ผิวหย่อนคล้อย มีริ้วรอย ร่องลึก อาจเป็นสัญญาณเตือนที่กำลังบ่งบอกว่า ร่างกายมีปริมาณคอลลาเจนลดลง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วร่างกายจะผลิตคอลลาเจนได้น้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น รวมไปถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างที่ทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพก่อนวัยได้ง่าย วันนี้ รมย์รวินท์จะมาพามาทำความรู้จักเกี่ยวกับคอลลาเจนว่า คอลลาเจนคืออะไร? มีประโยชน์อย่างไร? ทำไมถึงสำคัญต่อผิว? แล้วสาเหตุที่ทำให้คอลลาเจนลดลงมีอะไรบ้าง? พร้อมทั้งแนะนำวิธีการเสริมสร้างคอลลาเจนด้วยตัวเอง และหัตถการทางการแพทย์ บทความนี้รวมข้อมูลมาไว้ให้แล้ว

คอลลาเจนคืออะไร?
คอลลาเจนคืออะไร คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนสำคัญที่พบได้เป็นจำนวนมากในร่างกาย คิดเป็นประมาณ 30% ของปริมาณโปรตีนทั้งหมด ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักในการยึดเกาะเซลล์ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ โดยจะพบได้บ่อยในผิวหนัง กระดูก เอ็น กล้ามเนื้อ หลอดเลือด เส้นผม และเล็บ ซึ่งในผิวหนังนั้น คอลลาเจนจะทำงานร่วมกับอีลาสติน (Elastin) และไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) เพื่อช่วยรักษาความแข็งแรง ความยืดหยุ่น ความกระชับ และความชุ่มชื้นของผิว หากร่างกายสูญเสียคอลลาเจนลงตามวัย ก็จะทำให้ผิวเริ่มหย่อนคล้อย เกิดริ้วรอย ร่องลึกและดูโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด
ประเภทของคอลลาเจน
คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนที่ร่างกายสร้างเองตามธรรมชาติ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ๆ ได้ ดังนี้
- คอลลาเจนประเภทที่ 1 (Collagen Type I)
คอลลาเจนประเภทที่ 1 (Collagen Type I) เป็นคอลลาเจนที่พบได้เป็นจำนวนมากในร่างกาย โดยคิดเป็น 90% ของปริมาณคอลลาเจนทั้งหมด ซึ่งสามารถพบได้บ่อยในผิวหนัง กระดูก เส้นเอ็น ผนังหลอดเลือด และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน โดยมีบทบาทสำคัญต่อผิวหนังในการเสริมความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความกระชับให้กับผิว รวมถึงยังช่วยในการสมานแผลได้ดี และป้องกันเนื้อเยื่อฉีกขาดได้อีกด้วย
- คอลลาเจนประเภทที่ 2 (Collagen Type II)
คอลลาเจนประเภทที่ 2 (Collagen Type II) เป็นคอลลาเจนที่สามารถพบได้เป็นจำนวนมากในกระดูกอ่อน และข้อต่อต่าง ๆ โดยมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกอ่อน และข้อต่อ ทำให้ข้อต่อสามารถรองรับแรงกระแทก และเคลื่อนไหวได้ดี
- คอลลาเจนประเภทที่ 3 (Collagen Type III)
คอลลาเจนประเภทที่ 3 (Collagen Type III) เป็นคอลลาเจนที่สามารถพบได้เป็นจำนวนมากในผิวหนัง กล้ามเนื้อ กระดูก หลอดเลือด และอวัยวะภายใน ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะทำงานร่วมกับคอลลาเจนประเภทที่ 1 ในการเสริมความแข็งแรง และความยืดหยุ่นให้กับผิว
- คอลลาเจนประเภทที่ 4 (Collagen Type IV)
คอลลาเจนประเภทที่ 4 (Collagen Type IV) เป็นคอลลาเจนที่สามารถพบได้เป็นจำนวนมากในชั้นเนื้อเยื่อรองรับผิว (Basement Membranes) ของอวัยวะต่าง ๆ เช่น ผิวหนัง ไต และหลอดเลือด โดยมีบทบาทสำคัญในการกรองสารต่าง ๆ และยึดเกาะเซลล์ผิว รวมถึงช่วยในการทำงานของระบบประสาท และเส้นเลือดอีกด้วย
- คอลลาเจนประเภทที่ 5 (Collagen Type V)
คอลลาเจนประเภทที่ 5 (Collagen Type V) เป็นคอลลาเจนที่สามารถพบได้ในเส้นผม รก กระจกตา และผิวหนังบางส่วน โดยมีบทบาทสำคัญในการจัดระเบียบเส้นใยคอลลาเจน ให้เรียงตัวกันเป็นระเบียบมากขึ้น และควบคุมการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น รก และกระจกตา

คอลลาเจนมีความสำคัญต่อผิวอย่างไร?
