ริ้วรอยเกิดจากอะไร? เจาะลึกถึงสาเหตุของการเกิดริ้วรอยที่ควรรู้

ริ้วรอยเกิดจากอะไร

ริ้วรอยเป็นปัญหาผิวที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของผิวหนัง ซึ่งนอกจากจะทำให้ใบหน้าดูแก่กว่าวัยแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นใจอย่างมาก หลายคนมักคิดว่าริ้วรอยเกิดขึ้นจากอายุที่มากขึ้นเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ วันนี้ รมย์รวินท์คลินิกจะพามาเจาะลึกทุกเรื่องเกี่ยวกับริ้วรอยว่า ริ้วรอยเกิดจากอะไร? ริ้วรอยมีกี่ประเภท? ริ้วรอยเกิดขึ้นตั้งแต่อายุเท่าไหร่? มีวิธีดูแล และป้องกันอย่างไร? สามารถหาคำตอบได้ในบทความนี้

 

ริ้วรอย ร่องลึก เกิดจากอะไร?
ริ้วรอย ร่องลึก เกิดจากอะไร?

 

ริ้วรอยกิดจากอะไร?

ริ้วรอยสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย โดยแบ่งเป็นปัจจัยภายใน และภายนอกร่างกาย ดังนี้

ริ้วรอยเกิดจากปัจจัยภายในร่างกาย

  • อายุมากขึ้น

อายุมากขึ้น เป็นหนึ่งในปัจจัยภายในที่ทำให้เกิดริ้วรอยได้ ซึ่งมาจากการผลิตคอลลาเจน และอีลาสตินที่ลดลงตามวัย โดยเฉลี่ยแล้วระดับคอลลาเจนจะลดลงปีละ 1 – 1.5% เริ่มตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ทำให้โครงสร้างผิวค่อย ๆ ขาดความยืดหยุ่น และขาดความกระชับ จนเกิดเป็นริ้วรอย และร่องลึกได้อย่างชัดเจน

  • ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง

ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เป็นอีกหนึ่งปัจจัยภายในที่ทำให้เกิดริ้วรอยได้ ซึ่งมาจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ลดลงในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน หรือเข้าสู่ช่วงวัยทอง โดยจะส่งผลต่อกระบวนการผลิตคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้โครงสร้างผิวอ่อนแอจากการเสื่อมสภาพของคอลลาเจน จนเกิดเป็นริ้วรอย และร่องลึกได้ง่าย

  • พันธุกรรม 

พันธุกรรม เป็นอีกหนึ่งปัจจัยภายในที่ทำให้เกิดริ้วรอยได้ โดยพันธุกรรมจะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างพื้นฐานผิว ลักษณะของผิว และการทำงานของเซลล์ผิวในหลาย ๆ ด้าน ทั้งการผลิตคอลลาเจน และอีลาสติน การเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว และการตอบสนองต่อปัจจัยกระตุ้น ซึ่งมีผลต่อการเกิดริ้วรอย หรือปัญหาผิวอื่น ๆ ในอนาคต

 

ริ้วรอยเกิดจาก ปัจจัยภายนอกร่างกาย

  • การแสดงออกทางสีหน้า

การแสดงออกทางสีหน้า เป็นอีกหนึ่งปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดริ้วรอยได้ ไม่ว่าจะเป็นการขมวดคิ้ว การยิ้ม การหัวเราะ การขยี้ตา และการขยิบตา ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อบนใบหน้าหดเกร็งซ้ำ ๆ จนเกิดเป็นริ้วรอย และร่องลึกได้ง่าย เช่น ริ้วรอยหน้าผาก ริ้วรอยระหว่างคิ้ว หรือริ้วรอยหางตา

  • รังสี UV จากแสงแดด

รังสี UV จากแสงแดด เป็นอีกหนึ่งปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดริ้วรอยได้ ซึ่งรังสี UVA และ UVB สามารถทะลุเข้าไปในชั้นผิว เพื่อไปทำลายคอลลาเจน และอีลาสตินได้โดยตรง รวมถึงยังกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้โครงสร้างผิวอ่อนแอ เสื่อมสภาพ และขาดความยืดหยุ่น จนเกิดเป็นริ้วรอย และร่องลึกอย่างเห็นได้ชัด

