หลาย ๆ คนที่กำลังวางแผนฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรกอาจรู้สึกสงสัย และมักมีคำถามในใจว่า “ฉีดฟิลเลอร์แล้วบวมกี่วัน” เนื่องจากฟิลเลอร์ แม้จะเป็นหัตถการยอดนิยมที่ช่วยให้ใบหน้าดูอิ่มฟู และอ่อนกว่าวัย แต่หลังฉีดอาจมีอาการบวมเกิดขึ้นเล็กน้อยในช่วงแรก ทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกกังวล และสูญเสียความมั่นใจ วันนี้ รมย์รวินท์คลินิกจะพามาเจาะลึกเกี่ยวกับอาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ พร้อมแนะนำวิธีการดูแลตัวเอง เพื่อลดอาการบวมอย่างถูกต้อง สามารถติดตามอ่านข้อมูลเหล่านี้ได้ในบทความนี้

ฟิลเลอร์แล้วบวมกี่วัน?
โดยทั่วไปอาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ ถือเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ตามปกติ และพบได้ทั่วไป ซึ่งหลังฉีดมักมีอาการบวมเล็กน้อยในช่วง 3 – 7 วันแรก จากนั้นอาการบวมจะค่อย ๆ ลดลง และยุบตัวอย่างต่อเนื่องภายใน 1 – 2 สัปดาห์ เมื่อฟิลเลอร์เริ่มเซตตัว และกลมกลืนเข้ากับผิวอย่างสมบูรณ์ โดยสามารถเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้ภายใน 2 – 4 สัปดาห์หลังฉีด แต่ทั้งนี้ ระยะเวลาในการบวมอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิว บริเวณที่ฉีด และการดูแลตัวเองหลังฉีด หากพบว่ามีอาการบวมมากขึ้น รู้สึกกดเจ็บ ปวด หรือผิวเปลี่ยนสีผิดปกติ แนะนำให้รีบเข้าพบแพทย์ เพื่อประเมินปัญหาโดยด่วน ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน หรือผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย

ฉีดฟิลเลอร์แล้วบวม เกิดจากอะไร?
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ มีดังนี้
- อาการบวมจากเข็ม
การฉีดฟิลเลอร์แล้วบวมจากเข็ม เกิดจากการใช้เข็มจิ้มเข้าไปยังผิวหนัง ทำให้เนื้อเยื่อ หรือเส้นเลือดบริเวณนั้นเกิดอาการบาดเจ็บเล็กน้อย ส่งผลให้ร่างกายเกิดการอักเสบตามธรรมชาติ และเกิดอาการบวมชั่วคราวในช่วงแรก
- อาการบวมจากปฏิกิริยาของฟิลเลอร์
การฉีดฟิลเลอร์แล้วบวมจากปฏิกิริยาของฟิลเลอร์ เกิดจากฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มที่มีส่วนประกอบของ Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำ และกักเก็บความชุ่มชื้นสูง เมื่อฉีดเข้าสู่ผิว จึงทำให้ผิวบริเวณที่ฉีดเกิดอาการบวม และรู้สึกตึงเล็กน้อยในช่วงแรก
- อาการบวมจากเทคนิคของแพทย์
การฉีดฟิลเลอร์แล้วบวมจากเทคนิคของแพทย์ เกิดจากแพทย์ฉีดฟิลเลอร์ในชั้นผิวที่ไม่เหมาะสม เช่น ฉีดตื้นเกินไป หรือฉีดลึกเกินไป ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณที่ฉีดเกิดอาการระคายเคือง หรือบวมได้ นอกจากนี้ หากฉีดฟิลเลอร์ในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นในจุดเดียว อาจทำให้เกิดแรงดันภายในเนื้อเยื่อ และกระตุ้น จนส่งผลให้เกิดอาการบวมหลังฉีดได้เช่นกัน
ฉีดฟิลเลอร์แล้วบวม มีกี่แบบ?
อาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบหลัก ๆ ดังนี้
- ฉีดฟิลเลอร์แล้วบวมปกติ
โดยทั่วไปการฉีดฟิลเลอร์แล้วบวมแบบปกติ ถือเป็นอาการที่ไม่น่ากังวล ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อจากเข็มที่ฉีด หรือปฏิกิริยาของฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไป โดยจะมีอาการบวม แดง ฟกช้ำ หรือรู้สึกตึงเล็กน้อยในช่วง 3 – 7 วันแรก และจะค่อย ๆ ยุบลงเองภายใน 1 – 2 สัปดาห์ เมื่อฟิลเลอร์เริ่มเข้าที่
- ฉีดฟิลเลอร์แล้วบวมผิดปกติ
โดยทั่วไปการฉีดฟิลเลอร์แล้วบวมแบบผิดปกติ ถือเป็นอาการที่น่ากังวล และควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน อุปกรณ์ที่ฉีดไม่สะอาด หรือฉีดกับแพทย์ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างใบหน้า ทำให้เสี่ยงติดเชื้อ อักเสบ และแพ้ฟิลเลอร์ได้ภายหลัง โดยจะมีอาการบวมแดง ร้อน กดเจ็บ และปวดมากขึ้น รวมถึงอาจเกิดหนอง รู้สึกคัน ผิวเปลี่ยนสี และเป็นก้อนแข็งร่วมด้วยได้ ซึ่งหากพบว่ามีอาการเหล่านี้ แนะนำให้รีบพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา และแก้ไขโดยด่วน

ฉีดฟิลเลอร์แล้วบวมกี่วัน หากมากกว่านั้นแก้ไขได้อย่างไร?
โดยทั่วไปการแก้ไขอาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสาเหตุ และระดับความรุนแรงของอาการ ซึ่งในกรณีที่ฟิลเลอร์แล้วบวมจากเข็ม หรือจากปฏิกิริยาของฟิลเลอร์ สามารถประคบเย็นเบา ๆ เพื่อลดอาการบวมได้ โดยปกติอาการบวมจะค่อย ๆ ลดลง และหายได้เองภายใน 1 – 2 สัปดาห์
แต่หากอาการบวมยังไม่ดีขึ้น หรือฉีดฟิลเลอร์แล้วบวมผิดปกติ แนะนำให้รีบพบแพทย์ เพื่อทำการประเมิน และรักษาอย่างเหมาะสม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แพทย์มักจะทำการรักษา โดยการฉีดสลายด้วยเอนไซม์ Hyaluronidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สลายฟิลเลอร์ประเภท Hyaluronic Acid (HA) เท่านั้น ไม่สามารถใช้กับฟิลเลอร์ปลอม หรือฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐานได้
ฉีดฟิลเลอร์แล้วบวม กับ ฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อน ต่างกันอย่างไร?
การฉีดฟิลเลอร์แล้วบวม กับการฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อน มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในหลาย ๆ ด้าน ดังนี้
- ฉีดฟิลเลอร์แล้วบวม
การฉีดฟิลเลอร์แล้วบวม โดยส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากเข็มที่ฉีด ปฏิกิริยาของฟิลเลอร์ หรือเทคนิคของการฉีดแพทย์ เช่น ฉีดตื้นเกินไป ฉีดลึกเกินไป หรือฉีดในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น ทำให้ผิวบริเวณที่ฉีดมีอาการบวมแดง ปวดตึง และมีรอยฟกช้ำเล็กน้อย ซึ่งอาการบวมเหล่านี้จะค่อย ๆ ยุบลง และดีขึ้นภายใน 1 – 2 สัปดาห์
- ฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อน
การฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อน โดยส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากเทคนิคการฉีดของแพทย์ เช่น ฉีดผิดชั้นผิว ฉีดในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น หรือเลือกเนื้อฟิลเลอร์ไม่เหมาะกับบริเวณที่ฉีด รวมไปถึงการใช้ฟิลเลอร์ปลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ฟิลเลอร์กระจายตัวไม่สม่ำเสมอ และจับตัวเป็นก้อนแข็งได้ง่าย ซึ่งสามารถสังเกตได้ชัดเมื่อลูบคลำบริเวณที่ฉีด จะรู้สึกว่าผิวดูไม่เรียบเนียน เป็นก้อน เป็นลำ และเป็นคลื่น โดยในบางกรณีอาจมีอาการกดเจ็บ ปวด บวมแดง หรือร้อนร่วมด้วย

