึงเสี่ยงต่อการบวมช้ำได้ง่าย นอกจากนี้แนะนำให้ดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อให้ฟิลเลอร์เข้าที่เร็ว และฟูอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อลดอาการบวม และปวดตึงหลังฉีด

  • ฟิลเลอร์ขมับ

หลังฉีดฟิลเลอร์ขมับ หลีกเลี่ยงการกดนวด หรือสัมผัสบริเวณขมับแรง ๆ รวมไปถึงหลีกเลี่ยงการนอนตะแคง การใส่หมวก หรือแว่นตาที่บีบรัดบริเวณขมับแน่นจนเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้ฟิลเลอร์ผิดรูป หรือเคลื่อนที่ผิดตำแหน่งได้ อีกทั้งควรดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อให้ฟิลเลอร์เข้าที่เร็ว และฟูอย่างเต็มที่ นอกจากนี้หากพบว่ามีอาการปวดศีรษะเล็กน้อย แนะนำให้รับประทานยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เนื่องจากบริเวณขมับเป็นจุดรวมของเส้นประสาทจำนวนมาก จึงทำให้ไวต่อความรู้สึกได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วง 1 – 2 วันแรกหลังฉีด 

  • ฟิลเลอร์ร่องแก้ม

หลังฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม หลีกเลี่ยงการกดนวด หรือสัมผัสบริเวณร่องแก้มแรง ๆ รวมไปถึงหลีกเลี่ยงการนอนตะแคง และการแสดงสีหน้ามากจนเกินไป เช่น หัวเราะ หรือยิ้มกว้าง เพื่อป้องกันไม่ให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง และเป็นก้อนหลังฉีด นอกจากนี้แนะนำให้ดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อให้ฟิลเลอร์เข้าที่เร็ว และฟูอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อลดอาการบวมช้ำ และปวดตึงหลังฉีด

  • ฟิลเลอร์แก้มตอบ

หลังฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ หลีกเลี่ยงการกดนวด หรือสัมผัสบริเวณแก้มแรง ๆ เช่น หยิกแก้ม หรือบีบแก้ม ไปจนถึงหลีกเลี่ยงการนอนตะแคง หรือนอนในท่าทางที่กดทับแก้มโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้ฟิลเลอร์ผิดรูป หรือเคลื่อนที่ผิดตำแหน่งได้ นอกจากนี้แนะนำให้ดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อให้ฟิลเลอร์เข้าที่เร็ว และมีความฟูอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อลดอาการบวมช้ำ และปวดตึงหลังฉีด

  • ฟิลเลอร์ปาก

หลังฉีดฟิลเลอร์ปาก หลีกเลี่ยงการสัมผัส บีบ หรือถูบริเวณริมฝีปากแรง ๆ ไปจนถึงหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้ริมฝีปากถูกกดทับ เช่น การเม้มปาก หรือการใช้หลอดดูดน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง หรือเสียรูปทรงหลังฉีด รวมทั้งควรงดการรับประทานอาหารที่มีความร้อนสูง อาหารรสจัด ของหมักดอง และของดิบ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และป้องกันไม่ให้ฟิลเลอร์สลายตัวเร็ว นอกจากนี้แนะนำให้ดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อให้ฟิลเลอร์เข้าที่เร็ว และมีความฟูอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อลดอาการบวมแดง และปวดตึงหลังฉีด

  • ฟิลเลอร์คาง

หลังฉีดฟิลเลอร์คาง หลีกเลี่ยงการกดนวด หรือสัมผัสบริเวณคางแรง ๆ เช่น การเท้าคาง หรือการใส่หมวกกันน็อคที่รัดแน่นจนเกินไป รวมถึงหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ และนอนตะแคง เพื่อป้องกันไม่ให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง และเสียรูปทรงหลังฉีด นอกจากนี้แนะนำให้ดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อให้ฟิลเลอร์เข้าที่เร็ว และมีความฟูอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อลดอาการบวมแดง และปวดตึงหลังฉีด