  • มลภาวะต่าง ๆ

มลภาวะทางอากาศ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดริ้วรอยได้ โดยเฉพาะฝุ่น ควัน และสารเคมีต่าง ๆ ซึ่งเป็นตัวการที่กระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงยังทำลายเกราะป้องกันผิว และกระตุ้นการอักเสบของเซลล์ผิว ส่งผลให้โครงสร้างผิวอ่อนแอ เสื่อมสภาพ และขาดความยืดหยุ่น จนเกิดเป็นริ้วรอย และร่องลึกได้ง่าย

  • เครียดสะสม

ความเครียดสะสม เป็นอีกหนึ่งปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดริ้วรอยได้ โดยเฉพาะเมื่อเครียดสะสมเป็นระยะเวลานาน ร่างกายจะกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ออกมาในปริมาณมาก ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้คอลลาเจน และอีลาสตินเสื่อมสภาพเร็วขึ้น รวมถึงยังกระตุ้นการอักเสบของเซลล์ผิว และทำให้เลือดไหลเวียนได้น้อยลง ส่งผลให้โครงสร้างผิวอ่อนแอ เสื่อมสภาพ และขาดความยืดหยุ่น จนเกิดเป็นริ้วรอย และร่องลึกได้ง่าย

  • พักผ่อนไม่เพียงพอ

การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการพักผ่อนน้อย เป็นอีกหนึ่งปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดริ้วรอยได้ โดยจะทำให้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ได้น้อยลง และทำให้ผิวไม่ได้รับการซ่อมแซมอย่างเต็มที่ ซึ่งมีผลต่อกระบวนการผลิตคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง ส่งผลให้โครงสร้างผิวอ่อนแอ และขาดความยืดหยุ่น จนเกิดเป็นริ้วรอย และร่องลึกได้ง่าย

  • สูบบุหรี่

การสูบบุหรี่ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดริ้วรอยได้ โดยในบุหรี่ประกอบไปด้วยสารเคมี และสารพิษเป็นจำนวนที่ส่งผลกระทบต่อผิวหนังโดยตรง ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ และทำให้เลือดไหลเวียนได้น้อยลง รวมถึงทำให้คอลลาเจน และอีลาสตินเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างผิวอ่อนแอ เสื่อมสภาพ และขาดความยืดหยุ่น จนเกิดเป็นริ้วรอยได้ง่าย

  • ดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดริ้วรอยได้ โดยมีฤทธิ์ในการขับน้ำออกจากร่างกาย ทำให้ผิวสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ รวมถึงกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งมีผลต่อการผลิตคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง  ส่งผลให้โครงสร้างผิวอ่อนแอ เสื่อมสภาพ และขาดความยืดหยุ่น จนเกิดเป็นริ้วรอยได้ง่าย

 

ทำความรู้จักริ้วรอยคืออะไร?

ริ้วรอย (Wrinkles) คือ หนึ่งในปัญหาผิวที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง โดยจะมีลักษณะเป็นเส้นริ้ว เส้นบาง ๆ หรือรอยพับปรากฏขึ้นบนใบหน้า ซึ่งสามารถพัฒนาไปเป็นร่องลึกได้เมื่ออายุมากขึ้น โดยริ้วรอยมักเกิดจากการเสื่อมสภาพของคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง รวมถึงเซลล์ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้น้อยลง ทำให้โครงสร้างผิวอ่อนแอ ขาดน้ำ สูญเสียความยืดหยุ่น และไม่กระชับมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ชัดในบริเวณที่มีการแสดงสีหน้า หรือแสดงอารมณ์บ่อย ๆ เช่น ริ้วรอยหน้าผาก ริ้วรอยระหว่างคิ้ว ริ้วรอยหางตา หรือร่องแก้ม 

 

ประเภทของริ้วรอยมีอะไรบ้าง?
ประเภทของริ้วรอยมีอะไรบ้าง?

 

ประเภทของริ้วรอยมีอะไรบ้าง?

โดยทั่วไปริ้วรอยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบหลัก ๆ ดังนี้

  • ริ้วรอยแบบตื้น

ริ้วรอยแบบตื้น เป็นริ้วรอยแรกเริ่มที่มีลักษณะเป็นเส้นริ้วเล็ก ๆ หรือเส้นบาง ๆ บนใบหน้า โดยส่วนใหญ่จะเกิดจากผิวหนังชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) มีความแห้งกร้าน และขาดความชุ่มชื้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากผิวไม่ได้รับการบำรุงอย่างเหมาะสม รวมถึงอายุที่มากขึ้น หรือสภาพแวดล้อมภายนอก เช่น อยู่ในสถานที่ที่เย็นจัด หรืออยู่ในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน โดยสามารถสังเกตเห็นได้บ่อยในบริเวณหางตา หน้าผาก หรือริมฝีปาก

  • ริ้วรอยแบบลึก

ริ้วรอยแบบลึก เป็นริ้วรอยที่มีลักษณะเป็นร่องลึกปรากฏขึ้นบนใบหน้า โดยส่วนใหญ่จะเกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้ผิวหนังชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ถูกดึงเข้าหากัน จนเกิดเป็นรอยย่น และร่องลึกขึ้น รวมถึงการเสื่อมสภาพของคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนังตามวัย ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมาก และสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนในบริเวณที่มีการแสดงสีหน้าบ่อย

 

ริ้วรอยเกิดขึ้นตั้งแต่อายุเท่าไหร่?
ริ้วรอยเกิดขึ้นตั้งแต่อายุเท่าไหร่?

 

ริ้วรอยเกิดขึ้นตั้งแต่อายุเท่าไหร่?

ริ้วรอย เป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่จะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป โดยมักเริ่มจากริ้วรอยเส้นเล็ก ๆ หรือริ้วรอยตื้น ๆ ที่เกิดจากการแสดงสีหน้าซ้ำ ๆ เช่น ยิ้ม หัวเราะ หรือขมวดคิ้ว รวมถึงการผลิตคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนังที่ค่อย ๆ ลดลงเฉลี่ยปีละ 1 – 1.5% ทำให้โครงสร้างผิวเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่น และขาดความกระชับมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายนอกที่เป็นตัวการในการกระตุ้นให้เกิดริ้วรอยเร็วขึ้น เช่น แสงแดด มลภาวะ ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือแม้แต่การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ก็สามารถเร่งให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ โดยมักจะสังเกตเห็นได้ชัดในช่วงอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ริ้วรอยเหล่านี้ก็จะสะสมมากขึ้น จนพัฒนากลายเป็นร่องลึกที่เห็นได้อย่างชัดเจนแม้ไม่ได้แสดงสีหน้า 

 

ริ้วรอยเกิดขึ้นบ่อยบริเวณไหน?

ริ้วรอยเป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่มักเกิดขึ้นบ่อยในบริเวณที่มีการแสดงสีหน้าซ้ำ ๆ รวมถึงบริเวณที่มีผิวบอบบาง ดังนี้

  • หางตา

ริ้วรอยหางตา เป็นบริเวณที่มักเกิดริ้วรอยได้ง่าย ซึ่งจะมีลักษณะเป็นริ้วรอยเส้นเล็ก ๆ หรือริ้วรอยเส้นบาง ๆ บริเวณหางตา โดยส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากการแสดงสีหน้า เช่น การยิ้ม หรือการหัวเราะ ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการหดตัวซ้ำ ๆ รวมถึงการเสื่อมสภาพของคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้เส้นริ้วที่มีความลึก และชัดเจนมากขึ้นตามอายุ อีกทั้งยังสามารถสังเกตเห็นได้ง่าย เนื่องจากผิวบริเวณดวงตามีความบอบบางกว่าบริเวณอื่น 

  • ระหว่างคิ้ว

ริ้วรอยระหว่างคิ้ว เป็นบริเวณที่มักเกิดริ้วรอยได้ง่าย ซึ่งจะมีลักษณะเป็นเส้นริ้วแนวตั้งที่อยู่กึ่งกลางระหว่างหัวคิ้วทั้งสองข้าง โดยส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากการแสดงสีหน้า เช่น การขมวดคิ้วบ่อย ๆ ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการหดตัวซ้ำ ๆ รวมถึงการเสื่อมสภาพของคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้ริ้วรอยอาจพัฒนาไปเป็นร่องลึกที่ชัดเจนมากขึ้นตามอายุ

  • หน้าผาก

ริ้วรอยหน้าผาก เป็นบริเวณที่มักเกิดริ้วรอยได้ง่าย ซึ่งจะมีลักษณะเป็นเส้นริ้วแนวนอนที่อยู่บริเวณกึ่งกลางหน้าผาก โดยส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากการแสดงสีหน้า เช่น การเลิกคิ้วบ่อย ๆ ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการหดตัวซ้ำ ๆ รวมถึงการเสื่อมสภาพของคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้ริ้วรอยอาจพัฒนาไปเป็นร่องลึกที่ชัดเจนมากขึ้นตามอายุ อีกทั้งยังสามารถสังเกตเห็นได้ง่าย เนื่องจากผิวบริเวณหน้าผากมีความบอบบาง