ฉีดฟิลเลอร์แล้วบวมกี่วัน ข้อควรปฏิบัติ – ข้อควรระวังหลังฉีดฟิลเลอร์ เพื่อลดอาการบวม
การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์อย่างเหมาะสม ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอาการบวม แต่ยังช่วยให้ฟิลเลอร์เซตตัวเข้ากับผิวได้ดี และทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานมากขึ้น ซึ่งมีข้อควรปฏิบัติ และข้อควรระวัง ดังนี้
ข้อควรปฏิบัติหลังฉีดฟิลเลอร์
- หลังฉีดฟิลเลอร์สามารถประคบเย็นอย่างเบามือ เพื่อลดอาการบวม การอักเสบ และรอยช้ำในบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ โดยจะแนะนำให้ประคบประมาณ 10 – 15 นาทีต่อครั้ง
- หลังฉีดฟิลเลอร์ควรนอนหมอนสูงกว่าระดับหน้าอก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการบวมเพิ่มขึ้น โดยจะแนะนำให้หนุนหมอนที่ศีรษะประมาณ 2 – 3 ใบ และแนะนำให้นอนหงายในช่วงแรก เพื่อป้องกันไม่ให้ฟิลเลอร์ถูกกดทับ
- หลังฉีดฟิลเลอร์ควรดื่มน้ำให้ได้มาก ๆ เพื่อให้ฟิลเลอร์มีความฟูอย่างเต็มที่ และเซตตัวเข้ากับผิวได้เร็วขึ้น ช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นาน
- หลังฉีดฟิลเลอร์ควรนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่ได้รับการบาดเจ็บ และช่วยให้ฟิลเลอร์เข้าที่เร็วขึ้นได้
- หลังฉีดฟิลเลอร์ควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง เพื่อลดอาการบวม และปวดตึงในบริเวณที่ฉีด
- หลังฉีดฟิลเลอร์ควรหมั่นสังเกตอาการของตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่าอาการบวมยังไม่ลดลง หรือมีอาการบวมมากขึ้น แนะนำให้รีบพบแพทย์ เพื่อทำการแก้ไขโดยด่วน

ข้อควรระวังหลังฉีดฟิลเลอร์
- หลังฉีดฟิลเลอร์หลีกเลี่ยงการสัมผัส กดทับ หรือนวดแรง ๆ ในบริเวณที่ฉีด เพื่อป้องกันไม่ให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง
- หลังฉีดฟิลเลอร์งดออกกำลังกายหนัก หรือทำกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการบวมมากขึ้น
- หลังฉีดฟิลเลอร์งดการโดนแสงแดด และความร้อนทุกชนิด เพื่อป้องกันไม่ให้ฟิลเลอร์สลายตัวเร็ว หรือเกิดอาการบวมมากขึ้น
- หลังฉีดฟิลเลอร์หลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ และนอนตะแคง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกดทับในบริเวณที่ฉีด
- หลังฉีดฟิลเลอร์งดรับประทานอาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็นหวานจัด เค็มจัด หรือเผ็ดจัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการอักเสบ และบวมช้ำมากขึ้น
- หลังฉีดฟิลเลอร์งดรับประทานของหมักดอง หรืออาการกึ่งสุกกึ่งดิบ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และป้องกันไม่ให้เกิดอาการบวมช้ำมากขึ้น
- หลังฉีดฟิลเลอร์งดสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการอักเสบ และบวมช้ำมากขึ้น
- หลังฉีดฟิลเลอร์งดสครับ ขัดผิว ผลัดเซลล์ผิว และกำจัดขนในบริเวณที่ฉีด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบ และระคายเคือง
บริเวณไหนฉีดฟิลเลอร์แล้วบวมง่าย?