  • ฟิลเลอร์หน้าผาก

หลังฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก หลีกเลี่ยงการกดนวด หรือสัมผัสบริเวณหน้าผากแรง ๆ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ นอนตะแคง และการแสดงสีหน้ามากจนเกินไป เช่น การเลิกคิ้ว หรือขมวดคิ้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ฟิลเลอร์เสียรูปทรง หรือเคลื่อนที่ผิดตำแหน่งได้ นอกจากนี้แนะนำให้ดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อให้ฟิลเลอร์เข้าที่เร็ว และมีความฟูอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อลดอาการบวมแดง และปวดตึงหลังฉีด

 

อาหารที่ควรเลือกรับประทานหลังฉีดฟิลเลอร์
อาหารที่ควรเลือกรับประทานหลังฉีดฟิลเลอร์

 

อาหารที่ควรเลือกรับประทานหลังฉีดฟิลเลอร์ 

หลังฉีดฟิลเลอร์ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูผิว ได้แก่

  • อาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลาทะเลน้ำลึก ไข่ และถั่ว เพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ สมานแผล และลดอาการอักเสบ
  • ธัญพืช เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง ควินัว งาดำ เมล็ดเจีย และเมล็ดแฟลกซ์ที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ เพื่อช่วยลดการระคายเคือง ลดการอักเสบ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
  • ผักหลากสี เช่น คะน้า ผักโขม บรอกโคลี แคร์รอต ฟักทอง มะเขือเทศ พริกหวาน และกระเทียม เพื่อช่วยฟื้นฟูผิว ลดการอักเสบ และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว
  • ผลไม้ เช่น ฝรั่ง ส้ม มะนาว มะละกอ สับปะรด กีวี และผลไม้ตระกูลเบอร์รี เช่น บลูเบอร์รี สตรอว์เบอร์รี ราสป์เบอร์รี เพื่อช่วยลดการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ฟื้นฟูเซลล์ผิว และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ ประมาณ 1.5 – 2 ลิตรต่อวัน เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ทำให้ฟิลเลอร์สามารถอุ้มน้ำได้ดี มีความฟูอย่างเต็มที่ และเข้าที่เร็วขึ้น

 

ข้อควรรู้ก่อนฉีดฟิลเลอร์
ข้อควรรู้ก่อนฉีดฟิลเลอร์

 

ข้อควรรู้ก่อนฉีดฟิลเลอร์

  • เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน

ควรเลือกคลินิกที่ได้รับมาตรฐาน มีความสะอาด และมีเครื่องมือทางการแพทย์อย่างครบถ้วน รวมถึงมีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลอย่างถูกต้องจากกระทรวงสาธารณสุข

  • เลือกใช้ฟิลเลอร์แท้เท่านั้น

ควรเลือกใช้ฟิลเลอร์แท้ที่มีคุณภาพเท่านั้น ซึ่งจะต้องเป็นฟิลเลอร์ประเภท Hyaluronic Acid (HA) ที่ได้รับการรับรองจาก องค์การอาหารและยา (อย.) โดยสามารถตรวจสอบเลขทะเบียน อย. เอกสารกำกับ และเลข Lot. การผลิตได้โดยตรง

  • เลือกฉีดฟิลเลอร์กับแพทย์เท่านั้น

ควรเลือกฉีดฟิลเลอร์กับแพทย์เท่านั้น ซึ่งแพทย์จะต้องมีใบประกอบวิชาชีพอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อแพทย์ได้ที่เว็บไซต์แพทยสภา

  • ประเมินสภาพผิวกับแพทย์ก่อนฉีด

ควรเข้ารับการประเมินสภาพผิวกับแพทย์ก่อนฉีด เพื่อให้แพทย์วิเคราะห์ปัญหา พร้อมวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม และสามารถคำนวณปริมาณฟิลเลอร์ที่ควรใช้ได้อย่างแม่นยำ

  • แจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบ

ควรแจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์รับทราบ ทั้งประวัติโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ ประวัติหัตถการที่เคยทำ และยาที่รับประทานอยู่ เพื่อป้องกันการเกิดผลข้างเคียงอันตราย

  • เลือกคลินิกที่มีรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง

ควรเลือกคลินิกที่มีรีวิวจากผู้ที่เคยใช้บริการจริง ซึ่งคลินิกจะต้องมีรูปภาพก่อน และหลังทำที่น่าเชื่อถือ รวมถึงมีวิดีโอ และมีคอมเมนต์แสดงความเห็นที่หลากหลาย 

  • เลือกคลินิกที่มีการติดตามผลหลังฉีด

ควรเลือกคลินิกที่มีการติดตามผลลัพธ์หลังฉีด เพื่อตรวจสอบผลลัพธ์ว่าเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง แพทย์สามารถปรับแก้ หรือฉีดเพิ่มได้ตามความเหมาะสม รวมถึงในกรณีที่ผิดพลาดสามารถทำการรักษาได้อย่างรวดเร็ว

 

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์

  • ปรึกษาแพทย์ และประเมินสภาพผิว

ก่อนฉีดควรเข้ารับการปรึกษาแพทย์อย่างละเอียด โดยแพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับความต้องการ และปัญหาที่กังวล พร้อมประเมินสภาพผิว และโครงสร้างใบหน้า เพื่อวางแผนการรักษา และเลือกชนิดฟิลเลอร์ที่เหมาะสม สามารถคำนวณปริมาณฟิลเลอร์ที่ควรใช้ได้อย่างแม่นยำ

  • ทำความสะอาดผิวหน้า

เมื่อประเมินสภาพผิวเสร็จเรียบร้อย ผู้ช่วยแพทย์จะทำความสะอาดผิวหน้าอย่างละเอียด โดยการเช็ดเครื่องสำอาง และสิ่งสกปรกออกจากผิว เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

  • แปะยาชา หรือฉีดยาชาเฉพาะจุด

หลังทำความสะอาดผิวหน้าเสร็จ ผู้ช่วยแพทย์จะทำการแปะยาชา หรือฉีดยาชาเฉพาะจุด เพื่อลดความเจ็บขณะฉีด ทำให้ระหว่างฉีดรู้สึกสบายผิวมากขึ้น โดยยาชาจะค่อย ๆ ออกฤทธิ์ประมาณ 30 – 40 นาที

  • แพทย์จะเริ่มฉีดฟิลเลอร์

เมื่อยาชาออกฤทธิ์แล้ว แพทย์จะค่อย ๆ ฉีดฟิลเลอร์เข้าไปยังบริเวณที่ต้องการแก้ไข ภายในชั้นผิวที่เหมาะสม เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาแลดูเป็นธรรมชาติ

  • แพทย์แนะนำข้อห้าม และข้อปฏิบัติหลังฉีด

หลังฉีดฟิลเลอร์เสร็จเรียบร้อย แพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อห้าม และข้อควรปฏิบัติหลังฉีด เพื่อให้ฟิลเลอร์เข้าที่เร็ว และลดความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงอันตราย

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฟิลเลอร์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฟิลเลอร์

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฟิลเลอร์

หลังฉีดฟิลเลอร์ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไหน?

  • อาหารรสจัด และอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารสำเร็จรูป ส้มตำ หรือเครื่องปรุงรสต่าง ๆ เนื่องจากอาจทำให้เกิดการบวมน้ำ และทำให้ฟิลเลอร์เข้าที่ช้าได้
  • อาหารหมักดอง และอาหารดิบ เช่น ผลไม้ดอง ปลาร้า แหนม หรือซาชิมิ เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบ และติดเชื้อได้
  • อาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น ขนมหวาน น้ำหวาน หรือเบเกอรี เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบ และทำให้ฟิลเลอร์เข้าที่ช้าได้
  • อาหารที่ร้อนจัด เช่น ปิ้งย่าง หมูกระทะ หรือชาบู เนื่องจากอาจทำให้ฟิลเลอร์เข้าที่ช้า และสลายตัวไวได้ โดยเฉพาะบริเวณริมฝีปาก

 

หลังฉีดฟิลเลอร์รับประทานอาหารทะเลได้ไหม?