  • ร่องแก้ม

ริ้วรอยร่องแก้ม เป็นบริเวณที่มักเกิดริ้วรอยได้ง่าย ซึ่งจะมีลักษณะเป็นเส้นริ้วแนวเฉียงที่ลากยาวตั้งแต่ปีกจมูกลงมาจนถึงมุมปาก โดยส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากการแสดงสีหน้า เช่น การยิ้ม หรือการหัวเราะ ทำให้ร่องแก้มเกิดรอยพับซ้ำ ๆ รวมถึงการเสื่อมสภาพของคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้ริ้วรอยอาจพัฒนาไปเป็นร่องลึกที่ชัดเจนมากขึ้นตามอายุ 

  • รอบริมฝีปาก

ริ้วรอยรอบริมฝีปาก เป็นบริเวณที่มักเกิดริ้วรอยได้ง่าย ซึ่งจะมีลักษณะเป็นเส้นริ้ว หรือรอยย่นแนวตั้งบริเวณรอบริมฝีปาก โดยส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การใช้หลอดดูดน้ำ การเม้มปาก หรือการสูบบุหรี่ รวมถึงการเสื่อมสภาพของคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้ริ้วรอยอาจพัฒนาไปเป็นร่องลึกที่ชัดเจนมากขึ้นตามอายุ 

  • ลำคอ

ริ้วรอยลำคอ เป็นบริเวณที่มักเกิดริ้วรอยได้ง่าย ซึ่งจะมีลักษณะเป็นเส้นริ้วแนวนอน หรือรอยพับบริเวณลำคอ โดยส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การก้มหน้าบ่อย หรือการนอนในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงการเสื่อมสภาพของคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้ริ้วรอยอาจพัฒนาไปเป็นร่องลึกที่ชัดเจนมากขึ้นตามอายุ

 

ลดริ้วรอยได้กี่วิธี?
ลดริ้วรอยได้กี่วิธี?

 

ลดริ้วรอยได้กี่วิธี? 

วิธีการลดริ้วรอยบนใบหน้านั้น โดยส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับลักษณะของปัญหา และความรุนแรงของริ้วรอย ซึ่งวิธีลดริ้วรอยที่ได้รับความนิยม มีดังนี้

  • ทาสกินแคร์บำรุงผิว

การทาสกินแคร์บำรุงผิว เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลดริ้วรอย โดยจะแนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมเฉพาะในการลดริ้วรอย เช่น เรตินอล (Retinol) ช่วยเรื่องการผลัดเซลล์ผิว และกระตุ้นคอลลาเจน, วิตามินซี (Vitamin C) ช่วยเรื่องการต้านอนุมูลอิสระ และปรับผิวให้สว่างกระจ่างใส, เปปไทด์ (Peptides) ช่วยเรื่องการฟื้นฟูผิว และเสริมความแข็งแรงให้ผิว, ไนอาซินาไมด์ (Niacinamide) ช่วยเรื่องการปรับสมดุลผิว และฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว รวมถึงไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) ช่วยเรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้น และเสริมความยืดหยุ่นให้ผิว

นอกจากนี้แนะนำให้ทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน เนื่องจากรังสี UVA และรังสี UVB จากแสงแดดเป็นตัวการร้ายที่ทำให้คอลลาเจน และอีลาสตินเสื่อมสภาพเร็วขึ้น จนเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้  ซึ่งการทาครีมกันแดดนั้น ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการเสริมประสิทธิภาพของสกินแคร์ และป้องกันการเกิดริ้วรอยใหม่ในอนาคต

  • รับประทานอาหารเสริม

การรับประทานอาหารเสริม เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลดริ้วรอย โดยจะแนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีสารสกัดในการลดริ้วรอย เช่น คอลลาเจน (Collagen) ช่วยเรื่องกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน, วิตามินซี (Viatamin C) ช่วยเรื่องการต้านอนุมูลอิสระ และเสริมให้ผิวดูสุขภาพดี, แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) ช่วยเรื่องการต้านอนุมูลอิสระ และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย รวมถึงโคเอนไซม์ คิวเทน (Coenzyme Q10) ช่วยเรื่องการต้านอนุมูลอิสระ และชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว ซึ่งการรับประทานอาหารเสริมนั้น ควรใช้ร่วมกับการทาสกินแคร์บำรุงผิว การทาครีมกันแดด และการดูแลสุขภาพโดยรวม เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้มีประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืนมากขึ้น

