ดูแลผิวครบทุกชั้นผิว สร้างคุณภาพผิวที่ดีจากโครงสร้าง

ดูแลผิวครบทุกชั้นผิว

ผิวหนังที่มีสุขภาพดีและแลดูอ่อนเยาว์นั้นมีจุดเริ่มต้นจากฐานรากของผิวที่มีความแข็งแรง ทุกชั้นผิวจะมีความเชื่อมโยงกัน ดังนั้นการดูแลชั้นผิวทุกชั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญและควรดูแลทุกชั้นผิวอย่างทั่วถึง

 โดยเราสามารถแบ่งการทำงานของชั้นผิวออกเป็น 3 ชั้นได้ดังนี้

 

เราสามารถแบ่งการทำงานของชั้นผิวออกเป็น 3 ชั้นได้ดังนี้
เราสามารถแบ่งการทำงานของชั้นผิวออกเป็น 3 ชั้นได้ดังนี้

 

1. ชั้นผิวหนังกำพร้า (Epidermis)

ชั้นปราการด่านหน้าและเป็นส่วนที่แสดงให้เห็นสุขภาพของผิว

ผิวชั้นกำพร้า เป็นผิวชั้นนอกสุดที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันและมีความกระจ่างใสอย่างเด่นชัด การที่เราจะมีผิวชั้นกำพร้าที่ดี คือจะต้องสามารถในการกักเก็บน้ำได้ดี มีความนุ่มลื่น และเรียบเนียน 

โดยปัญหาที่มักเกิดในผิวชั้นนี้มักเป็นปัญหาในเรื่องรูขุมขน ความหมองคล้ำ และความแห้งกร้าน ซึ่งสามารถเปรียบได้กับภาพรวมของบ้าน

เซลล์ในชั้น Epidermis (ชั้นกำพร้า)

ในชั้นนี้จะประกอบด้วยเซลล์ 4 ชนิดหลัก คือ

  • Keratinocytes (90%): เซลล์หลักที่ทำหน้าที่สร้างเคราติน เพื่อความแข็งแรงและกันน้ำ
  • Melanocytes: เซลล์สร้างเม็ดสี (เมลานิน) ที่ทำให้ผิวมีสีต่าง ๆ และช่วยป้องกันรังสี UV
  • Langerhans Cells: เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน คอยตรวจจับเชื้อโรคที่หลุดเข้ามา
  • Merkel Cells: เซลล์ที่ทำหน้าที่รับสัมผัสเบา ๆ

โดยผิวหนังชั้นนี้จะได้รับสารอาหารจากผิวหนังชั้น Dermis เนื่องจาก Basal Layer จะสร้างเซลล์ผิวขึ้นมาใหม่และเข้าสู่กระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามขั้นตอนปกติของผิวหนัง หากไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ จะเกิดผิวหมองคล้ำ แห้ง และฟื้นตัวได้ช้า 

 

 

2. ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) ชั้นสำคัญของโครงสร้างผิว

ชั้นนี้เป็นชั้นผิวส่วนที่กำหนดความตึงกระชับและความหย่อนคล้อยของผิว แบ่งออกเป็น 2 ส่วนย่อย คือ

  • Papillary Layer

ผิวชั้นบนที่ติดกับชั้นหนังกำพร้า เป็นศูนย์รวมของเส้นเลือดฝอยและสารอาหาร หากผิวชั้นนี้มีความแข็งแรงจะส่งผลให้ผิวชั้นบนดูสดใสและมีสุขภาพดี ทั้งยังมีหน้าที่ในการส่งสารอาหารต่างๆที่ได้ขึ้นไป Epidermis 

มี Fibroblast ที่ขนาดเล็กกว่าแต่มีจำนวนมากกว่าชั้น Reticular Layer จึงทำหน้าที่ซัพพอร์ตชั้นหนังกำพร้า

ชั้นผิวชั้นนี้เหมาะกับการฉีดตัวยาประเภท  Mesotherapy  PN Chanel+

หากต้องการเน้นงานผิวที่ดูสุขภาพดีจากภายใน ตัวยาในกลุ่ม Revive ,Skinvive และ PN จะตอบโจทย์ได้ดีที่สุดในชั้นผิวนี้ โดยผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้ผิวดูฉ่ำวาว เรียบเนียน ช่วยให้รูขุมขนดูเล็กลง และเป็นการเติมน้ำให้ผิวดูอิ่มน้ำอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ และยังส่งผลดีสะท้อนไปยังชั้นผิวหนังกำพร้าได้ด้วย

 

  • Reticular Layer

ชั้นผิวหนังแท้ชั้นลึกที่มีคอลลาเจนจำนวนมากถึง (80%) และอีลาสติน (4%) มีเซลล์ Fibroblast ที่เป็นตัวสร้าง Collagen, Elastin และ Hyaluronic Acid (HA)

เป็นตัวทำหน้าที่ผลิตโครงสร้างเหล่านี้ หากชั้น Reticular Layer เสื่อมสภาพ ผิวจะเริ่มสูญเสียแรงสปริง ที่เป็นตัวสร้างความยืดหยุ่นและทำให้เกิดการหย่อนคล้อยขึ้น

ชั้นผิวชั้นนี้เหมาะกับการฉีด Collagen Biostimulator เช่น Radiesse ,Ultracol, Sculptra .Profhilo