  • หลังฉีดฟิลเลอร์ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารทะเลบางชนิดประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ เนื่องจากอาหารทะเลบางชนิดมักกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ การอักเสบ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหลังฉีดฟิลเลอร์ได้

 

หลังฉีดฟิลเลอร์ดื่มคาเฟอีนได้ไหม?

  • หลังฉีดฟิลเลอร์ ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มคาเฟอีนทุกชนิด เช่น ชา หรือกาแฟ เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบวมช้ำ และทำให้ฟิลเลอร์เข้าที่ช้าได้ อีกทั้งหากดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ จนผิวแห้งกร้าน และขาดความชุ่มชื้นได้

 

หลังฉีดฟิลเลอร์สามารถหัตถการได้ไหม?

  • หลังฉีดฟิลเลอร์ สามารถหัตถการอื่น ๆ ต่อได้ แต่ควรเว้นระยะห่างให้เหมาะสมอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เป็นต้นไป เพื่อให้ฟิลเลอร์เข้าที่ และเซตตัวเข้ากับผิวอย่างสมบูรณ์ แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ แนะนำให้เข้ารับการปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ เพื่อให้แพทย์ประเมินสภาพผิว และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

 

หลังฉีดฟิลเลอร์เข้าที่ตอนไหน?

  • หลังฉีดฟิลเลอร์ สามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งฟิลเลอร์จะเริ่มเข้าที่ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ เมื่ออาการบวมค่อย ๆ ลดลง จากนั้นจะสามารถเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้ภายใน 2 – 4 สัปดาห์ เมื่อฟิลเลอร์เข้าที่อย่างเต็มที่ และกลมกลืนเข้ากับผิวอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ

 

หลังฉีดฟิลเลอร์ต้องฉีดซ้ำเมื่อไหร่?

  • หลังฉีดฟิลเลอร์ สามารถฉีดกลับมาฉีดซ้ำได้ หากฟิลเลอร์เดิมเริ่มสลาย หรือบริเวณที่ฉีดมีการยุบตัว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วฟิลเลอร์จะมีอายุการใช้งานประมาณ 6 – 18 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ บริเวณที่ฉีด สภาพผิว และการปฏิบัติตัวหลังฉีด

 

หลังฉีดฟิลเลอร์มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?

  • หลังฉีดฟิลเลอร์ อาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นเล็กน้อย เช่น มีอาการบวมแดง ปวดตึง หรือรอยฟกช้ำในบริเวณที่ฉีด ซึ่งโดยทั่วไปอาการเหล่านี้ ถือเป็นอาการที่ไม่อันตราย และสามารถหายได้เองภายใน 1 –  2 สัปดาห์ แต่หากพบว่ามีอาการที่ผิดปกติเกิดขึ้น เช่น บวมมาก ปวดรุนแรง รู้สึกคัน ร้อน หรือผิวเริ่มเปลี่ยนสี แนะนำให้รีบเข้าพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา และแก้ไขโดยด่วน

 

การดูแลตัวเอง และการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องหลังฉีดฟิลเลอร์ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผลลัพธ์ที่ได้มีประสิทธิภาพ และแลดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งในช่วงแรกอาจมีข้อห้าม และข้อควรระวังเล็กน้อย เพื่อให้ฟิลเลอร์เข้าที่เร็ว และลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง โดยเฉพาะในช่วง 1 – 2 สัปดาห์แรก ไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ฉีด งดโดนความร้อน งดออกกำลังกายหักโหม งดนอนกดทับใบหน้า งดสูบบุหรี่ งดดื่มแอลกอฮอล์ ไปจนถึงงดการรับประทานอาหารรสจัด ของหมักดอง และอาหารดิบ ซึ่งหากปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเหมาะสม ก็จะทำให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้ยาวนาน และไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย

 

*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด