ไขมันพอกตับ เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน และอาจสามารถเกิดขึ้นได้กับทั้งคนอ้วนและคนผอม ซึ่งปกติแล้วในช่วงแรกยังไม่ค่อยแสดงอาการ ทำให้หลายคนอาจจะมองข้ามปัญหาสุขภาพนี้ บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักภาวะไขมันพอกตับ ภัยเงียบที่ส่งผลต่อสุขภาพตับ และวิธีดูแลร่างกายเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดไขมันพอกตับ

ไขมันช่องท้อง (Visceral Fat) คืออะไร
ไขมันช่องท้อง หรือ Visceral Fat คือ ไขมันที่สะสมอยู่ภายในร่างกาย โดยมักจะสะสมอยู่ลึกภายในช่องท้อง ซึ่งไขมันในช่องท้องจะพอกตัวและแทรกซึมอยู่รอบ ๆ อวัยวะสำคัญภายในร่างกาย เช่น กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ตับ รวมถึงอวัยวะอื่น ๆ ในช่องท้อง
โดยไขมันในช่องท้องจะสามารถแทรกซึมเข้าไปอยู่รอบ ๆ หลอดเลือดแดง ส่งผลให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังและปัญหาสุขภาพตามมา เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รวมถึงโรคไขมันพอกตับ ที่มักพบได้บ่อย
ไขมันช่องท้อง (Visceral Fat) จะแตกต่างจากไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat) เนื่องจากเป็นไขมันที่ไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสได้โดยตรง แต่สามารถใช้เครื่องมือในการตรวจสอบหาไขมันในช่องท้องได้ นอกจากนี้ไขมันช่องท้องยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวมากกว่าไขมันใต้ชั้นผิว
โรคที่เกิดจากไขมันในช่องท้อง
ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) ถือเป็นไขมันที่มีความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพ เนื่องจากเป็นไขมันที่สะสมอยู่รอบอวัยวะสำคัญภายในร่างกาย และมักจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ และรบกวนระบบเผาผลาญของร่างกายได้ง่าย หากร่างกายมีไขมันในช่องท้องสะสมอยู่ในปริมาณที่มากเกินไป อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น
- โรคอ้วนและภาวะอ้วนลงพุง
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
- โรคหลอดเลือดอุดตัน
- โรคหลอดเลือดสมองตีบ
- โรคความดันโลหิตสูง
- โรคเบาหวานชนิดที่ 2
- โรคไขมันพอกตับ
- โรคกรดไหลย้อน
- โรคนิ่วในถุงน้ำดี
- โรคข้อเข่าเสื่อม จากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและแรงกดต่อข้อ
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea)
- โรคมะเร็งบาง
- ความผิดปกติของฮอร์โมน เช่น ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอในผู้หญิง
ไขมันช่องท้อง (Visceral Fat) ตัวการสำคัญของไขมันพอกตับ
ไขมันช่องท้อง เป็นไขมันที่สะสมอยู่รอบอวัยวะภายในช่องท้อง เช่น ตับ ลำไส้ และหลอดเลือด ซึ่งไขมันในช่องท้องมีบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน และกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบ และส่งผลให้ไขมันสะสมในตับเพิ่มขึ้น จนเกิดเป็นภาวะไขมันพอกตับ ที่สามารถพบได้ในทั้งผู้ที่มีรูปร่างอ้วน และผู้ที่มีรูปร่างผอม

ภาวะไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease) คืออะไร
ภาวะไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease) คือ ภาวะที่ไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) สะสมอยู่ในเซลล์ตับมากกว่าเกณฑ์ปกติ ส่งผลให้ตับทำงานหนักจนเกิดการอักเสบ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับในระยะยาว โดยทั่วไปหากพบว่าไขมันสะสมมากกว่าประมาณ 5–10% ของน้ำหนักตับ จะถือว่าตับเริ่มเข้าสู่ภาวะผิดปกติ ซึ่งภาวะไขมันพอกตับสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และทุกรูปร่าง โดยส่วนมากมันไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าตับกำลังมีปัญหา
ไขมันพอกตับ มีกี่ประเภท
ภาวะไขมันพอกตับ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก โดยจะแบ่งตามสาเหตุของการเกิดโรค ดังนี้
- ไขมันพอกตับจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic Fatty Liver Disease)
ไขมันพอกตับประเภทนี้เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเป็นเวลานาน โดยแอลกอฮอล์จะถูกร่างกายกำจัดผ่านตับ ทำให้ตับทำงานหนักและเกิดการสะสมไขมันในเซลล์ตับได้ง่าย และหากยังคงดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ ตับแข็ง หรือโรคตับระยะรุนแรงได้
- ไขมันพอกตับที่ไม่เกิดจากแอลกอฮอล์ (Non-Alcoholic Fatty Liver Disease: NAFLD)