โดยทั่วไปการฉีดฟิลเลอร์แต่ละบริเวณ จะมีอาการบวมที่ไม่เท่ากัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วในบริเวณที่มีผิวบาง และมีเส้นเลือดอยู่มาก มักมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการบวมได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น ๆ ดังนี้
- ริมฝีปาก
การฉีดฟิลเลอร์บริเวณริมฝีปาก มักมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการบวมได้ง่าย เนื่องจากผิวบริเวณนี้มีความบอบบาง และเส้นเลือดอยู่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้ไวต่อการอักเสบ ระคายเคือง และบวมมากกว่าบริเวณอื่น ๆ โดยเฉพาะหากฉีดฟิลเลอร์กับแพทย์ที่ไม่มีความรู้ และใช้เทคนิคการฉีดที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดอาการบวม เป็นก้อน ไม่เข้าที่ และผลลัพธ์ดูไม่เป็นธรรมชาติได้
- ใต้ตา
การฉีดฟิลเลอร์บริเวณใต้ตา มักมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการบวมได้ง่าย เนื่องจากผิวบริเวณนี้มีความบอบบาง และมีเส้นเลือดอยู่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้ไวต่อการอักเสบ และบวมมากกว่าบริเวณอื่น ๆ โดยเฉพาะหากฉีดฟิลเลอร์กับแพทย์ที่ไม่มีความรู้ เช่น ฉีดตื้นเกินไป ฉีดปริมาณมากเกินไป หรือเลือกเนื้อฟิลเลอร์ไม่เหมาะกับปัญหาที่ต้องการแก้ไข อาจทำให้เกิดอาการบวม เป็นก้อน ผิวดูไม่เรียบเนียน และผลลัพธ์ดูไม่เป็นธรรมชาติได้
- ร่องแก้ม
การฉีดฟิลเลอร์บริเวณร่องแก้ม มักมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการบวมได้ง่าย เนื่องจากผิวบริเวณนี้มีเส้นเลือดอยู่เป็นจำนวนมาก และมีการเคลื่อนไหวเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการพูด การยิ้ม หรือการเคี้ยว จึงทำให้ไวต่อการอักเสบ และบวมกว่าบริเวณอื่น โดยเฉพาะหากฉีดฟิลเลอร์กับแพทย์ที่ไม่มีความรู้ เลือกเนื้อฟิลเลอร์ไม่เหมาะกับปัญหาที่ต้องการแก้ไข หรือใช้เทคนิคการฉีดที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดอาการบวม เป็นก้อน และผลลัพธ์ดูไม่เป็นธรรมชาติได้
ยี่ห้อฟิลเลอร์มีผลต่ออาการบวมไหม?
โดยทั่วไปยี่ห้อฟิลเลอร์ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่ออาการบวมหลังฉีด เนื่องจากฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อมีส่วนผสม คุณสมบัติ และกระบวนการผลิตที่แตกต่างกัน ทำให้บางยี่ห้อมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการบวมได้น้อยกว่า ในขณะที่บางยี่ห้อก็อาจมีส่วนผสมที่กระตุ้นให้เกิดอาการบวมได้มากกว่า
ซึ่งในกระบวนการผลิตฟิลเลอร์นั้น จะมีขั้นตอนที่เรียกว่า Purification ที่ใช้สำหรับการกำจัดสารตกค้าง โดยเฉพาะสารที่ชื่อว่า BDDE (1,4-Butanediol Diglycidyl Ether) ซึ่งเป็นสารที่ทำหน้าที่เชื่อมโมเลกุลของ HA เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถคงรูป และอยู่ได้นานขึ้น หากกระบวนการ Purification มีประสิทธิภาพ และสามารถกำจัดสาร BDDE ที่ตกค้างออกไป ก็จะทำให้ได้ฟิลเลอร์ที่มีความบริสุทธิ์สูง เข้ากับร่างกายได้ดี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการแพ้ และอาการบวมหลังฉีด
ฉีดฟิลเลอร์แล้วบวมอันตรายไหม?
โดยทั่วไปอาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ ถือเป็นอาการปกติที่ไม่เป็นอันตราย หากบวมจากเข็ม หรือจากปฏิกิริยาของฟิลเลอร์ โดยจะมีอาการบวมแดง ปวดตึง หรือฟกช้ำเล็กน้อยในบริเวณที่ฉีด ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ ยุบลง และดีขึ้นเองภายใน 1 – 2 สัปดาห์
แต่ในกรณีที่มีอาการบวมรุนแรงผิดปกติ เช่น บวมมากขึ้น รู้สึกเจ็บ ปวด ร้อน คัน หรือผิวเปลี่ยนสี ควรรีบพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาอย่างโดยด่วน เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้ ซึ่งอาการบวมในลักษณะนี้จะพบได้บ่อยในผู้ที่ใช้ฟิลเลอร์ปลอม ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือฉีดกับแพทย์ที่ไม่มีความรู้ รวมไปถึงดูแลตัวเองหลังฉีดไม่เหมาะสม ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงรุนแรงภายหลัง
ฉีดฟิลเลอร์แล้วบวมกี่วัน สิ่งที่ควรรู้ก่อนฉีดฟิลเลอร์ เพื่อป้องกันอาการบวม
- ก่อนฉีดฟิลเลอร์ควรเลือกคลินิกที่มีมาตรฐาน และได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการอย่างถูกต้อง ซึ่งภายในคลินิกควรมีอุปกรณ์ และเครื่องมือทางการแพทย์ที่สะอาด ปลอดเชื้อ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง
- ก่อนฉีดฟิลเลอร์ควรเลือกฉีดกับแพทย์ที่มีความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับกายวิภาคใบหน้า สามารถใช้เทคนิคการฉีดที่เหมาะสม และวางจุดฉีดได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้ฟิลเลอร์กระจายตัวสม่ำเสมอ และไม่เกิดผลข้างเคียงอันตราย
- ก่อนฉีดฟิลเลอร์ควรเลือกใช้ฟิลเลอร์แท้ประเภท Hyaluronic Acid (HA) ที่ได้มาตรฐานเท่านั้น ซึ่งจะต้องเป็นยี่ห้อที่ได้รับการรับรองจาก องค์การอาหารและยา (อย.) เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงอันตราย
- ก่อนฉีดฟิลเลอร์ควรเลือกเนื้อฟิลเลอร์ให้เหมาะกับบริเวณที่ฉีด และปัญหาที่ต้องการแก้ไข เช่น บริเวณริมฝีปาก ควรเลือกฟิลเลอร์ที่มีความนิ่ม และยืดหยุ่นสูง ส่วนบริเวณคาง ควรเลือกฟิลเลอร์ที่มีความหนาแน่น และคงตัวสูง
- ก่อนฉีดฟิลเลอร์ควรแจ้งข้อมูลสุขภาพให้แพทย์ทราบอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นประวัติโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ ประวัติการทำหัตถการ และยาที่รับประทานอยู่ เพื่อให้แพทย์วางแผนการฉีดฟิลเลอร์อย่างเหมาะสม
- ก่อนฉีดฟิลเลอร์งดรับประทานยาที่ทำให้เลือดออกง่าย หรือยากลุ่มต้านการอักเสบ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการบวมช้ำ
- ก่อนฉีดฟิลเลอร์งดออกกำลังกายหนัก หรือทำกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการบวม
- ก่อนฉีดฟิลเลอร์งดสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการบวมช้ำ และอักเสบ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฉีดฟิลเลอร์
ฉีดฟิลเลอร์แล้วบวมแบบไหนควรรีบพบแพทย์?
- โดยทั่วไปหลังฉีดฟิลเลอร์ หากมีอาการบวมมากขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกคัน กดเจ็บ ปวดมากผิดปกติ เริ่มมีหนอง หรือผิวเริ่มเปลี่ยนสี เช่น มีสีแดง หรือสีคล้ำ แนะนำให้รีบพบแพทย์ เพื่อทำการแก้ไข และรักษาโดยด่วน
ทำไมบางคนฉีดฟิลเลอร์แล้วไม่บวม?
- โดยทั่วไปอาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสภาพผิว ปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย บริเวณที่ฉีด ปริมาณที่ฉีด ยี่ห้อฟิลเลอร์ เทคนิคของแพทย์ และการดูแลตัวเองหลังฉีด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลต่อระดับอาการบวมของแต่ละคน ทำให้บางคนบวมน้อย บวมมาก หรือแทบไม่บวมเลย
ฉีดฟิลเลอร์ปลอมแล้วบวมอันตรายจริงไหม?