คอลลาเจน เป็นโครงสร้างหลักของผิวหนัง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความกระชับให้กับผิว หากร่างกายผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง ผิวจะเริ่มเสื่อมสภาพ และเกิดปัญหาผิวตามวัยตามมาได้ง่าย โดยคอลลาเจนมีความสำคัญต่อผิว ดังนี้
- ช่วยพยุงโครงสร้างผิวให้มีความแข็งแรง
- ช่วยเสริมความยืดหยุ่น และความกระชับให้กับผิว
- ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และกักเก็บน้ำไว้ในชั้นผิว
- ช่วยฟื้นฟู และซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพ
- ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ และสมานแผลได้ดี
- ช่วยชะลอการเกิดปัญหาผิวเสื่อมสภาพก่อนวัย เช่น ริ้วรอย ร่องลึก ผิวหย่อนคล้อย
คอลลาเจนเริ่มลดลงเมื่ออายุเท่าไหร่?
โดยทั่วไปแล้ว ร่างกายสามารถสร้างคอลลาเจนได้เองตามธรรมชาติ แต่เมื่ออายุมากขึ้น กระบวนการผลิตคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนังจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพลง ซึ่งจะเริ่มลดลงตั้งแต่อายุประมาณ 20 ปีขึ้นไป และจะลดลงอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 1 – 1.5% ต่อปี โดยสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้ เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป เนื่องจากคอลลาเจนในผิวลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผิวเสื่อมสภาพอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะสังเกตเห็นได้จากริ้วรอย ร่องลึก ผิวหย่อนคล้อย ผิวแห้ง หยาบกร้าน รูขุมขนกว้าง และแผลหายช้าลง
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยภายนอกที่สามารถเร่งให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพก่อนวัยได้ ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญแสงแดด มลภาวะ การพักผ่อนน้อย ความเครียดสะสม การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง การดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ ซึ่งล้วนส่งผลให้คอลลาเจนในผิวลดลงเร็วกว่าปกติ

คอลลาเจนลดลงมีสาเหตุจากอะไร?
การลดลงของคอลลาเจนสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งปัจจัยภายในร่างกาย และปัจจัยภายนอก ดังนี้
- อายุมากขึ้น
อายุมากขึ้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คอลลาเจนลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยคอลลาเจนจะเริ่มลดลง ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป และผิวจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป เนื่องจากกระบวนการผลิตคอลลาเจนทำงานช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ผิวเสื่อมสภาพ ขาดความยืดหยุ่น และสูญเสียความกระชับ จนเกิดปัญหาริ้วรอย ร่องลึก ผิวหย่อนคล้อย รูขุมขนกว้าง และผิวแห้งกร้านได้ง่าย
- แสงแดด
แสงแดด เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คอลลาเจนลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเผชิญกับแสงแดดสะสมเป็นเวลานาน รังสี UV จะกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น และกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ Matrix Metalloproteinases (MMPs) ซึ่งมีหน้าที่ในการย่อยสลายคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง ส่งผลให้ผิวขาดความกระชับ สูญเสียความยืดหยุ่น และเกิดปัญหาผิวก่อนวัยได้ง่าย
- มลภาวะสะสม
มลภาวะ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คอลลาเจนลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเผชิญกับมลภาวะสะสมเป็นเวลานาน เช่น ฝุ่นละออง ควันรถ หรือสิ่งสกปรกในอากาศ จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ และกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผิวอ่อนแอ ขาดความกระชับ สูญเสียความยืดหยุ่น และเกิดปัญหาผิวก่อนวัยได้ง่าย
- รับประทานอาหารที่มีน้ำตาล
การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คอลลาเจนลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเมื่อรับประทานน้ำตาลมากเกินไป โมเลกุลน้ำตาลจะไปจับกับโปรตีนในร่างกาย เช่น คอลลาเจน และอีลาสติน ทำให้เกิดกระบวนการ ไกลเคชัน (Glycation) และสร้างสารที่ชื่อว่า AGEs (Advanced Glycation End Products) ส่งผลให้เส้นใยคอลลาเจนแข็งตัว และเปราะบาง จนผิวเสื่อมสภาพก่อนวัยได้ง่าย
- ความเครียด
ความเครียด เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้คอลลาเจนลดลง เนื่องจากเมื่อร่างกายเกิดความเครียด ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) จะถูกหลั่งออกมามากขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ทำให้กระบวนการผลิตคอลลาเจน และอีลาสตินเสื่อมสภาพ ส่งผลให้ผิวขาดความกระชับ สูญเสียความยืดหยุ่น และเกิดปัญหาผิวก่อนวัยได้ง่าย
- พักผ่อนไม่เพียงพอ
การพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้คอลลาเจนลดลง เนื่องจากเมื่อร่างกายพักผ่อนน้อย โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) จะถูกหลั่งออกมาน้อยลง ทำให้กระบวนการซ่อมแซมเซลล์ผิวทำงานช้าลงตามไปด้วย ในขณะเดียวกันระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ก็จะเพิ่มสูงขึ้นแทน ส่งให้คอลลาเจน และอีลาสตินเสื่อมสภาพ จนผิวขาดความกระชับ สูญเสียความยืดหยุ่น และเกิดปัญหาผิวก่อนวัยได้ง่าย
- สูบบุหรี่
การสูบบุหรี่ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้คอลลาเจนลดลง เนื่องจากสารพิษในบุหรี่ จะกระตุ้นการสร้างสารที่ชื่อว่า Matrix Metalloproteinases (MMPs) ซึ่งมีหน้าที่ในการย่อยสลายคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนังโดยตรง อีกทั้งยังทำให้เลือด และออกซิเจนไหลเวียนไปเลี้ยงผิวได้น้อยลง ส่งผลให้ผิวหมองคล้ำ แห้งกร้าน ขาดความกระชับ สูญเสียความยืดหยุ่น และเกิดปัญหาผิวก่อนวัยได้ง่าย
- ดื่มแอลกอฮอล์
การดื่มแอลกอฮอล์ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้คอลลาเจนลดลง เนื่องจากเมื่อดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ร่างกายจะเกิดการสร้างอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น และทำให้ผิวขาดน้ำอย่างรุนแรง ส่งผลให้เส้นใยคอลลาเจนเปราะบาง และเสื่อมสภาพ จนผิวแห้ง หยาบกร้าน ขาดความกระชับ สูญเสียความยืดหยุ่น และเกิดปัญหาผิวก่อนวัยได้ง่าย

คอลลาเจนถูกนำไปใช้รูปแบบใดบ้าง?
ในปัจจุบันคอลลาเจน ถูกนำไปใช้หลากหลายรูปแบบ ทั้งคอลลาเจนรูปแบบกิน คอลลาเจนรูปแบบทา และคอลลาเจนรูปแบบฉีด ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดี และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ดังนี้
- คอลลาเจนรูปแบบกิน
คอลลาเจนในรูปแบบกิน เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีความสะดวก และสามารถดูแลสุขภาพร่างกายได้โดยรวม ซึ่งมักจะอยู่ในรูปแบบอาหารเสริม เช่น แคปซูล หรือชงดื่ม รวมไปถึงอาหารที่มีคอลลาเจนตามธรรมชาติ เมื่อรับประทานเข้าไป ร่างกายจะย่อยคอลลาเจนเป็นกรดอะมิโน และนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทั้งนี้ การรับประทานอาหารเสริมคอลลาเจน จำเป็นต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ และใช้ระยะเวลาในการเห็นผลลัพธ์ค่อนข้างนาน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
- คอลลาเจนรูปแบบทา
คอลลาเจนในรูปแบบทา เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนประกอบในการกระตุ้นคอลลาเจน เช่น วิตามินซี วิตามินเอ เปปไทด์ และไนอะซินาไมด์ ซึ่งมักจะอยู่ในรูปแบบครีม โลชั่น เซรั่ม หรือมาสก์หน้า โดยมีหน้าที่หลักในการเพิ่มความชุ่มชื้น และเสริมเกราะป้องกันผิว เนื่องจากคอลลาเจนรูปแบบนี้มักมีโมเลกุลขนาดใหญ่ จึงไม่สามารถซึมลงสู่ผิวชั้นลึกได้โดยตรง การใช้คอลลาเจนแบบทา จึงไม่สามารถคาดหวังผลลัพธ์ในด้านการแก้ปัญหาริ้วรอย หรือผิวหย่อนคล้อยได้ แต่จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น อิ่มน้ำ เรียบเนียน และดูสุขภาพดีขึ้นแทน
- คอลลาเจนรูปแบบฉีด
คอลลาเจนแบบฉีด เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน โดยจะเป็นการฉีดสารชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติในการกระตุ้นคอลลาเจนเข้าสู่ผิวโดยตรง เช่น หัตถการกลุ่ม Biostimulator หรือหัตถการกลุ่ม Skin Booster เพื่อฟื้นฟูผิวที่เสื่อมสภาพระดับโครงสร้าง และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่จากภายใน ซึ่งคอลลาเจนรูปแบบนี้สามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว และชัดเจนกว่าเมื่อเทียบกับคอลลาเจนรูปแบบกิน และรูปแบบทา ทั้งนี้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจฉีด เพื่อให้แพทย์ประเมินปัญหา พร้อมเลือกหัตถการที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

รวมหัตถการกระตุ้นคอลลาเจน
Sculptra
- ส่วนประกอบ : Sculptra มีส่วนประกอบหลักของ Poly-L-Lactic Acid (PLLA)
- คุณสมบัติ : กระตุ้นคอลลาเจนประเภทที่ 1 ตามธรรมชาติ และฟื้นฟูผิวที่เสื่อมสภาพระดับโครงสร้าง พร้อมเพิ่มความหนาแน่นให้ผิว และปรับปรุงคุณภาพผิวให้ดูสุขภาพดีจากภายใน
- เหมาะสำหรับ : ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย เหี่ยวย่น หน้าตก แก้มห้อย มีริ้วรอย ร่องลึก ผิวหลวม ขาดความยืดหยุ่น ผิวแห้งกร้าน ดูโทรม และไม่สดใส
- ผลลัพธ์ที่ได้ : ผิวมีความยืดหยุ่น เต่งตึง หนาแน่น กระชับ อิ่มฟู ริ้วรอยลดลง ผิวเรียบเนียน ชุ่มชื้น รูขุมขนกระชับ และหลุมสิวตื้นขึ้นอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ
- จำนวนครั้งที่ฉีด : โดยทั่วไปจะแนะนำให้ฉีด 2 – 3 ครั้ง และเว้นระยะห่างแต่ละครั้งประมาณ 1 เดือน เพื่อให้สารสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
- ระยะเวลาคงอยู่ : หลังฉีดผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 2 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเองหลังฉีด
Radiesse
- ส่วนประกอบ : Radiesse มีส่วนประกอบหลักของ Calcium Hydroxylapatite (CaHA)
- คุณสมบัติ : กระตุ้นการสร้างสารที่สำคัญต่อผิวถึง 5 ประเภท ได้แก่ กระตุ้นคอลลาเจนประเภทที่ 1, กระตุ้นคอลลาเจนประเภทที่ 3, กระตุ้นอีลาสติน, กระตุ้น Proteoglycan เสริมสร้างความชุ่มชื้น และกระตุ้น Angiogenesis เสริมสร้างหลอดเลือดเล็ก
- เหมาะสำหรับ : ผู้ที่มีปัญหาผิวขาดวอลลุ่ม ผิวหย่อนคล้อย แก้มห้อย มีริ้วรอย ร่องลึก กรอบหน้าไม่ชัด ผิวหลวม แห้งกร้าน หมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง และมีรอยแผลเป็น
- ผลลัพธ์ที่ได้ : ผิวมีความยืดหยุ่น แข็งแรง หนาแน่น อิ่มฟู กระชับ ริ้วรอยลดลง ผิวเรียบเนียน ชุ่มชื้น รูขุมขนเล็กลง และรอยแผลเป็นตื้นขึ้นอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ
- จำนวนครั้งที่ฉีด : โดยทั่วไปจะแนะนำให้ฉีด 1 – 3 ครั้ง และเว้นระยะห่างแต่ละครั้งประมาณ 1 เดือน เพื่อให้สารสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
- ระยะเวลาคงอยู่ : หลังฉีดผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 2 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเองหลังฉีด
Ultracol
- ส่วนประกอบ : Ultracol มีส่วนประกอบหลักของ Polydioxanone (PDO)
- คุณสมบัติ : กระตุ้นคอลลาเจนประเภทที่ 1 และกระตุ้นคอลลาเจนประเภทที่ 3 ตามธรรมชาติ พร้อมลดเลือนริ้วรอย ปรับผิวให้ดูกระจ่างใส และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว
- เหมาะสำหรับ : ผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ขาดความยืดหยุ่น มีริ้วรอย ร่องลึก ผิวหมองคล้ำ มีจุดด่างดำ ผิวขาดน้ำ แห้งกร้าน และผิวไม่เรียบเนียน
- ผลลัพธ์ที่ได้ : ผิวมีความยืดหยุ่น หนาแน่น กระชับ ริ้วรอยลดลง ผิวเรียบเนียน สว่างกระจ่างใส ดูชุ่มชื้น และอิ่มน้ำอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ
- จำนวนครั้งที่ฉีด : โดยทั่วไปจะแนะนำให้ฉีด 3 ครั้ง และเว้นระยะห่างแต่ละครั้งประมาณ 4 – 6 เดือน เพื่อให้สารสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
- ระยะเวลาคงอยู่ : หลังฉีดผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 6 – 8 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเองหลังฉีด
Profhilo
- ส่วนประกอบ : Profhilo มีส่วนประกอบหลักของ Hyaluronic Acid (HA) รูปแบบ Non-Crosslinked
- คุณสมบัติ : กระตุ้นคอลลาเจนมากถึง 4 ประเภท ได้แก่ คอลลาเจนประเภทที่ 1, ประเภทที่ 3, ประเภทที่ 4 และประเภทที่ 7 พร้อมปรับปรุงโครงสร้างผิวหนัง (Bio-Remodeling)
- เหมาะสำหรับ : ผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อย มีริ้วรอยเล็ก ๆ ผิวขาดความยืดหยุ่น แห้งกร้าน ไม่ชุ่มชื้น ผิวดูโทรม หมองคล้ำ ไม่เรียบเนียน รูขุมขนกว้าง และมีหลุมสิว
- ผลลัพธ์ที่ได้ : ผิวมีความยืดหยุ่น แน่นกระชับ อิ่มฟู ริ้วรอยลดลง ผิวอิ่มน้ำ โกลว์ใส เปล่งปลั่ง เรียบเนียน รูขุมขนกระชับ และหลุมสิวตื้นขึ้นอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ
- จำนวนครั้งที่ฉีด : โดยทั่วไปจะแนะนำให้ฉีด 2 ครั้ง และเว้นระยะห่างแต่ละครั้งประมาณ 1 เดือน เพื่อให้สารสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
- ระยะเวลาคงอยู่ : หลังฉีดผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 6 – 9 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเองหลังฉีด
Karisma Rh Collagen
- ส่วนประกอบ : Karisma Rh Collagen มีส่วนประกอบหลักของ Collagen Polypeptide a1 Chain R (Rh Collagen) พร้อมกับ High Molecular Weight Hyaluronic Acid (HMW – HA) และ Carboxymethylcellulose (CMC)
- คุณสมบัติ : กระตุ้นคอลลาเจนประเภทที่ 1 ตามด้วยกระตุ้นคอลลาเจนประเภทที่ 2 และกระตุ้นคอลลาเจนประเภทที่ 3 เพิ่มเติม พร้อมเพิ่มความชุ่มชื้น เพิ่มความยืดหยุ่น และลดการอักเสบของผิว
- เหมาะสำหรับ : ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยเล็ก ๆ ผิวบาง ขาดความยืดหยุ่น ผิวโทรม หมองคล้ำ แห้งกร้าน ไม่เรียบเนียน รูขุมขนกว้าง และมีหลุมสิว
- ผลลัพธ์ที่ได้ : ผิวมีความยืดหยุ่น กระชับ อิ่มฟู แข็งแรง ริ้วรอยดูลดลง ผิวชุ่มชื้น อิ่มน้ำ เนียนละเอียด รูขุมขนกระชับ และหลุมสิวตื้นขึ้นอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ
- จำนวนครั้งที่ฉีด : โดยทั่วไปจะแนะนำให้ฉีด 3 ครั้ง ซึ่งควรเว้นระยะห่างจากครั้งแรกประมาณ 1 เดือน และเว้นระยะห่างจากครั้งที่ 2 ประมาณ 4 – 8 เดือน เพื่อให้สารสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
- ระยะเวลาคงอยู่ : หลังฉีดผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 6 – 12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเองหลังฉีด
Collaju
- ส่วนประกอบ : Collaju มีส่วนประกอบหลักของ Atelocollagen Type 1
- คุณสมบัติ : กระตุ้นคอลลาเจนประเภทที่ 1 และเติมเต็มช่องว่างในบริเวณที่เสื่อมสภาพตามวัย พร้อมฟื้นฟูโครงสร้างผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และเสริมเกราะป้องกันผิว
- เหมาะสำหรับ : ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย หน้าตก มีริ้วรอย ร่องลึก ผิวบางจากการขาดคอลลาเจน ผิวโทรม ขาดความยืดหยุ่น ผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ หมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง และมีหลุมสิว
- ผลลัพธ์ที่ได้ : ผิวมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น กระชับ อิ่มฟู ริ้วรอยลดลง ผิวชุ่มชื้น อิ่มน้ำ เนียนละเอียด รูขุมขนกระชับ และหลุมสิวตื้นขึ้นอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ
- จำนวนครั้งที่ฉีด : โดยทั่วไปจะแนะนำให้ฉีด 1 – 2 ครั้ง และเว้นระยะห่างแต่ละครั้งประมาณ 1 เดือน เพื่อให้สารสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
- ระยะเวลาคงอยู่ : หลังฉีดผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 4 – 6 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเองหลังฉีด
อาหารที่ช่วยเสริมคอลลาเจน
การรับประทานอาหารสามารถเสริมคอลลาเจนได้จากภายใน โดยอาหารที่แนะนำ มีดังนี้
- อาหารที่มีโปรตีน