  • นวดหน้า

การนวดหน้า เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลดริ้วรอย โดยจะแนะนำให้นวดหน้าอย่างถูกวิธี นวดอย่างเบามือ และใช้ผลิตภัณฑ์นวดหน้าที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีสิว หรือแผลอักเสบ ซึ่งการนวดหน้าอย่างถูกวิธีนั้น จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง กระจ่างใส และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อจากความเครียด และการแสดงสีหน้าเป็นประจำ ทำให้ผิวดูสดใส และสามารถลดริ้วรอยเส้นเล็ก ๆ ได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้สกินแคร์สามารถซึมลึกเข้าสู่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ผิวได้รับสารบำรุงอย่างเต็มที่

  • ทำทรีตเมนต์

การทำทรีตเมนต์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลดริ้วรอย โดยจะแนะนำให้เลือกทรีตเมนต์ที่เหมาะกับสภาพผิว และมีส่วนช่วยในการลดริ้วรอย รวมถึงควรทำต่อเนื่องเป็นประจำ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทรีตเมนต์มีให้เลือกหลากหลายประเภทในปัจจุบัน แต่โดยส่วนใหญ่การทำทรีตเมนต์ จะช่วยในเรื่องการผลัดเซลล์ผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน รวมทั้งกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้ผิวดูสุขภาพดี มีความชุ่มชื้น กระชับ ยืดหยุ่น และเรียบเนียนมากขึ้น

  • ทำเลเซอร์

การทำเลเซอร์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลดริ้วรอย โดยจะแนะนำให้เลือกเลเซอร์ที่เหมาะกับปัญหาผิว และมีส่วนช่วยในการลดริ้วรอย รวมถึงควรทำต่อเนื่องเป็นประจำตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเลเซอร์แต่ละประเภทก็มีกลไกการทำงานที่แตกต่างกัน แต่โดยส่วนใหญ่การทำเลเซอร์ จะช่วยเรื่องกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน รวมถึงช่วยเรื่องผลัดเซลล์ผิวเก่า ลดเลือนจุดด่างดำ และลดเลือนริ้วรอยเส้นเล็ก ๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะขึ้นอยู่กับประเภทของเลเซอร์ ระดับความรุนแรงของริ้วรอย และความถี่ในการทำการรักษา

  • ทำเครื่องยกกระชับ

การทำเครื่องยกกระชับ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลดริ้วรอย โดยจะแนะนำให้เลือกเครื่องยกกระชับที่เหมาะกับปัญหาผิว และส่วนช่วยในการลดริ้วรอย ซึ่งเครื่องยกกระชับแต่ละประเภทก็มีกลไกการทำงาน และใช้พลังงานที่แตกต่างกัน เช่น คลื่นอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) หรือคลื่นวิทยุ (Radiofrequency) แต่โดยส่วนใหญ่การทำเครื่องยกกระชับ จะช่วยเรื่องกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน รวมถึงยกกระชับผิว และลดไขมันสะสมบนใบหน้า ทำให้ผิวดูแน่นกระชับ เต่งตึง ยืดหยุ่น และริ้วรอย ร่องลึกดูตื้นขึ้นอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องยกกระชับ ระดับความรุนแรงของริ้วรอย และความถี่ในการทำการรักษา

  • ร้อยไหม

การร้อยไหม เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลดริ้วรอย โดยจะแนะนำให้เลือกไหมละลายที่เหมาะกับปัญหาผิว และส่วนช่วยในการลดริ้วรอย ซึ่งไหมแต่ละประเภทก็มีเทคนิคในการร้อยที่แตกต่างกัน แต่โดยส่วนใหญ่การร้อยไหม จะช่วยเรื่องการยกกระชับผิว และลดความหย่อนนคล้อยของใบหน้า รวมทั้งช่วยเรื่องกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินบริเวณรอบแนวเส้นไหม ทำให้ผิวกระชับ เต่งตึง กรอบหน้าชัด และริ้วรอยดูลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะขึ้นอยู่กับลักษณะของเส้นไหม เทคนิคที่ใช้ และระดับความรุนแรงของริ้วรอย