นอกจากแอลกอฮอล์จะเป็นสาเหตุของการเกิดไขมันพอกตับแล้ว ไขมันพอกตับยังสามารถเกิดได้จากปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ เช่น การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง การขาดการออกกำลังกาย ภาวะอ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะดื้อต่ออินซูลิน โดยภาวะไขมันพอกตับ NAFLD สามารถเกิดกับทุกรูปร่าง และหากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม อาจส่งผลให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับในระยะยาวได้
สาเหตุของไขมันพอกตับ
ไขมันพอกตับ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน อาหาร โรคประจำตัว รวมถึงการใช้ยาบางประเภท โดยสามารถแบ่งออกได้เป็นสาเหตุหลัก ๆ ดังนี้
- พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต
พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ถือว่ามีบทบาทสำคัญที่อาจทำให้เกิดไขมันพอกตับได้ ซึ่งพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ร่างกายเกิดการสะสมไขมันในปริมาณที่มาก เช่น การรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูง และขาดการออกกำลังกาย หรือการอยู่นิ่งเป็นเวลานาน โดยไม่ขยับตัว เช่น การนั่งทำงานนาน ๆ รวมถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอ และมีความเครียดสะสม อาจทำให้น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน หรือมีการสะสมของไขมันในช่องท้องในปริมาณที่สูง
- การรับประทานอาหาร
การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หรือการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง ของทอด รวมถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากหรือเป็นประจำ อาจทำให้ร่างกายเกิดการสะสมไขมันพอกตับได้ง่าย และอาจส่งผลต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ
- โรคหรือภาวะทางสุขภาพบางอย่าง
ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีภาวะทางสุขภาพบางอย่าง อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันพอกตับได้ง่าย เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ภาวะไขมันในเลือดสูง ภาวะดื้อต่ออินซูลิน และความผิดปกติของฮอร์โมน เช่น กลุ่มอาการถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovary Syndrome: PCOS) อาจทำให้การทำงานของร่างกายเกิดความผิดปกติ และส่งผลให้เกิดภาวะไขมันพอกตับได้
- ยาบางชนิด
การใช้ยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับ และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดไขมันพอกตับได้ เช่น ยาลดไขมันบางชนิด ยารักษามะเร็งบางกลุ่ม รวมถึงการใช้สมุนไพรและผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบางอย่างโดยไม่ปรึกษาแพทย์
อาการของไขมันพอกตับ ที่หลายคนอาจมองข้าม
ไขมันพอกตับ เป็นโรคที่มักจะไม่แสดงอาการในระยะแรก โดยมักจะพบความผิดปกติของตับได้จากการตรวจ อย่างไรก็ตาม หากมีไขมันสะสมที่ตับมากจนทำให้ตับเริ่มอักเสบ หรือมีภาวะตับโต อาจจะเริ่มสังเกตเห็นอาการ ดังนี้
- อาการแน่นท้อง หรือรู้สึกอึดอัดบริเวณชายโครงด้านขวา
- อาการเหนื่อยง่าย หรืออ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ
- อาการเบื่ออาหาร และคลื่นไส้
- น้ำหนักลดลงโดยไม่ตั้งใจ
- ตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งมีมักจะพบได้ในบางรายที่มีอาการค่อนข้างรุนแรง
ทั้งนี้ หากเริ่มมีอาการเหล่านี้ หรือมีโรคประจำตัวบางชนิดร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มักพบร่วมกับภาวะไขมันพอกตับ แนะนำให้เข้ารับการตรวจสุขภาพตับกับแพทย์
รู้ได้อย่างไรว่ากำลังมีภาวะไขมันพอกตับ?
สำหรับผู้ที่กำลังสงสัยว่ากำลังเสี่ยงอยู่ในภาวะไขมันพอกตับหรือไม่ สามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยได้ โดยการตรวจภาวะไขมันพอกตับสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่
- ตรวจเลือด (Liver Function Test) สามารถตรวจสอบดูค่าการอักเสบของตับ และระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด
- อัลตราซาวนด์ช่องท้อง สามารถตรวจสอบขนาดและความผิดปกติของตับ
- Dexa Scan (Whole Body) สามารถตรวจสอบปริมาณไขมันสะสมในร่างกาย รวมถึงไขมันที่สะสมบริเวณตับ
- Fibroscan สามารถตรวจสอบความยืดหยุ่นของเนื้อตับ พร้อมปริมาณไขมันสะสม และความเสียหายของเนื้อเยื่อจากไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับในคนผอม เกิดจากอะไร?