การกินอาหารที่มีโปรตีนสูง สามารถเสริมคอลลาเจนได้จากภายใน เนื่องจากร่างกายจะย่อยโปรตีนให้เป็นกรดอะมิโน เพื่อนำไปเสริมสร้างกระบวนการสร้างคอลลาเจนในผิว โดยแหล่งอาหารที่มีโปรตีนสูง ได้แก่ ปลาทะเล ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน อกไก่ เต้าหู้ ถั่วเหลือง นม และโยเกิร์ต
- อาหารที่มีวิตามินซี
การกินอาหารที่มีวิตามินซีสูง สามารถเสริมคอลลาเจนได้จากภายใน เนื่องจากวิตามินซีมีความจำเป็นต่อกระบวนการสร้างคอลลาเจนในผิว โดยแหล่งอาหารที่มีวิตามินซีสูง ได้แก่ บรอกโคลี มะเขือเทศ พริกหวาน มะนาว มะขามป้อม ส้ม ฝรั่ง กีวี มะละกอ และผลไม้ตระกูลเบอร์รี
- อาหารที่มีวิตามินเอ
การกินอาหารที่มีวิตามินเอ สามารถเสริมคอลลาเจนได้จากภายใน เนื่องจากวิตามินเอจะช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิว และชะลอการเสื่อมสภาพของคอลลาเจน โดยแหล่งอาหารที่มีวิตามินเอสูง ได้แก่ ตับ ไข่แดง นม แคร์รอต ฟักทอง มันเทศ ผักโขม คะน้า ปวยเล้ง ผักบุ้ง และมะละกอ
- อาหารที่มีสังกะสี
การกินอาหารที่มีสังกะสี สามารถเสริมคอลลาเจนได้จากภายใน เนื่องจากสังกะสีเป็นแร่ธาตุสำคัญ ที่ช่วยให้เอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคอลลาเจนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และลดการอักเสบของผิว โดยแหล่งอาหารที่มีสังกะสีสูง ได้แก่ หอยนางรม ไข่แดง ไก่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน งา ธัญพืชไม่ขัดสี และผลิตภัณฑ์จากนม
- อาหารที่มีทองแดง
การกินอาหารที่มีทองแดง สามารถเสริมคอลลาเจนได้จากภายใน เนื่องจากทองแดงมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเอนไซม์ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่ในการเชื่อมเส้นใยคอลลาเจน และอีลาสตินเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และปกป้องคอลลาเจนไม่ให้ถูกทำลาย โดยแหล่งอาหารที่มีทองแดง ได้แก่ ตับ หอยนางรม ปู ปลาหมึก เห็ด ผักใบเขียว ถั่วเปลือกแข็ง อัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน งา และธัญพืชไม่ขัดสี
จะเห็นได้ว่า คอลลาเจนมีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกาย โดยเฉพาะผิวหนัง เนื่องจากเป็นโครงสร้างหลักที่ช่วยผิวมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น และกระชับ แต่เมื่อร่างกายผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง ผิวก็จะเริ่มเกิดปัญหาความหย่อนคล้อย และมีริ้วรอย ร่องลึก ซึ่งการเสริมคอลลาเจนให้ร่างกายก็สามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการรับประทานอาหาร การทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และการทำหัตถการทางการแพทย์ เช่น Sculptra, Radiesse, Ultracol, Profhilo, Karisma Rh Collagen และ Collaju ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถกระตุ้นคอลลาเจน และฟื้นฟูผิวที่เสื่อมสภาพได้โดยตรง อีกทั้งยังสามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเทียบกับวิธีการอื่น ๆ ทั้งนี้สำหรับใครที่สนใจทำหัตถการกระตุ้นคอลลาเจน สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ได้ที่ รมย์รวินท์คลินิก เพื่อให้แพทย์ประเมินสภาพผิว และปัญหาที่ต้องการแก้ไข พร้อมทั้งวางแผนการรักษา และเลือกหัตถการที่ตอบโจทย์
*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