หรือคอลลาเจนอย่าง  Collaju   รวมถึงผลิตภัณฑ์ประเภท Skinbooster Revive Skinvive

 

3. ชั้นผิวไขมัน (Subcutaneous) ฐานรากของการพยุงหน้า

เป็นชั้นผิวที่ลึกที่สุด ที่ช่วยในเรื่องวอลลุ่มความหนาแน่นของผิวและการยึดเกาะของโครงหน้า

ชั้นผิวชั้นนี้ประกอบไปด้วย เซลล์ไขมัน (Adipocytes) เป็นหลักทั้งยังมีเส้นเลือดขนาดใหญ่เส้นประสาทที่มาหล่อเลี้ยงผิวหนัง และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน

เป็นเหมือนกับตัวควบคุมอุณหภูมิ, แบตสำรองพลังงาน, และยังเป็นเหมือนโช้คอัพที่ทำหน้าที่ กันกระแทกให้กับผิวด้วย

ตัวยาที่เหมาะกับการฉีดในผิวชั้นนี้ อาทิ Radiesse Plus Filler เนื้อกลาง 

 

ข้อดีของการดูแลพร้อมกันทุกชั้นผิว
ข้อดีของการดูแลพร้อมกันทุกชั้นผิว

 

ข้อดีของการดูแลพร้อมกันทุกชั้นผิว

1. ผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติ และสมดุลสอดคล้องกับทั้งใบหน้า

เนื่องจากการเติมหรือดูแลผิวเพียงชั้นใดชั้นหนึ่งมากเกินไปอาจทำให้แลดูไม่เป็นธรรมชาติ เช่นอาจทำให้ใบหน้าภาพรวมดูแข็งหรือ “ล้น” ในขณะที่ผิวหนังชั้นบนจะยังคงมีแห้งกร้านหรือมีริ้วรอยเล็กๆ อยู่

 การดูแลไปพร้อมกันจะช่วยให้ใบหน้าดูดีโดยภาพรวมจากภายในหรือรากฐานผิว ดูเนียนละเอียดที่พื้นผิวไปพร้อมๆ กัน

 

2. เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและปลายเหตุ

  • ชั้นลึก (Subcutaneous/Dermis): จัดเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น การทรุดตัวของโครงสร้างและความหย่อนคล้อย
  • ชั้นบน (Epidermis): จัดเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ คือความหมองคล้ำและรูขุมขน

พร้อมกับการดูแลไปพร้อมๆกันจึงเป็นการซ่อมแซมโครงสร้างข้างล่างให้แข็งแรง พร้อมกับปรับปรุงภาพลักษณ์ข้างนอกให้ดูสดใสได้

 

3. เกิด Synergy Effect (ให้ผลลัพธ์เสริมฤทธิ์กัน)

เมื่อชั้นผิวทุกชั้นได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง สารอาหารและกระบวนการซ่อมแซมของผิวจะทำงานได้ดีและง่ายมากยิ่งขึ้น:

  • เมื่อผิวหนังชั้น Dermis มีคอลลาเจนแน่นและมีความชุ่มชื้นสูงจากการฉีด PN หรือ Skinbooster จะส่งผลให้ชั้น Epidermis มีแข็งแรงขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากได้รับสารอาหารที่ส่งผ่านขึ้นมาได้ง่ายขึ้น
  • ทำให้ผิวดูมีมิติ โดยมีความตึงกระชับจากข้างล่าง และมีความเงาฉ่ำจากข้างบน

 

4. ชะลอวัยได้ยาวนานกว่า (Long-term Anti-Aging)

การดูแลทุกชั้นผิวคือการชะลอการเสื่อมสภาพ ได้เป็นอย่างดี

  • การฉีด Biostimulator ในผิวชั้นลึกช่วยเพิ่มปริมาณคอลลาเจน 
  • การดูแลชั้นบนช่วยรักษาปราการผิวที่ทำหน้าที่ในการป้องกันมลภาวะและ UV การดูแลควบคู่กันจึงเป็นการป้องกันการร่วงโรย และเสื่อมสภาพจากทุกทิศทาง ทำให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ได้นานกว่าการรักษาเฉพาะชั้นผิว หรือเป็นจุดๆ

5. ความคุ้มค่าในระยะยาว (Efficiency & Value)

การทำให้ฐานรากผิวมีความแข็งแรง จะช่วยให้การรักษาความแข็งแรงในชั้นบนคงอยู่ได้นานขึ้น เช่น หากมีโครงสร้างผิวแน่น การฉีดสารเติมเต็มหรือสารบำรุงในชั้นตื้นก็จะสลายตัวได้ช้าลง ส่งผลให้ไม่ต้องใช้ปริมาณยาที่มากเกินไปในจุดเดียว

 

สรุปเหตุผล ทำไมการดูแลทุกชั้นผิวจึงมีความสำคัญได้โดยง่าย ดังนี้

  1. ชั้นกำพร้า ทำหน้าที่ “โชว์” (Show) ความเรียบเนียนและกระจ่างใส
  2. ชั้นหนังแท้ ทำหน้าที่ “สร้าง” (Build) ความยืดหยุ่นและคอลลาเจน
  3. ชั้นไขมันชั้นลึก ทำหน้าที่ “ยก” (Lift) หรือปรับโครงหน้า