หลายคนอาจเข้าใจว่าภาวะไขมันพอกตับเกิดได้กับเฉพาะผู้ที่มีรูปร่างอ้วนเท่านั้น แต่ความจริงแล้วผู้ที่มีรูปร่างผอมก็สามารถเกิดภาวะไขมันพอกตับได้เช่นกัน แม้ว่าผู้ที่มีรูปร่างผอมจะไม่มีไขมันสะสมตามร่างกายที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน แต่อาจจะมีไขมันช่องท้อง รวมถึงไขมันสะสมที่อยู่ภายในเซลล์ตับได้เช่นกัน ไขมันพอกตับในคนผอม สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น
- การบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูง เช่น น้ำหวาน ขนม และเครื่องดื่มรสหวานจัด
- การรับประทานอาหารแปรรูปเป็นประจำ เช่น ของทอด ของมัน และอาหารสำเร็จรูป
- ความเครียดสะสม และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายขาดความสมดุล
- การไม่ออกกำลังกาย หรือขาดการเคลื่อนไหวของร่างกายระหว่างวัน
- ภาวะดื้อต่ออินซูลินที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว สามารถเกิดได้ในผู้ที่มีรูปร่างผอมเช่นกัน
ไขมันพอกตับอันตรายไหม
โดยปกติแล้วร่างกายของเรามักจะมีไขมันสะสมอยู่ แต่หากมีไขมันสะสมในตับที่มากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งเป็นภาวะที่อาจนำไปสู่โรคเกี่ยวกับตับอื่น ๆ ได้ โดยความอันตรายของไขมันพอกตับนั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณของไขมันที่สะสม ระยะเวลาที่เป็น และการดูแลสุขภาพของแต่ละบุคคล เพราะหากตับต้องทำงานหนักจากการสะสมไขมันอย่างต่อเนื่อง อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบของตับ และทำให้เนื้อเยื่อของตับเสียหายได้
โรคที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับไขมันพอกตับ
ภาวะไขมันพอกตับไม่ใช่เพียงความผิดปกติเล็กน้อยของตับเท่านั้น แต่หากไม่ได้รับการดูแลและการรักษาที่เหมาะสม อาจส่งผลให้เกิดโรคเกี่ยวกับตับที่รุนแรงขึ้น หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น
- ตับอักเสบจากไขมันสะสม
- ตับแข็ง
- มะเร็งตับ
- โรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับไขมันพอกตับ หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ภาวะไขมันในเลือดสูง และโรคความดันโลหิตสูง

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นไขมันพอกตับ
ไขมันพอกตับ เป็นภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศและทุกวัย และไม่ได้พบได้เพียงผู้ที่มีรูปร่างอ้วนเท่านั้น นอกจากนี้ในบางกลุ่มอาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป ซึ่งกลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังภาวะไขมันพอกตับ เช่น
- ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน โดยเฉพาะผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณรอบเอวหรืออ้วนลงพุง และผู้ที่มี BMI เกินเกณฑ์ ผู้ชายรอบเอวเกิน 40 นิ้ว และผู้หญิงรอบเอวเกิน 35 นิ้ว
- ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าปกติ
- ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะไขมันประเภทไตรกลีเซอไรด์
- ผู้ที่มีไขมันดี (HDL) ต่ำ อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
- ผู้ที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน สามารถเกิดได้กับทั้งผู้ที่มีรูปร่างอ้วนและผอม
- ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญ
- ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือดื่มในปริมาณมาก
- ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง ไขมันสูง หรืออาหารแปรรูปเป็นประจำ
- ผู้ที่ขาดการออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อย
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไขมันพอกตับหรือโรคตับเรื้อรัง
- ผู้ที่ใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดเป็นเวลานาน โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
ทั้งนี้ ไขมันพอกตับในช่วงระยะแรกมักจะไม่แสดงอาการที่ชัดเจน หากอยากรู้ว่าตัวของเรานั้นมีความเสี่ยงภาวะไขมันพอกตับหรือไม่ แนะนำให้เข้ารับการตรวจสุขภาพตับ เพื่อหาความผิดปกติของตับและดูแลได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

8 แนวทางลดความเสี่ยงภาวะไขมันพอกตับ
ภาวะไขมันพอกตับ เป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถป้องกันและดูแลได้ โดยการป้องกันภาวะไขมันพอกตับ ต้องอาศัยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตร่วมกับการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดการสะสมของไขมันในตับ และป้องกันการลุกลามไปสู่โรคตับอื่น ๆ ดังนี้