- โดยทั่วไปการฉีดฟิลเลอร์ปลอม ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือฟิลเลอร์ที่ไม่ได้รับรองจาก อย. ถือว่ามีความเสี่ยงอันตรายอย่างมาก เนื่องจากฟิลเลอร์ปลอมมักมีส่วนประกอบของสารแปลกปลอมที่ไม่เข้ากับร่างกาย และไม่สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ ทำให้เมื่อฉีดเข้าสู่ผิวหนังแล้ว ร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อต้านได้ง่าย ส่งผลให้เกิดอาการอักเสบ ติดเชื้อ บวมผิดปกติ รู้สึกกดเจ็บ ปวด เป็นหนอง หรือเป็นก้อนแข็งได้ ซึ่งในกรณีร้ายแรงอาจเสี่ยงอุดตันเส้นเลือด จนถึงขั้นเกิดเนื้อตาย หรือตาบอดได้เลยทีเดียว
ฉีดฟิลเลอร์กี่วันเห็นผล?
- โดยทั่วไปหลังฉีดฟิลเลอร์ สามารถเห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด ซึ่งในช่วงแรกอาจมีอาการบวมช้ำ หรือปวดตึงเล็กน้อย แต่อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 1 – 2 สัปดาห์ และจะสามารถเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน เมื่อฟิลเลอร์จะเซตตัวเข้ากับผิวอย่างเต็มที่ภายใน 2 – 4 สัปดาห์หลังฉีด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพผิว บริเวณที่ฉีด และการดูแลตัวเองหลังฉีด
ฉีดฟิลเลอร์จำเป็นต้องพักฟื้นไหม?
- โดยทั่วไปแล้วหลังฉีดฟิลเลอร์ ไม่จำเป็นต้องมีการพักฟื้น เนื่องจากฟิลเลอร์เป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด จึงสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ในช่วงแรกควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมบางอย่าง เพื่อให้ฟิลเลอร์เข้าที่เร็ว และลดความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงเพิ่มขึ้น เช่น หลีกเลี่ยงการกดทับบริเวณที่ฉีด งดโดนความร้อน งดออกกำลังกายหนัก งดดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ งดรับประทานของหมักดอง และงดรับประทานอาหารรสจัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการบวม อักเสบ หรือติดเชื้อในบริเวณที่ฉีด
ฉีดฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน?
- โดยทั่วไปแล้วหลังฉีดฟิลเลอร์ ผลลัพธ์จะสามารถคงอยู่ได้นานเฉลี่ยประมาณ 6 – 1 8 เดือน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับยี่ห้อฟิลเลอร์ สภาพผิว และการดูแลตัวเองหลังฉีด หากต้องการให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานขึ้น แนะนำให้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น งดโดนความร้อน งดออกกำลังกายหนัก งดดื่มแอลกอฮอล์ หรืองดสูบบุหรี่ เพื่อลดโอกาสที่ฟิลเลอร์จะสลายตัวไว
จะเห็นได้ว่า อาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ ถือเป็นอาการปกติที่สามารถพบได้ทั่วไป ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วง 3 – 7 วันแรก จากนั้นจะค่อย ๆ ยุบลงภายใน 1 – 2 สัปดาห์ เมื่อฟิลเลอร์เริ่มเซตตัวเข้ากับผิวอย่างสมบูรณ์ โดยจะสามารถเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้ภายใน 2 – 4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสภาพผิว บริเวณที่ฉีด และการดูแลตัวเองหลังฉีด หากพบว่าอาการบวมไม่ดีขึ้น หรือมีอาการผิดปกติร่วม เช่น บวมมากขึ้น รู้สึกกดเจ็บ ปวด คัน แดง ร้อน หรือผิวเปลี่ยนสี แนะนำให้รีบเข้าพบแพทย์ เพื่อประเมิน และรักษาโดยด่วน ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอันตราย
*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

