เกิดเหตุการณ์สะเทือนวงการความงามอีกครั้ง สืบเนื่องมาจากมีผู้เสียหายรายหนึ่งได้เข้ารับการฉีดฟิลเลอร์แก้ม แล้วเกิดอาการตาขวาบอดเฉียบพลัน ภายในเวลาเพียง 10 นาที ทำให้ต้องรีบส่งตัวเข้ารับการรักษากับจักษุแพทย์โดยด่วน โดยแพทย์วินิจฉัยว่า ผู้เสียหายมีภาวะหลอดเลือดแดงในจอประสาทตาอุดตัน (Secondary Retinal Artery Occlusion) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่เกิดขึ้นได้หลังฉีดฟิลเลอร์
โดยแพทย์หลายท่านได้ออกมาเตือนภัยว่า การฉีดฟิลเลอร์หากฉีดโดยแพทย์ที่ขาดความรู้ และไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างใบหน้า อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะฉีดผิดตำแหน่ง จนถึงขั้นตาบอดได้ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้ที่กำลังสนใจฉีดฟิลเลอร์ วันนี้ รมย์รวินท์คลินิกจะมาเจาะลึกเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์แก้มแล้วตาบอดว่า เกิดจากอะไร? มีวิธีแก้ไขอย่างไร? พร้อมแนะนำวิธีการเลือกฉีดฟิลเลอร์อย่างเหมาะสม
ฉีดฟิลเลอร์แก้มแล้วตาบอด เกิดจากอะไร?
การฉีดฟิลเลอร์แก้มแล้วตาบอด สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ดังนี้
- ฉีดฟิลเลอร์ผิดตำแหน่ง
การฉีดฟิลเลอร์แก้มแล้วตาบอด อาจเกิดจากการฉีดผิดตำแหน่ง เนื่องจากบริเวณแก้มมีแขนงหลอดเลือดที่เชื่อมต่อกับดวงตาอยู่ หากวางฟิลเลอร์ผิดชั้น หรือปลายเข็มพลาดเข้าไปในหลอดเลือดโดยไม่รู้ตัว อาจทำให้ฟิลเลอร์เข้าไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา จนทำให้จอประสาทตาขาดเลือดเฉียบพลัน และนำไปสู่การเกิดอาการตาบอดได้
- ฉีดฟิลเลอร์กับแพทย์ที่ขาดความรู้
การฉีดฟิลเลอร์แก้มแล้วตาบอด อาจเกิดจากการฉีดฟิลเลอร์กับแพทย์ที่ขาดความรู้ และไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างใบหน้าอย่างแม่นยำ โดยเฉพาะแนวทางเดินของหลอดเลือดสำคัญที่เชื่อมต่อกับดวงตา หากวางฟิลเลอร์ผิดชั้น หรือฉีดพลาดเข้าไปในหลอดเลือดโดยไม่รู้ตัว อาจทำให้ฟิลเลอร์ไหลย้อนขึ้นไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา จนถึงขั้นตาบอดได้
- ฉีดฟิลเลอร์ปลอม
การฉีดฟิลเลอร์แก้มแล้วตาบอด อาจเกิดจากการฉีดฟิลเลอร์ปลอม หรือฉีดฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน เนื่องจากฟิลเลอร์เหล่านี้อาจเป็นสารประเภทซิลิโคนเหลว หรือพาราฟินที่มีความหนืดสูง มีสิ่งปนเปื้อน และมีโมเลกุลขนาดใหญ่ ทำให้ควบคุมการกระจายตัวได้ยากกว่าการฉีดฟิลเลอร์แท้ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา จนถึงขั้นตาบอดได้
ฉีดฟิลเลอร์แก้มแล้วตาบอด แก้ไขอย่างไร?
อาการตาบอดหลังฉีดฟิลเลอร์ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องทำการรักษาโดยด่วน เนื่องจากจอประสาทตาไวต่อการขาดเลือดอย่างมาก ยิ่งรักษาเร็ว โอกาสลดความเสียหายก็จะยิ่งมากขึ้น ซึ่งในกรณีที่ฉีดฟิลเลอร์ประเภท Hyaluronic Acid (HA) มาก่อน แพทย์อาจใช้เอนไซม์ Hyaluronidase ฉีดเข้าไป เพื่อช่วยย่อยสลายฟิลเลอร์ และลดการอุดตันของหลอดเลือด ควบคู่ไปกับการให้ยาลดความดันลูกตา หรือรักษาด้วยวิธีอื่นตามดุลยพินิจแพทย์ เพื่อเพิ่มโอกาสให้เลือดกลับไปเลี้ยงจอประสาทตาได้ แต่ทั้งนี้ การรักษาไม่สามารถรับประกันว่าจะฟื้นการมองเห็นได้เสมอไป โดยเฉพาะในกรณีที่ได้รับการรักษาล่าช้า
เลือกฉีดฟิลเลอร์แก้มอย่างไรไม่ให้เสี่ยงตาบอด?
- เลือกฉีดฟิลเลอร์กับแพทย์ที่มีความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างใบหน้า และมีใบประกอบวิชาชีพอย่างถูกต้อง
- เลือกคลินิกความงามที่ได้มาตรฐาน และมีใบอนุญาตประกอบกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
- เลือกใช้ฟิลเลอร์แท้ที่ได้รับการรับรองจาก อย. และสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้
- เข้ารับการปรึกษากับแพทย์ก่อนตัดสินใจฉีด เพื่อวางแผนการรักษา และประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
- แจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบอย่างครบถ้วน ทั้งประวัติโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ ประวัติการรักษา และยาที่รับประทานอยู่
- ดูแลตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน
- หมั่นสังเกตอาการผิดปกติหลังฉีด หากมีอาการปวดตารุนแรง ผิวซีด หรือมองเห็นผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน
การฉีดฟิลเลอร์ แม้จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมในการเติมเต็ม และยกกระชับปรับรูปหน้า แต่หากฉีดโดยแพทย์ที่ขาดความรู้ ภายในคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจเสี่ยงต่อการฉีดผิดชั้น หรือฉีดพลาดเข้าหลอดเลือดได้ แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก แต่ถือเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้น การฉีดฟิลเลอร์ไม่ว่าจะบริเวณใดของใบหน้าก็ตาม ควรเลือกฉีดกับแพทย์ที่มีความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างใบหน้า ภายในคลินิกที่ได้มาตรฐาน และเลือกใช้ฟิลเลอร์แท้ประเภท HA ที่สามารถย่อยสลายได้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามอย่างมั่นใจ พร้อมลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายค่ะ
*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