- ป้องกันภาวะไขมันพอกตับด้วยการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ ควรเริ่มต้นลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานได้ดีมากขึ้น เช่น ระบบเผาผลาญทำงานได้สมดุลขึ้น โดยแนะนำให้ลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกาย ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการกินอาหาร ไม่ควรอดอาหาร หรือหักโหมลดน้ำหนักมากเกินไป เพราะอาจจะกระทบกับการทำงานของตับ
- ป้องกันภาวะไขมันพอกตับด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ยังช่วยลดไขมันสะสมในร่างกาย เพิ่มความไวต่ออินซูลิน และสนับสนุนการทำงานของตับให้ทำงานได้ดีขึ้น โดยแนะนำให้ออกกำลังกายอย่างน้อย สัปดาห์ละ 5 วัน วันละประมาณ 30 นาที เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย
- ป้องกันภาวะไขมันพอกตับด้วยการควบคุมโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง หากต้องการป้องกันและดูแลภาวะไขมันพอกตับ ควรดูแลตัวเองและควบคุมโรคด้วยการรับประทานยาตามแพทย์สั่ง ร่วมกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ร่างกายมีความสมดุล และลดการทำงานหนักของตับ
- ป้องกันภาวะไขมันพอกตับด้วยการหลีกเลี่ยงการใช้ยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยไม่จำเป็น
หากมีภาวะไขมันพอกตับไม่ควรรับประทานยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เนื่องจากยาบางชนิดนั้นอาจมีผลข้างเคียงที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับ และอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย
- ป้องกันภาวะไขมันพอกตับด้วยการหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
แอลกอฮอล์ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงไขมันพอกตับ และโรคเรื้อรังอื่น ๆ เนื่องจากการดื่มแอลกอฮอล์นั้นจะทำให้ตับทำงานหนัก และกระตุ้นความเสี่ยงในการเกิดตับอักเสบและโรคตับในระยะยาว
- ป้องกันภาวะไขมันพอกตับด้วยการเลือกทานผักผลไม้ที่ช่วยดูแลตับ
หากต้องการดูแลสุขภาพและป้องกันการเกิดภาวะไขมันพอกตับ ควรเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อตับ เช่น กลุ่มผักและผลไม้สด ที่ช่วยกำจัดสารพิษ ลดไขมันพอกตับ และต้านการอักเสบได้ เช่น บรอกโคลี กระเทียม กะหล่ำปลี และกลุ่มถั่วและธัญพืช มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงหัวใจ ลดไขมันในเลือด และเสริมการล้างพิษ
- ป้องกันภาวะไขมันพอกตับด้วยการเลือกแหล่งโปรตีนและไขมันที่เหมาะสม
ควรเลือกทานโปรตีนคุณภาพดี และไขมันต่ำที่ดีต่อสุขภาพ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการสะสมไขมัน และการอักเสบที่ตับ เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เช่น ปลา น้ำมันมะกอก อะโวคาโด และโอเมก้า 3 จากน้ำมันปลา และควรหลีกเลี่ยงการทานของทอดและของมัน
- ป้องกันภาวะไขมันพอกตับด้วยการตรวจสุขภาพเป็นประจำ
หากต้องการดูแลสุขภาพและป้องกันภาวะไขมันพอกตับ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพและตรวจการทำงานของตับอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เพื่อช่วยตรวจสอบความผิดปกติของเซลล์ตับ
Q&A เกี่ยวกับไขมันพอกตับ
อาหารแบบไหนช่วยลดไขมันช่องท้อง
อยากลดไขมันในช่องท้อง ควรเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดการอักเสบ และช่วยเสริมการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น อาหารที่มีใยอาหารสูง โปรตีนไขมันต่ำ รวมถึงอาหารที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และอาหารที่ผ่านการปรุงน้อย เช่น ผักใบเขียว ผักตระกูลกะหล่ำ ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา เนื้อไม่ติดมัน ไข่ขาว ถั่ว ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต และอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อย ซึ่งอาหารกลุ่มนี้สามารถช่วยลดการสะสมไขมันในช่องท้อง และลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดไขมันพอกตับ
อาหารที่ควรเลี่ยง หากเสี่ยงไขมันพอกตับ
ผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีภาวะไขมันพอกตับ การดูแลตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ทำให้ตับทำงานหนักขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อาหารที่มีน้ำตาลสูง อาหารแปรรูปอาหารทอด และอาหารไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำหวาน ขนมหวาน เบเกอรี่ เนย ครีม กะทิ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งอาหารเหล่านี้จะกระตุ้นให้ตับเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินให้กลายเป็นไขมัน และเพิ่มการสะสมไขมันในตับได้โดยไม่รู้ตัว
ไขมันดีช่วยตับได้อย่างไร
ไขมันดี เป็นไขมันที่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพตับ โดยไขมันดีจากโอเมก้า-3 จากปลาทะเลน้ำลึก อะโวคาโด และถั่วต่าง ๆ จะสามารถช่วยลดการอักเสบ บำรุงเซลล์ตับ ช่วยลดการสะสมไขมัน ควบคุมระดับไตรกลีเซอไรด์ และป้องกันการเกิดไขมันพอกตับได้ นอกจากนี้ไขมันดียังช่วยบำรุงตับให้ทำงานได้ดีขึ้น และช่วยสนับสนุนการกำจัดสารพิษได้ดี
กินอย่างไรให้ลดไขมัน แต่ไม่กระทบตับ
การลดไขมันให้ดีต่อสุขภาพตับ ควรหลีกเลี่ยงการอดอาหาร หรือการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเกินไป โดยควรปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น
- ควรรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ ในปริมาณเหมาะสมต่อร่างกาย ไม่ทานมากเกินไป หรือไม่อดอาหาร
- เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดหวาน ลดมัน
- เลือกวิธีการปรุงอาหารที่ใช้น้ำมันน้อย เช่น ต้ม นึ่ง ย่าง
ซึ่งการลดไขมันด้วยวิธีเหล่านี้จะช่วยให้สามารถลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งสามารถช่วยให้ตับปรับตัวได้ดี และลดความเสี่ยงของการเกิดตับอักเสบจากการลดน้ำหนักเร็วเกินไป
ดูแลไขมันช่องท้อง เพื่อป้องกันไขมันพอกตับในระยะยาว
ปัญหาไขมันช่องท้องและระบบเผาผลาญ อาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับโรคเรื้อรังและปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้ โดยการลดไขมันในช่องท้อง จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดไขมันพอกตับได้ ซึ่งไขมันช่องท้องสามารถลดได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการกิน พักผ่อนให้เพียงพอ ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ลดไขมันอย่างไรไม่ให้ตับทำงานหนัก
การลดไขมันที่เป็นผลดีต่อสุขภาพตับ ควรเน้นไปที่การดูแลสุขภาพโดยรวมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งผลลัพธ์มากเกินไป และไม่ทำให้ร่างกายขาดพลังงานหรือสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย ซึ่งแนวทางในการลดไขมันที่เหมาะสม เช่น
- ควบคุมอาหาร ลดหวาน ลดมัน แต่ไม่ควรอดอาหาร
- ลดน้ำหนักในอัตราที่เหมาะสม ไม่เกินเกณฑ์ที่แพทย์แนะนำ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่กับการพักผ่อนให้เพียงพอ
ทั้งนี้ การลดไขมันที่เร็วเกินไป อาจทำให้ไขมันถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดจำนวนมาก ส่งผลให้ตับทำงานหนักและเพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบของตับได้ ดังนั้น ควรลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่หักโหม
ทำไมไม่ควรใช้ยาลดน้ำหนัก ในผู้ที่มีไขมันพอกตับ
ยาลดน้ำหนักรวมถึงยาบางชนิดอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับโดยตรง โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับอยู่แล้ว หรือผู้ที่เสี่ยงเป็นภาวะไขมันพอกตับ หากใช้ยาลดน้ำหนักโดยไม่ประเมินสุขภาพ อาจเพิ่มความเสี่ยงของตับอักเสบได้ หรือภาวะตับทำงานผิดปกติ ดังนั้น ไม่ควรใช้ยาลดน้ำหนัก หรือยาที่แพทย์ไม่ได้แนะนำ เพื่อป้องกันการเกิดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น
ไขมันพอกตับควรใช้สมุนไพรกับอาหารเสริมไหม?
สำหรับผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับ การเลือกใช้สมุนไพรหรืออาหารเสริมบางชนิดที่แพทย์ไม่ได้แนะนำ อาจเพิ่มภาระการทำงานของตับ และมีผลต่อตับ หากใช้ในปริมาณที่มากและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ดังนั้น ผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยไม่จำเป็น และไม่ใช้สมุนไพรที่ไม่ได้ปรึกษาแพทย์
ไขมันพอกตับ เป็นภาวะสุขภาพที่ไม่ควรมองข้ามเพราะสามารถพัฒนาไปสู่โรคตับระยะรุนแรงและโรคเรื้อรังอื่น ๆ ได้ การดูแลสุขภาพนอกจากจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงแล้ว ยังช่วยป้องกันการเกิดภาวะไขมันพอกตับ และลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้

