คางเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของใบหน้าที่มีผลต่อความสมดุล และสัดส่วนของใบหน้าโดยรวมอย่างมาก แต่หลาย ๆ คนอาจกำลังประสบกับปัญหาคางสั้น คางตัด คอยถอย หรือคางบุ๋ม จนทำให้ใบหน้าดูไม่สมส่วน กรอบหน้าไม่ชัด และขาดมิติอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งในปัจจุบันการฉีดคาง ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกยอดนิยมที่ตอบโจทย์สำหรับการแก้ปัญหาบริเวณคางได้อย่างแม่นยำ วันนี้ รมย์รวินท์คลินิกจะพามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาคางต่าง ๆ พร้อมเจาะลึกว่า การฉีดคางคืออะไร? ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง? และเหมาะกับใคร? บทความนี้รวมข้อมูลทั้งหมดมาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

ปัญหาคางที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง?
- คางสั้น
คางสั้น ถือเป็นปัญหาคางที่พบได้บ่อย ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ชัดว่าคางมีขนาดสั้นกว่าปกติ เมื่อเทียบกับสัดส่วนของใบหน้าโดยรวม ซึ่งโดยส่วนใหญ่คางสั้น มักเกิดจากโครงสร้างกระดูกขากรรไกรสั้น หรือกระดูกกรามสั้นที่มีมาตั้งแต่กำเนิด ทำให้คางดูสั้นอย่างชัดเจน ทั้งจากมุมตรง และมุมด้านข้าง ส่งผลให้ใบหน้าดูกลม ไม่เรียวยาว และขาดมิติได้
- คางตัด
คางตัด ถือเป็นปัญหาคางที่พบได้บ่อย ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ชัดว่าปลายคางถูกตัดตรง และไม่มีความโค้งมนตามธรรมชาติ โดยส่วนใหญ่คางตัด มักเกิดจากโครงสร้างกระดูกคางที่มีมาตั้งแต่กำเนิด หรือการไม่มีกระดูก รวมถึงการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณปลายคาง ทำให้คางดูตัดอย่างชัดเจน ส่งผลให้ใบหน้าโดยรวมดูแข็งทื่อ ไม่ละมุน และขาดมิติได้
- คางถอย
คางถอย ถือเป็นปัญหาคางที่พบได้บ่อย ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ชัดว่าปลายคางถอยร่นไปด้านหลัง เมื่อเทียบกับแนวริมฝีปาก และสันจมูก โดยส่วนใหญ่คางถอย มักเกิดจากโครงสร้างกระดูกขากรรไกรล่าง หรือคางที่พัฒนาไม่สมบูรณ์ตั้งแต่กำเนิด ทำให้คางดูถอยกว่าปกติ และในบางกรณีอาจทำให้คางกับลำคอดูเชื่อมต่อกัน ส่งผลให้ใบหน้าโดยรวมดูไม่สมดุล กรอบหน้าไม่คมชัด รูปหน้ากลม และขาดมิติได้
- คางบุ๋ม
คางบุ๋ม ถือเป็นปัญหาคางที่พบได้บ่อย ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ชัดเมื่อมีการแสดงสีหน้า เช่น ยิ้ม หรือพูดคุย โดยปลายคางจะมีลักษณะเป็นร่อง หรือเว้าลึกตรงกลางอย่างชัดเจน ซึ่งโดยส่วนใหญ่คางบุ๋ม มักเกิดจากโครงสร้างกระดูกคางที่มีมาตั้งแต่กำเนิด หรือการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณปลายคาง ทำให้คางเป็นคลื่น เป็นร่อง และไม่เรียบเนียน ส่งผลให้ใบหน้าโดยรวมดูขาดความสมดุลได้
- คางเบี้ยว
คางเบี้ยว ถือเป็นปัญหาคางที่พบได้บ่อย ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ชัดว่าปลายคางดูเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนของใบหน้า โดยส่วนใหญ่คางเบี้ยว มักเกิดจากโครงสร้างกระดูกคาง หรือขากรรไกรที่มีความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด ทำให้รูปทรงคางดูไม่สมมาตรอย่างชัดเจน ส่งผลให้ใบหน้าโดยรวมไม่เท่ากัน และขาดความสมดุลได้
คางสั้น คางตัด ส่งผลเสียอย่างไร?
- ส่งผลเสียต่อใบหน้าโดยรวม
ปัญหาคางสั้น และคางตัด อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์โดยรวมของใบหน้า ซึ่งจะทำให้ใบหน้าส่วนล่างดูสั้น ดูกลม ไม่สมดุล และดูขาดมิติ อีกทั้งยังทำให้กรอบหน้าไม่คมชัด และดูมีเหนียงเยอะอีกด้วย
- ส่งผลเสียต่อความมั่นใจ
ปัญหาคางสั้น และคางตัด อาจส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพ และความมั่นใจอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเวลาถ่ายรูป อาจเห็นได้ชัดว่าใบหน้าดูสั้น และกลมกว่าปกติ รวมไปถึงอาจมองเห็นเหนียงง่ายขึ้นด้วย
- ส่งผลเสียต่อความเชื่อทางโหราศาสตร์จีน
ปัญหาคางสั้น และคางตัด อาจส่งผลเสียต่อหลักความเชื่อทางโหราศาสตร์จีน โดยมีความเชื่อกันว่าผู้ที่มีคางสั้น และคางตัดนั้น เป็นผู้ที่มักมีความกังวล ขาดความอดทน ไม่ค่อยเข้าสังคม และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ไม่ดี

ฉีดคาง แก้ปัญหาคางได้อย่างไร?
การฉีดคาง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถแก้ปัญหาคางที่ไม่สมส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะปัญหาคางสั้น คางตัด คางบุ๋ม คางถอย และคางเบี้ยว ซึ่งจะเป็นการใช้ฟิลเลอร์ประเภท Hyaluronic Acid (HA) ฉีดเข้าไปยังบริเวณปลายคาง หรือบริเวณโดยรอบ เพื่อปรับรูปทรงคางให้ได้สัดส่วนที่สมดุล และดูเรียวยาวมากขึ้น โดยฟิลเลอร์จะช่วยเพิ่มปริมาตร และเติมเต็มคางในส่วนที่ขาดหายไป ซึ่งโดยส่วนใหญ่แพทย์มักแนะนำให้เลือกใช้ฟิลเลอร์เนื้อแข็งที่มีความแน่น และคงตัวสูง ทำให้สามารถปั้นทรงง่าย และทำให้คางได้รูปทรงที่สวยงามตามต้องการ ส่งผลให้ใบหน้าโดยรวมดูละมุน กรอบหน้าชัด และดูมีมิติมากขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัด และไม่ต้องพักฟื้นนาน
ปัญหาแบบไหนเหมาะกับการฉีดคาง?
การฉีดคาง เหมาะสำหรับการแก้ปัญหาคางได้หลากหลายรูปแบบ ดังนี้
- ผู้ที่มีปัญหาคางสั้น
การฉีดคาง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาคางสั้น ใบหน้ากลม และต้องการเสริมคางให้ยาวขึ้น ซึ่งการฉีดคางจะช่วยเสริมปริมาตรบริเวณคาง พร้อมปรับรูปทรงคางให้เรียวยาวอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ และรับกับใบหน้ามากขึ้น
- ผู้ที่มีปัญหาคางตัด
การฉีดคาง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาคางตัด คางทู่ ใบหน้าดูแข็ง และขาดมิติ ซึ่งการฉีดคางจะช่วยปรับรูปทรงคางให้มีความโค้งมนสวยงาม และมีสัดส่วนที่สมดุล รับกับใบหน้ามากขึ้น
- ผู้ที่มีปัญหาคางบุ๋ม
การฉีดคาง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาคางบุ๋ม ปลายคางมีร่อง หรือเว้าลึกตรงกลาง ซึ่งการฉีดคางจะช่วยเติมเต็มบริเวณคางที่บุ๋มให้กลับมาเรียบเนียน พร้อมปรับรูปทรงคางให้มีความสมดุลอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ รับกับใบหน้ามากขึ้น
- ผู้ที่มีปัญหาคางถอย
การฉีดคาง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาคางถอยเข้าไป ใบหน้าด้านข้างดูขาดมิติ และทำให้ปากดูยื่น ซึ่งการฉีดคางจะช่วยเสริมปริมาตรบริเวณคาง พร้อมปรับรูปทรงคางให้ได้สัดส่วนที่สวยงาม และรับกับใบหน้าอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ
- ผู้ที่มีปัญหาคางเบี้ยว คางไม่เท่ากัน
การฉีดคาง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาคางเบี้ยว และคางไม่เท่ากัน ซึ่งการฉีดคางจะช่วยปรับรูปทรงคางให้มีสัดส่วนที่สมดุล มีความสมมาตร และรับกับใบหน้ามากขึ้น ทำให้ใบหน้าโดยรวมดูมีมิติ และดูละมุนอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ
คำแนะนำ ก่อนฉีดคางควรเข้ารับการปรึกษาแพทย์อย่างละเอียด และแจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบอย่างครบถ้วน ทั้งประวัติโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ ประวัติการทำหัตถการ และยาที่กำลังรับประทานอยู่

ฉีดคาง ช่วยเรื่องอะไร?
- การฉีดคาง ช่วยปรับรูปทรงคางให้ได้สัดส่วนที่สมดุล
- การฉีดคาง ช่วยเสริมปริมาตรให้คางเรียวยาวมากขึ้น
- การฉีดคาง ช่วยแก้ไขคางบุ๋ม คางสั้น คางตัด และคางไม่เท่ากัน
- การฉีดคาง ช่วยเติมเต็มคางให้ดูเรียบเนียน และสม่ำเสมอมากขึ้น
- การฉีดคาง ช่วยปรับคางให้โค้งมนสวยงาม ตามหลักความเชื่อทางโหราศาสตร์จีน
- การฉีดคาง ช่วยเสริมใบหน้าโดยรวมให้ดูละมุน และดูมีมิติมากขึ้น
- การฉีดคาง ช่วยเพิ่มความมั่นใจ และเสริมภาพลักษณ์ให้ดูดีมากขึ้น

ฉีดคาง ยี่ห้อไหนตอบโจทย์?
โดยทั่วไปแล้วการฉีดคาง สามารถเลือกใช้ฟิลเลอร์ได้หลากหลายยี่ห้อ ซึ่งยี่ห้อที่นิยมใช้ในปัจจุบัน และผ่านการรับรองจาก อย. มีดังนี้
ฉีดคางยี่ห้อ Juvederm
Juvederm เป็นฟิลเลอร์จากประเทศอเมริกาที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ซึ่งมีการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ชื่อว่า HYLACROSS และ VYCROSS โดย HYLACROSS จะเน้นเรื่องการอุ้มน้ำ และให้ความยืดหยุ่นสูง ในขณะที่ VYCROSS จะเน้นเรื่องการยกกระชับ สามารถยึดเกาะได้ดี และบวมน้ำน้อย ซึ่งในปัจจุบันฟิลเลอร์ Juvederm ถูกออกแบบมาให้เลือกใช้กันอย่างหลากหลาย โดยรุ่นที่เหมาะสำหรับนำมาฉีดคาง ได้แก่
- Juvederm Voluma เป็นฟิลเลอร์เนื้อแข็ง มีความฟูปานกลาง และยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเติมเต็มคางให้มีความโค้งมนสวยงาม และให้ผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งสามารถคงอยู่ได้นานถึง 18 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเอง
- Juvederm Volux เป็นฟิลเลอร์เนื้อแข็ง มีความคงตัวสูง สามารถปั้นทรงง่าย และขึ้นรูปได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับโครงสร้างใบหน้า ซึ่งสามารถคงอยู่ได้นานถึง 18 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเอง
ฉีดคางยี่ห้อ Restylane
Restylane เป็นฟิลเลอร์จากประเทศสวีเดนที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ซึ่งมีการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ชื่อว่า NASHA และ OBT โดย NASHA จะเน้นเรื่องความคงตัวสูง และไม่ไหลไปยังบริเวณอื่นง่าย ในขณะที่ OBT จะเน้นเรื่องความยืดหยุ่นสูง และสามารถปรับรูปทรงได้ง่าย ซึ่งในปัจจุบันฟิลเลอร์ Restylane ถูกออกแบบมาให้เลือกใช้กันอย่างหลากหลาย โดยรุ่นที่เหมาะสำหรับนำมาฉีดคาง ได้แก่
- Restylane Perlane Lyft เป็นฟิลเลอร์เนื้อแข็ง มีความแน่น และคงตัวสูง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับโครงสร้างใบหน้า และสามารถฉีดเสริมชั้นกระดูกได้ดี ซึ่งสามารถคงอยู่ได้นานถึง 12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเอง
ฉีดคางยี่ห้อ Belotero
Belotero เป็นฟิลเลอร์จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ซึ่งมีการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ชื่อว่า CPM โดยจะเน้นเรื่องความคงตัว ความยืดหยุ่น และสามารถปั้นรูปทรงได้อย่างหลากหลาย ซึ่งในปัจจุบันฟิลเลอร์ Belotero ถูกออกแบบมาให้เลือกใช้กันอย่างหลากหลาย โดยรุ่นที่เหมาะสำหรับนำมาฉีดคาง ได้แก่
- Belotero Intense เป็นฟิลเลอร์เนื้อแข็ง มีความยืดหยุ่น และคงตัวสูง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเติมเต็มร่องลึกมาก ๆ ซึ่งสามารถคงอยู่ได้นานถึง 18 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเอง
- Belotero Volume เป็นฟิลเลอร์เนื้อแน่น มีความยืดหยุ่น และคงตัวสูง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับโครงสร้างใบหน้า และสามารถฉีดเสริมชั้นกระดูกได้ดี ซึ่งสามารถคงอยู่ได้นานถึง 18 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเอง
ฉีดคางยี่ห้อ Definisse
Definisse เป็นฟิลเลอร์จากประเทศอิตาลีที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ซึ่งมีการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ชื่อว่า XTR™ โดยผสาน HA ให้กลายเป็นร่างแห เพื่อช่วยเรื่องการยกพยุงผิว และปรับปรุงโครงสร้างใบหน้าอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันฟิลเลอร์ Definisse ถูกออกแบบมาให้เลือกใช้กันอย่างหลากหลาย โดยรุ่นที่เหมาะสำหรับนำมาฉีดคาง ได้แก่
- Definisse Core เป็นฟิลเลอร์เนื้อแข็ง มีความหนาแน่น และคงตัวสูง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับปรับรูปหน้า และสามารถฉีดเสริมชั้นกระดูกได้ดี ซึ่งสามารถคงอยู่ได้นานถึง 18 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเอง
ฉีดคางยี่ห้อ Ultra V Hyal Filler
Ultra V Hyal Filler เป็นฟิลเลอร์จากประเทศเกาหลีที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ซึ่งมีการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ชื่อว่า R Square โดยการผสมผสาน Monophasic และ Biphasic เข้าด้วยกัน ทำให้ได้ฟิลเลอร์ที่มีลักษณะแบบ Multi-Layered ที่มีความทนทาน และสามารถคงอยู่ได้ยาวนาน ซึ่งในปัจจุบันฟิลเลอร์ Ultra V Hyal Filler ถูกออกแบบมาให้เลือกใช้กันอย่างหลากหลาย โดยรุ่นที่เหมาะสำหรับนำมาฉีดคาง ได้แก่
- Ultra V Hyal Hard เป็นฟิลเลอร์เนื้อแข็ง มีความหนาแน่น และคงตัวสูง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับปรับรูปหน้า และเติมเต็มผิวชั้นลึก ซึ่งสามารถคงอยู่ได้นานถึง 16 – 24 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเอง

ฉีดคาง ดีอย่างไร?
- แก้ปัญหาคางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การฉีดคาง สามารถแก้ปัญหาคางสั้น คางตัด คางบุ๋ม คางถอย คางเบี้ยว และคางไม่เท่ากันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ใบหน้าโดยรวมมีสัดส่วนที่สมดุล และดูมีมิติมากขึ้น
- เห็นผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว
การฉีดคาง สามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด โดยหลังฉีดอาจมีอาการบวม ปวดตึง และฟกช้ำเล็กน้อยในช่วงแรก ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ ดีขึ้นเองภายใน 1 – 2 สัปดาห์ และสามารถเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้ภายใน 2 – 4 สัปดาห์หลังฉีด
- ให้ผลลัพธ์คงอยู่ยาวนาน
การฉีดคาง สามารถให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานประมาณ 6 – 18 เดือนหลังฉีด ขึ้นอยู่กับยี่ห้อฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ สภาพผิว และการดูแลตัวเองหลังฉีด
- ผลลัพธ์แลดูเป็นธรรมชาติ
การฉีดคาง สามารถเห็นผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติ ทำให้ใบหน้าดูเรียวเล็ก และมีสัดส่วนที่สมดุลมากขึ้น โดยไม่แข็งทื่อ ไม่ดูหลอกตา และไม่ดูโป๊ะ
- ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้นนาน
การฉีดคาง เป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด และไม่ต้องพักฟื้นนาน หลังฉีดเสร็จสามารถปฏิบัติตัวได้ตามปกติ แต่ในช่วงแรกแพทย์มักจะแนะนำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสในบริเวณที่ฉีด งดโดนความร้อน งดโดนแสงแดด งดการออกกำลังกายหนัก รวมถึงงดการสูบบุหรี่ และงดการดื่มแอลกอฮอล์
- ใช้เวลาในการฉีดไม่นาน
การฉีดคาง เป็นหัตถการที่มีความสะดวกสบาย และรวดเร็ว เนื่องจากใช้เวลาในการฉีดไม่นานประมาณ 15 – 30 นาที ขึ้นอยู่กับเทคนิคของแพทย์ และปัญหาของแต่ละบุคคล
ฉีดคาง ไม่เหมาะกับใคร?
- ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาคางผิดรูปจากโครงสร้างกระดูกอย่างรุนแรง
- ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการอักเสบ ติดเชื้อ หรือมีบาดแผลในบริเวณคาง
- ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบในฟิลเลอร์ หรือแพ้สาร Hyaluronic Acid (HA)
- ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงของการตั้งครรภ์ และกำลังให้นมบุตร
- ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่รับประทานยากลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือด
- ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเลือดไหลออกง่าย
- ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคแพ้ภูมิตัวเอง
- ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้ผลลัพธ์คงอยู่ถาวร
คำแนะนำ ก่อนฉีดคางควรเข้ารับการปรึกษาแพทย์อย่างละเอียด และแจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบอย่างครบถ้วน ทั้งประวัติโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ ประวัติการทำหัตถการ และยาที่กำลังรับประทานอยู่
ฉีดคาง กับ ศัลยกรรมเสริมคาง ต่างกันอย่างไร?
การแก้ปัญหาคางสามารถทำได้อยู่ 2 วิธี ได้แก่ การฉีดคาง และศัลยกรรมเสริมคาง ซึ่งทั้ง 2 วิธีมีความแตกต่างกัน ดังนี้
- ฉีดคาง
การฉีดคาง เป็นการใช้ฟิลเลอร์ประเภท Hyaluronic Acid (HA) ฉีดเข้าไปยังบริเวณคาง เพื่อปรับรูปทรงคางให้มีสัดส่วนที่สมดุล และเพิ่มปริมาตรให้คางดูเรียวยาวมากขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าโดยรวมดูละมุน กรอบหน้าคมชัด และดูมีมิติมากขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัด และไม่ต้องพักฟื้นนาน ซึ่งการฉีดคางจะได้ผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติ และคงอยู่ยาวนานประมาณ 6 – 18 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ สภาพผิว และการดูแลตัวเองหลังฉีด โดยจะเหมาะผู้ที่มีปัญหาคางสั้น คางตัด คางบุ๋ม คางถอย คางเบี้ยว และคางไม่เท่ากัน
- ศัลยกรรมเสริมคาง
การศัลยกรรมเสริมคาง เป็นการผ่าตัดโดยใช้ซิลิโคนเสริมเข้าไปยังใต้เยื่อหุ้มกระดูกบริเวณคาง เพื่อปรับรูปทรงคางให้มีสัดส่วนที่สมดุล ดูเรียวยาว และรับกับใบหน้ามากขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าโดยรวมดูมีมิติ และกรอบหน้าคมชัด ซึ่งหลังทำอาจมีแผลในบริเวณที่ผ่าตัด และมีอาการบวมช้ำมากกว่าการฉีดคาง จึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการพักฟื้นนาน และต้องดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียง หรือภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะคงอยู่ถาวร โดยจะเห็นผลลัพธ์ที่เต็มที่ภายใน 1 – 3 เดือนหลังทำ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาคางอย่างรุนแรง ต้องการปรับรูปทรงคางอย่างชัดเจน และต้องการผลลัพธ์ในระยะยาว
ลักษณะคางที่ดี เป็นแบบไหน?
ตามหลักความเชื่อทางโหราศาสตร์จีน ลักษณะคางที่ดีที่ช่วยส่งเสริมด้านความรัก ความสัมพันธ์ วาสนา โชคลาภ และบริวารที่ดี มีลักษณะดังนี้
- คางกลมมนสวยงาม
- คางไม่แหลมจนเกินไป
- มีเนื้อส่วนปลายคางค่อนข้างเยอะ
- ผิวบริเวณคางมีความเรียบเนียน
- ปลายคางยื่นออกมาเล็กน้อย ดูรับกับใบหน้า
ฉีดคาง ใช้ฟิลเลอร์กี่ CC?
โดยปกติแล้วปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ในการฉีดคางจะเริ่มต้นอยู่ที่ 1 CC แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ และปัญหาคางเดิมของแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้
- ปัญหาคางเล็กน้อย
ในกรณีสำหรับผู้ที่มีปัญหาคางไม่มาก และต้องการปรับรูปทรงคางเล็กน้อย แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ฟิลเลอร์ประมาณ 1 CC ก็เพียงพอ สำหรับการเติมเต็มคางให้ได้สัดส่วนที่สมดุล และเพิ่มความละมุนให้กับใบหน้าอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ
- ปัญหาคางสั้นมาก หรือคางตัดชัดเจน
ในกรณีสำหรับผู้ที่มีปัญหาคางมาก เช่น คางสั้นมาก คางตัดชัดเจน หรือคางถอยเยอะ แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ฟิลเลอร์ประมาณ 1.5 – 2 CC เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้น
- ปัญหาคางเบี้ยว หรือคางไม่เท่ากันอย่างรุนแรง
ในกรณีสำหรับผู้ที่มีปัญหาใบหน้ากลมมาก คางเบี้ยว หรือคางไม่เท่ากันอย่างรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ฟิลเลอร์มากกว่า 2 CC เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่สวยงาม และชัดเจนมากขึ้น
ฉีดคาง อยู่ได้นานไหม?
โดยปกติแล้วการฉีดคาง จะใช้ฟิลเลอร์เนื้อแข็งที่มีความหนาแน่น และคงตัวสูงในการฉีด ซึ่งสามารถคงอยู่ได้นานเฉลี่ยประมาณ 6 – 18 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อที่ใช้ สภาพผิว และการดูแลตัวเองหลังฉีด อีกทั้งบริเวณคางยังเป็นจุดที่มีการขยับน้อยกว่าบริเวณอื่น ๆ เช่น ริมฝีปาก ใต้ตา หรือร่องแก้ม จึงทำให้ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้นานกว่า
การฉีดคาง ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับการแก้ปัญหาคางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นคางสั้น คางตัด คางบุ๋ม คางถอย คางเบี้ยว และคางไม่เท่ากัน ซึ่งสามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ทำให้ใบหน้าโดยรวมมีสัดส่วนที่สมดุล ดูมีมิติ และกรอบหน้าคมชัดมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องผ่าตัด และไม่ต้องพักฟื้นนาน ดังนั้นสำหรับใครที่กำลังประสบปัญหาคางอยู่ สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ได้แล้ววันนี้ที่ รมย์รวินท์คลินิก ทุกสาขา เพื่อให้ประเมินปัญหาคางที่ต้องการแก้ไข พร้อมวางแผนการรักษา และคำนวณปริมาณฟิลเลอร์ที่ควรใช้อย่างเหมาะสม ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้แลดูเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง
*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