  • ฉีดโบ

การฉีดโบ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลดริ้วรอย โดยจะแนะนำให้เลือกยี่ห้อโบที่เหมาะกับปัญหาผิว ซึ่งโบแต่ละยี่ห้อก็มีความบริสุทธิ์ ขนาดโมเลกุล และการกระจายตัวที่แตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปการฉีดโบ จะช่วยเรื่องการคลายตัวของกล้ามเนื้อจากการแสดงสีหน้า ทำให้กล้ามเนื้อหยุดทำงานชั่วคราว ส่งผลให้ผิวเรียบตึง และริ้วรอยจากการแสดงสีหน้าดูลดลงอย่างชัดเจน เช่น ริ้วรอยหน้าผาก ริ้วรอยระหว่างคิ้ว และริ้วรอยหางตา รวมทั้งยังช่วยเรื่องการป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยใหม่ในอนาคตได้อีกด้วย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะขึ้นอยู่กับยี่ห้อโบที่ใช้ เทคนิคการฉีด ปริมาณที่ฉีด และระดับความรุนแรงของริ้วรอย

  • ฉีดฟิลเลอร์

การฉีดฟิลเลอร์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลดริ้วรอย โดยจะแนะนำเนื้อฟิลเลอร์ที่เหมาะกับปัญหาผิว ซึ่งฟิลเลอร์แต่ละประเภทก็มีคุณสมบัติ และลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปการฉีดฟิลเลอร์ จะช่วยเรื่องการเติมเต็มริ้วรอย ร่องลึกที่เกิดจากชั้นไขมัน และชั้นกระดูกยุบตัวเมื่ออายุมากขึ้น รวมถึงช่วยเรื่องการยกกระชับปรับรูปหน้า และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ทำให้ผิวดูกระชับ เต่งตึง อิ่มฟู และดูมีมิติอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะขึ้นอยู่กับยี่ห้อฟิลเลอร์ เนื้อฟิลเลอร์ เทคนิคการฉีด ปริมาณที่ฉีด และระดับความรุนแรงของริ้วรอย

 

วิธีป้องกันการเกิดริ้วรอย
วิธีป้องกันการเกิดริ้วรอย

 

วิธีป้องกันการเกิดริ้วรอย

การป้องกันการเกิดริ้วรอย สามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งโดยส่วนใหญ่วิธีที่นิยมในการป้องกันริ้วรอย มีดังนี้

  • ใช้สกินแคร์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมในการป้องกันริ้วรอย เช่น เรตินอล (Retinol), วิตามินซี (Vitamin C), เปปไทด์ (Peptides), ไนอาซินาไมด์ (Niacinamide) และไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) 
  • ใช้ครีมกันแดดทุกวัน แม้ในวันที่ไม่ออกแดด เพื่อป้องกันรังสี UVA และรังสี UVB ซึ่งเป็นตัวการในการทำลายเซลล์ผิว
  • รับประทานอาหารเสริมที่มีสารสกัดในการชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว เช่น คอลลาเจน (Collagen), วิตามินซี (Viatamin C), แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) และโคเอนไซม์ คิวเทน (Coenzyme Q10) 
  • ดื่มน้ำเป็นประจำตลอดทั้งวัน เพื่อให้เซลล์ผิวได้รับความชุ่มชื้นอย่างเต็มที่ ซึ่งมีผลต่อความยืดหยุ่น และความกระชับของผิว
  • นอนหลับให้เพียงพอ เพื่อให้เซลล์ผิวได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งมีผลต่อการผลิตคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด และเสริมกระบวนการสร้างคอลลาเจน รวมถึงชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว
  • รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น มะนาว ส้ม สตรอว์เบอร์รี ผักโขม ถั่วเหลือง แคร์รอต ฟักทอง คะน้า ชาเขียว ปลาแซลมอน ตับ ไข่ และธัญพืช
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรม หรือปัจจัยที่ทำร้ายผิว เช่น แสงแดด รังสี UV มลภาวะ ความเครียด การนอนหลับไม่เพียงพอ สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์

 

ริ้วรอยสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายในร่างกาย และภายนอก เช่น อายุ พันธุกรรม ฮอร์โมน แสงแดด การแสดงสีหน้า การพักผ่อนน้อย หรือความเครียด ซึ่งทั้งหมดล้วนนี้ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ผิวเสื่อมสภาพ และเกิดริ้วรอยได้ง่าย ดังนั้นการป้องกัน และดูแลไม่ให้เกิดริ้วรอยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม โดยเริ่มจากการบำรุงผิวอย่างเหมาะสม ทาครีมกันแดดทุกวัน ดื่มน้ำสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายผิวก็จะทำให้ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ ส่งผลให้ผิวดูสุขภาพดี และอ่อนกว่าวัยอย่างยั่งยืน

 

*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด