โยโย่เอฟเฟกต์ คืออะไร? รู้ทันภัยเงียบของการลดน้ำหนักผิดวิธี

โยโย่เอฟเฟกต์ คืออะไร

ลดน้ำหนักแล้ว แต่น้ำหนักกลับดีดขึ้นมาอีก แถมยังมากกว่าเดิม อาจหมายถึง การลดน้ำหนักผิดวิธี ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า โยโย่เอฟเฟกต์ ซึ่งโยโย่เอฟเฟกต์ ถือเป็นภัยเงียบของการลดน้ำหนักผิดวิธี ที่ส่งผลต่อทั้งรูปร่าง ระบบเผาผลาญ สุขภาพในระยะยาว และความมั่นใจ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าโยโย่เอฟเฟกต์คืออะไร เกิดจากสาเหตุใด มีสัญญาณเตือนอย่างไร และลดน้ำหนักอย่างไร ให้ไม่โยโย่

 

ลดน้ำหนักผิดวิธี คืออะไร
ลดน้ำหนักผิดวิธี คืออะไร

 

ลดน้ำหนักผิดวิธี คืออะไร

การลดน้ำหนักผิดวิธี คือ แนวทางลดน้ำหนักที่ทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงแรก โดยไม่คำนึงถึงร่างกายหรือปัญหาสุขภาพที่จะตามมา ซึ่งมักจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ทั้งยังส่งผลเสียต่อระบบเผาผลาญ สุขภาพ และทำให้น้ำหนักดีดกลับมากกว่าเดิม หรือโยโย่นั่นเอง ซึ่งลักษณะของการลดน้ำหนักผิดวิธี เช่น อดอาหาร กินน้อยเกินไป หักโหมออกกำลังกาย นอนดึก และกินยาลดน้ำหนัก

 

ผลเสียของการลดน้ำหนักผิดวิธี

การลดน้ำหนักผิดวิธี แม้จะทำให้น้ำหนักลดลงได้อย่างรวดเร็วในช่วงแรก แต่มักจะมีผลกระทบหรือผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวตามมา โดยผลเสียที่พบบ่อย ได้แก่

  • น้ำหนักขึ้นง่ายกว่าเดิม

การลดน้ำหนักผิดวิธีอาจส่งผลให้น้ำหนักขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม เนื่องจากร่างกายเคยถูกจำกัดการใช้พลังงานอย่างรุนแรง ทำให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายอยู่ในโหมดประหยัดพลังงาน และส่งผลให้น้ำหนักขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม แม้จะกินในปริมาณเท่าเดิมหรือน้อยลง

  • ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง

ระบบเผาผลาญ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดไขมันสะสมในร่างกาย หากระบบเผาผลาญพังอาจส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของไขมันได้ ซึ่งการอดอาหารหรือการลดน้ำหนักผิดวิธี สามารถทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ช้าลง ส่งผลให้ร่างกายใช้พลังงานน้อยลงในชีวิตประจำวัน และลดน้ำหนักได้ยากขึ้น

  • เสี่ยงเกิดโยโย่เอฟเฟกต์

น้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วจากการลดน้ำหนักผิดวิธี มักจะเสี่ยงต่อการเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ หรือน้ำหนักกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจมีโอกาสที่น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนลด

  • รู้สึกหิวง่าย อ่อนเพลีย และควบคุมการกินได้ยาก

การลดน้ำหนักผิดวิธีอาจทำให้ร่างกายรู้สึกขาดพลังงานและสารอาหาร ทำให้ฮอร์โมนที่ควบคุมความหิวและความอิ่มเกิดความเสียสมดุล ส่งผลให้รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า หิวง่าย และทานอาหารในปริมาณที่มากกว่าปกติ

  • ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว

หากลดน้ำหนักผิดวิธีต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน อาจกระทบต่อสุขภาพร่างกายโดยรวม เช่น ความสมดุลของฮอร์โมน หรือระบบเผาผลาญ ทำให้การลดน้ำหนักในครั้งต่อไปยากขึ้น 

 

ลดน้ำหนักผิดวิธี คืออะไร
ลดน้ำหนักผิดวิธี คืออะไร

 

โยโย่เอฟเฟกต์ คืออะไร?

โยโย่เอฟเฟกต์ (Yo-Yo Effect) คือ ภาวะที่ร่างกายมีน้ำหนักขึ้นลงซ้ำ ๆ โดยน้ำหนักตัวจะลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงแรก และน้ำหนักกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา และในหลายกรณีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมา อาจเพิ่มมากกว่าก่อนเริ่มลดน้ำหนัก โดยภาวะนี้มักพบในผู้ที่ลดน้ำหนักผิดวิธีหรือลดในวิธีที่ไม่เหมาะสม เช่น การกินน้อยมาก การอดอาหารอย่างรุนแรง หรือการใช้ยาลดน้ำหนัก 

โยโย่เอฟเฟกต์ นอกจากจะส่งผลต่อรูปร่างแล้วยังส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น 

  • โยโย่เอฟเฟกต์ทำให้ระบบเผาผลาญพัง เนื่องจากร่างกายปรับตัวเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน ทำให้เผาผลาญได้น้อยลง 
  • โยโย่เอฟเฟกต์ทำให้ฮอร์โมนแปรปรวน โดยเฉพาะฮอร์โมนความและความหิว จากการทำร่างกายเกิดความเครียด จึงทำให้หิวโหยและอยากอาหารมากขึ้น 
  • โยโย่เอฟเฟกต์ทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ เนื่องจากการลดน้ำหนักแบบผิดวิธีทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กล้ามเนื้อลดลง และระบบเผาผลาญทำงานได้แย่ลง 

 

โยโย่เอฟเฟกต์ เกิดขึ้นกับใครบ้าง

โยโย่เอฟเฟกต์สามารถเกิดขึ้นได้กับหลายคน โดยเฉพาะในกลุ่มที่ลดน้ำหนักเร็วเกินไป หรือลดน้ำหนักแบบผิดวิธี เพราะทำให้ระบบเผาผลาญพัง และฮอร์โมนแปรปรวน ส่งผลให้น้ำหนักขึ้นลงอย่างและอาจกลับมาน้ำหนักเยอะกว่าเดิม ซึ่งกลุ่มที่มีความเสี่ยงเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ มีดังต่อไปนี้

  • โยโย่เอฟเฟกต์เกิดได้กับผู้ที่ลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน หรือลดน้ำหนักแบบผิดวิธี

ที่มักจะใช้วิธีลดน้ำหนักอย่างเคร่งครัด เช่น อดอาหาร หรือการจำกัดแคลอรีมากเกินไป ทำให้ร่างกายไม่ได้รับพลังงานเพียงพอ จะส่งผลให้น้ำหนักลดเร็วในช่วงแรก แต่ดีดกลับมาเพิ่มสูงขึ้นได้ แม้จะเป็นผู้ที่มีรูปร่างผอมหรือไม่ได้มีน้ำหนักเกิน แต่หากลดน้ำหนักผิดวิธี ก็มีโอกาสเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ได้เช่นกัน

  • โยโย่เอฟเฟกต์เกิดได้กับผู้ที่อดอาหารหรือคุมอาหารอย่างหนัก

การกินน้อยกว่าความต้องการของร่างกายมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานส่งผลให้ระบบเผาผลาญชะลอตัว และทำงานได้ช้าลง ทำให้เมื่อกลับมากินตามปกติ น้ำหนักจึงเพิ่มขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม

  • โยโย่เอฟเฟกต์เกิดได้กับผู้ที่ใช้ยาลดน้ำหนักหรือสูตรลดน้ำหนักระยะสั้น

การเลือกใช้ตัวช่วย เช่น ยาลดน้ำหนัก หรือสูตรลดน้ำหนักระยะสั้นที่ไม่เหมาะกับร่างกาย อาจจะเห็นผลลัพธ์การลดน้ำหนักที่เร็ว เพราะน้ำหนักลดลงชั่วคราว แต่เมื่อหยุดใช้ น้ำหนักก็มักกลับมาเพิ่ม และเสี่ยงต่อการเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ได้ง่าย

  • โยโย่เอฟเฟกต์เกิดได้กับผู้ที่ไม่ปรับพฤติกรรมในระยะยาว

การลดน้ำหนักให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและมีสุขภาพดีควรปรับพฤติกรรมในระยะยาว แต่การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วอาจไม่ได้ปรับพฤติกรรมในระยะยาว เช่น การหยุดควบคุมอาหาร หรือหยุดออกกำลังกายทันทีหลังน้ำหนักลด อาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ทำให้เกิดโยโย่เอฟเฟกต์ น้ำหนักจึงกลับมาเพิ่มได้ง่าย

  • โยโย่เอฟเฟกต์เกิดได้กับผู้ที่ลดน้ำหนักซ้ำ ๆ หลายครั้ง

การลดน้ำหนักผิดวิธีด้วยการอดอาหาร หรือใช้ยาลดน้ำหนักบ่อย ๆ และน้ำหนักกลับมาขึ้นอีกซ้ำ ๆ จะทำให้ร่างกายจดจำภาวะขาดพลังงาน ส่งผลให้เกิดการสะสมไขมันได้ง่ายมากขึ้นจากการโยโย่ และลดน้ำหนักได้ยากขึ้นในครั้งต่อไป

 

โยโย่เอฟเฟกต์ เกิดจากอะไร

โยโย่เอฟเฟกต์ สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะการลดน้ำหนักแบบผิดวิธีที่ไม่สมดุลกับการทำงานของร่างกาย เช่น การเร่งลดน้ำหนักในระยะเวลาสั้น ๆ หรือการควบคุมอาหารที่เข้มงวดเกินไป ทำให้ร่างกายรู้สึกว่าได้รับพลังงานไม่เพียงพอ และปรับตัวโดยการลดการใช้พลังงาน และเพิ่มการสะสมไขมันมากขึ้น ทำให้เมื่อน้ำหนักลงในช่วงแรก และเมื่อกลับมากินอาหารตามปกติ น้ำหนักจึงดีดเพิ่มขึ้นได้ง่าย ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำหนักขึ้นลงซ้ำ ๆ หรือโยโย่เอฟเฟกต์นั่นเอง

  • โยโย่เอฟเฟกต์เกิดจากลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน 

การลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน เช่น การอดอาหาร การกินน้อยมาก หรือการใช้สูตรลดน้ำหนักระยะสั้น ที่ทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงแรก ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ร่างกายเกิดการสูญเสียน้ำและมวลกล้ามเนื้อไปมากกว่าไขมัน ดังนั้น เมื่อกลับมากินตามปกติจึงทำให้ร่างกายสะสมไขมันอย่างรวดเร็ว เพื่อทดแทนพลังงานที่ขาดไป ส่งผลให้น้ำหนักกลับมาเพิ่มขึ้นและเกิดโยโย่เอฟเฟกต์

  • โยโย่เอฟเฟกต์เกิดจากระบบเผาผลาญพัง 

ระบบเผาผลาญพัง มีความเกี่ยวข้องกับโยโย่เอฟเฟกต์หรือไม่ ? การลดน้ำหนักแบบผิดวิธีจะทำให้ร่างกายลดอัตราการเผาผลาญพลังงานลง หรือกระบวนการ Metabolic Adaptation ทั้งยังทำให้มวลกล้ามเนื้อบางส่วนหายไป ส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้น้อยลง และมีไขมันสะสมที่เพิ่มมากขึ้น  ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ระบบเผาผลาญพังจึงมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับโยโย่เอฟเฟกต์

  • โยโย่เอฟเฟกต์เกิดจากการคุมอาหารผิดวิธี 

โยโย่เอฟเฟกต์ มักเกิดจากการคุมอาหารที่ผิดวิธี เช่น การกินน้อยมาก การงดแป้ง งดไขมัน  หรือการเลือกกินซ้ำ ๆ ไม่หลากหลาย อาจทำให้ร่างกายขาดสมดุลและส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ทำให้เมื่อเลิกคุมอาหารร่างกายจะตอบสนองต่อความหิวมากขึ้น และมีแนวโน้มที่น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมและเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ตามมา

  • โยโย่เอฟเฟกต์เกิดจากฮอร์โมนความหิวและการควบคุมความอยากอาหาร

เมื่อร่างกายเกิดการสูญเสียน้ำหนักอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสมดุลของฮอร์โมนบางชนิด เช่น ฮอร์โมนเลปติน (Leptin)  หรือฮอร์โมนความอิ่มผลิตลดลง และฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) หรือฮอร์โมนความหิวผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกหิวง่าย อยากอาหารมากขึ้น หรือเกิดอาการโหยที่ทำให้ควบคุมการกินได้ยาก ส่งผลให้น้ำหนักกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

โยโย่เอฟเฟกต์ มีอาการอย่างไร?
โยโย่เอฟเฟกต์ มีอาการอย่างไร?

 

โยโย่เอฟเฟกต์ มีอาการอย่างไร? 

ภาวะโยโย่เอฟเฟกต์ ไม่ได้เพียงส่งผลต่อรูปร่างเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อระบบภายในร่างกายอย่าง ระบบเผาผลาญ สมดุลฮอร์โมน และกล้ามเนื้อ ภาวะโยโย่เอฟเฟกต์อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • น้ำหนักขึ้นง่ายและขึ้นเร็ว

แม้จะพยายามควบคุมอาการ หรือกินอาหารให้ปริมาณเท่าเดิม แต่น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม โดยเฉพาะหลังหยุดคุมอาหารแบบเข้มงวด เนื่องจากร่างกายเกิดโยโย่เอฟเฟกต์

  • น้ำหนักขึ้นลงซ้ำ ๆ

โยโย่เอฟเฟกต์มักจะมีอาการน้ำหนักลดลงได้ในช่วงสั้น ๆ และน้ำหนักดีดกลับในเวลาต่อมา และในบางคนอาจน้ำหนักเพิ่มมากกว่าก่อนลดน้ำหนัก ทำให้ควบคุมน้ำหนักได้ยากในระยะยาว

  • ไขมันสะสมมากขึ้น

เมื่อเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ร่างกายอาจมีการสะสมไขมันส่วนเกินเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง เอว ต้นแขน และต้นขา ทำให้สัดส่วนอาจมีการเปลี่ยนแปลง แม้น้ำหนักตัวจะเพิ่มไม่มาก

  • ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง

โยโย่เอฟเฟกต์ที่เกิดจากการลดน้ำหนักแบบเร่งด่วนและผิดวิธี อาจทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้ช้าลง ส่งผลให้ร่างกายใช้พลังงานได้น้อยลง ส่งผลให้เมื่อกลับมากินปกติน้ำหนักจะดีดเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว

  • รู้สึกหิวง่าย ควบคุมความอยากอาหารได้ยาก

โยโย่เอฟเฟกต์อาจทำให้เกิดความรู้สึกหิวง่าย หิวบ่อย กินจุบจิบมากขึ้น และควบคุมความอยากอาหารได้ยาก เนื่องจากฮอร์โมนควบคุมความหิวและความอิ่มเสียสมดุล ทำให้เกิดความอยากอาหารเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

เมื่อร่างกายเกิดโยโย่เอฟเฟกต์อาจทำให้รู้สึกไม่มีแรง เหนื่อยง่าย เนื่องจากร่างกายขาดพลังงานและสารอาหาร ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

 

โยโย่เอฟเฟกต์ อันตรายไหม

โยโย่เอฟเฟกต์ อันตรายต่อร่างกายไหม? ภาวะโยโย่เอฟเฟกต์อาจไม่ได้ส่งผลอันตรายร้ายแรงต่อร่างกายได้ทันที แต่หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ อาจทำให้การควบคุมน้ำหนักในอนาคตยากมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น 

  • โยโย่เอฟเฟกต์ส่งผลต่อการสะสมไขมันที่เพิ่มมากขึ้น โดยร่างกายมีแนวโน้มสะสมพลังงานในรูปแบบไขมันมากกว่าก่อนเริ่มลดน้ำหนัก โดยเฉพาะไขมันบริเวณหน้าท้องและรอบอวัยวะภายใน ทำให้สัดส่วนรูปร่างมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น
  • โยโย่เอฟเฟกต์ส่งผลต่อระบบเผาผลาญทำงานช้าลงในระยะยาว เพราะการลดน้ำหนักแบบผิดวิธี และหากเกิดการโยโย่ซ้ำ ๆ จะทำให้ร่างกายใช้พลังงานน้อยลง ส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ง่าย
  • โยโย่เอฟเฟกต์ส่งผลต่อฮอร์โมนความหิวและความอิ่ม เพราะฮอร์โมนเสียสมดุลจึงอาจทำให้รู้สึกหิวง่าย กินมากขึ้น และควบคุมความยากอาหารได้ยากขึ้น ส่งผลให้น้ำหนักกลับมาเพิ่มได้ง่ายหรือเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

 

เช็กอย่างไรว่ามีอาการโยโย่เอฟเฟกต์ ?

โยโย่เอฟเฟกต์อาจไม่ได้สังเกตได้จากตัวเลขน้ำหนักเพียงอย่างเดียว แต่สามารถประเมินได้จากพฤติกรรมการกิน การเปลี่ยนแปลงของสัดส่วน และสัญญาณเตือนของร่างกาย ซึ่งวิธีเช็กว่าร่างกายมีโยโย่เอฟเฟกต์หรือไม่ มีดังนี้

  • น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว 

น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด แม้จะกินในปริมาณเท่าเดิม อาจเกิดจากระบบเผาผลาญทำงานได้ช้าลง เนื่องจากการอดอาหารหรือกินไม่เพียงพอ เป็นอีกหนึ่งของสัญญาณโยโย่เอฟเฟกต์

  • เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้น

ปริมาณไขมันในร่างกาย สามารถตรวจวัดได้จากเครื่องชั่งน้ำหนักที่มีฟังก์ชันวัดเปอร์เซ็นต์ไขมัน หรือเครื่องมือเฉพาะทาง หากพบว่าร่างกายมีเปอร์เซ็นต์ไขมันเพิ่มขึ้นผิดปกติ แต่น้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้น อาจเป็นสัญญาณของโยโย่เอฟเฟกต์ เนื่องจากร่างกายสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและสะสมไขมันทดแทน

  • มวลกล้ามเนื้อลดลง

หากพบว่าร่างกายมีมวลกล้ามเนื้อลดลงอย่างชัดเจน และมีไขมันเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน อาจเกิดได้จากการลดน้ำหนักแบบผิดวิธี ส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้น้อยลง ซึ่งความเสี่ยงของภาวะโยโย่เอฟเฟกต์

  • รู้สึกอยากอาหารตลอดเวลา

หากรู้สึกว่าหิวบ่อย กินจุบจิบ หรือกินอาหารในปริมาณที่มากกว่าปกติ อาจเกิดจากฮอร์โมนความหิวและความอิ่มในร่างกายเกิดความไม่สมดุล ซึ่งเป็นหนึ่งในผลกระทบที่พบได้จากโยโย่เอฟเฟกต์

 

รวมวิธีลดน้ำหนักแบบผิด ๆ ที่เสี่ยงโยโย่เอฟเฟกต์
รวมวิธีลดน้ำหนักแบบผิด ๆ ที่เสี่ยงโยโย่เอฟเฟกต์

 

รวมวิธีลดน้ำหนักแบบผิด ๆ ที่เสี่ยงโยโย่เอฟเฟกต์

การลดความอ้วนที่เห็นผลเร็ว ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมเสมอไป หลายวิธีอาจทำให้น้ำหนักลดลงในช่วงสั้น ๆ แต่ส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว และเพิ่มความเสี่ยงของโยโย่เอฟเฟกต์ โดยตัวอย่างวิธีลดความอ้วนแบบผิด ๆ ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่

  • การอดอาหารเสี่ยงโยโย่เอฟเฟกต์

การอดอาหารหรือการควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด เป็นหนึ่งในวิธีการลดน้ำหนักแบบผิด ๆ ที่หลายคนมักทำ ซึ่งการลดน้ำหนักไม่จำเป็นต้องอดอาหาร แต่สามารถเลือกควบคุมแคลอรีให้เหมาะสมกับพลังงานในแต่ละวัน หรือเพิ่มกิจกรรมที่ช่วยเผาผลาญพลังงานในระดับที่ใกล้เคียงกัน เพื่อช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี

  • การเลือกกินเฉพาะตอนหิวเสี่ยงโยโย่เอฟเฟกต์

การปล่อยให้รู้สึกหิวมาก หรือกินอาหารไม่เป็นเวลา อาจกระตุ้นฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ที่ส่งผลให้ร่างกายเกิดความอยากอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง หรือส่งผลให้เกิดการโยโย่ได้

  • การเลือกกินเฉพาะผักและผลไม้เสี่ยงโยโย่เอฟเฟกต์

แม้ผักและผลไม้จะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากเลือกกินแค่ผักและผลไม้เท่านั้นในช่วงลดน้ำหนัก อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็น เช่น โปรตีน และไขมันดี ส่งผลให้เกิดความอ่อนเพลีย และเหนื่อยล้าง่าย 

  • การงดทานแป้งทุกชนิดเสี่ยงโยโย่เอฟเฟกต์

หลายคนอาจยังมีความเข้าใจผิดว่า หากต้องการลดน้ำหนักควรงดการทานอาหารจำพวกแป้ง แต่ความจริงแล้วนั้นไม่จำเป็นต้องงดแป้งทุกชนิด เพราะคาร์โบไฮเดรตถือเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย หากขาดไปอาจทำให้เกิดความอ่อนล้า วิงเวียนศีรษะ และส่งผลต่อระบบเผาผลาญในระยะยาว สามารถเลือกคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ขัดสีทดแทน เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต หรือธัญพืชต่าง ๆ ที่ช่วยให้อิ่มได้นานกว่า

  • การกินยาลดน้ำหนักเสี่ยงโยโย่เอฟเฟกต์

วิธีลดน้ำหนักแบบผิด ๆ ที่นิยมใช้และมักจะเกิดการโยโย่ตามมา คือ การใช้ยาลดน้ำหนักที่ไม่ได้มาตรฐาน เนื่องจากในปัจจุบันมียาลดน้ำหนักจำนวนมากที่มีส่วนผสมที่ไม่ได้มาตรฐานหรือเป็นอันตรายต่อร่างกาย ทั้งยังมักโฆษณาว่าสามารถลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว ทำให้หลาย ๆ คนต่างเลือกใช้วิธีนี้เป็นตัวช่วย แม้จะเห็นว่าน้ำหนักลดลงในช่วงแรก แต่เมื่อหยุดใช้น้ำหนักก็มักจะดีดกลับมามากกว่าเดิม หรือโยโย่เอฟเฟกต์นั่นเอง

 

วิธีป้องกันไม่ให้น้ำหนักโยโย่

หากต้องการการป้องกันไม่ให้น้ำหนักโยโย่ ควรเริ่มจากการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันให้สอดคล้องกับการทำงานของร่างกาย เพื่อให้ลดน้ำหนักได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ช่วยปรับสมดุลของร่างกายและช่วยลดโอกาสเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ในระยะยาว ซึ่งวิธีป้องกันไม่ให้น้ำหนักโยโย่ เช่น

  • ปรับพฤติกรรมการกินอย่างเหมาะสม ควรเลือกกินอาหารให้ครบทุกหมู่ ไม่อดอาหาร หรือกินอาหารน้อยกว่าปกติ เพื่อช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป ช่วยให้ร่างกายปรับตัว โดยไม่ทำให้เกิดภาวะขาดพลังงานอย่างรุนแรง ลดการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และช่วยปรับสมดุลระบบเผาผลาญ
  • การออกกำลังกายช่วยลดโอกาสโยโย่ จะช่วยสร้างและรักษามวลกล้ามเนื้อควบคู่กับการเผาผลาญพลังงาน ช่วยลดความเสี่ยงของการโยโย่
  • การดูแลระบบเผาผลาญในระยะยาว ควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยรักษากล้ามเนื้อ
  • ปรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และจัดการความเครียด

 

ลดน้ำหนักอย่างไร ไม่ให้โยโย่
ลดน้ำหนักอย่างไร ไม่ให้โยโย่

 

ลดน้ำหนักอย่างไร ไม่ให้โยโย่

การลดน้ำหนักที่เหมาะสม และไม่ทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว หรือลดการเกิดโอกาสโยโย่ ควรลดน้ำหนักพร้อมปรับสมดุลร่างกาย เพื่อช่วยให้น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ทำลายสุขภาพ และไม่เสี่ยงโยโย่เอฟเฟกต์ ซึ่งวิธีลดน้ำหนักโดยไม่ให้โยโย่ มีดังนี้

  • คุมแคลอรีให้เพียงพอ ไม่อดอาหาร

การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกายในปริมาณที่เหมาะสม ไม่กินในปริมาณที่มากเกินไป และไม่อดอาหาร หรือจำกัดแคลอรีมากเกินไป เพื่อให้ร่างกายสามารถรับพลังงานและสารอาหารที่จำเป็น และนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ และลดการเกิดโยโย่เอฟเฟกต์

  • เลือกอาหารที่หลากหลายและมีประโยชน์

เลือกกินอาหารที่มีความหลากหลาย มีโภชนาการครบถ้วน โดยไม่งดอาหารประเภทใดประเภทหนึ่ง เน้นการกินโปรตีน ผัก และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนในปริมาณที่เหมาะสม เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต และควรลดการกินอาหารมัน ทอด และแปรรูป เพื่อช่วยให้อิ่มได้นานขึ้น 

  • ลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป

การลดน้ำหนักอย่างเหมาะสม ไม่ทำให้เกิดโยโย่เอฟเฟกต์ และดีต่อสุขภาพ ควรลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ร่างกายมีเวลาปรับตัว  และลดการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้ตามปกติ

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

หากต้องการลดน้ำหนักโดยไม่ทำให้โยโย่ ควรออกกำลังกายควบคู่กับการเลือกกิน เพราะการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบเผาผลาญพลังงาน และเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถเผาผลาญพลังงานได้อย่างเต็มที่

  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

การพักผ่อนให้เพียงพอ และการจัดการความเครียดให้เหมาะสม จะช่วยควบคุมฮอร์โมนความหิวและความอิ่มให้สมดุลขึ้น เนื่องจากการนอนน้อยหรือความเครียด อาจทำให้เกิดความรู้สึกหิวได้ง่ายขึ้น และทำให้ควบคุมความหิวได้ยาก

  • ปรับพฤติกรรมให้ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

การลดน้ำหนักให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและไม่เสี่ยงต่อโยโย่เอฟเฟกต์ ควรปรับพฤติกรรมการให้สามารถใช้ได้ชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง โดยควรเลือกแนวทางการลดน้ำหนักที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เพื่อช่วยให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

  • ดูแลระบบเผาผลาญในระยะยาว

หากระบบเผาผลาญพังอาจส่งผลให้เกิดโยโย่เอฟเฟกต์ได้ง่าย ดังนั้นการดูแลระบบเผาผลาญในระยะยาว จึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ควรเน้นการกินอาหารให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เหมาะสม รวมถึงรักษามวลกล้ามเนื้อ เพื่อให้ร่างกายสามารถเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้การควบคุมน้ำหนักทำได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมลดโอกาสที่น้ำหนักจะกลับมาเพิ่มหรือโยโย่เอฟเฟกต์

 

ตัวช่วยดูแลไขมันสะสม ลดความเสี่ยงโยโย่เอฟเฟกต์

สำหรับผู้ที่เคยลดน้ำหนักแล้วเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ มักจะพบว่าไขมันสะสมสามารถกลับมาได้ง่าย หรือมักจะอยู่ในตำแหน่งเดิม ๆ เช่น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา หรือสะโพก ซึ่งล้วนเป็นไขมันดื้อที่ลดได้ยาก แม้ว่าจะควบคุมอาหารและออกกำลังกายร่วมด้วย ซึ่งในปัจจุบันจึงมีเทคโนโลยีที่ช่วยดูแลไขมันสะสมเฉพาะจุด ที่สามารถทำควบคู่กับการปรับพฤติกรรม เพื่อช่วยให้รูปร่างกระชับขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัด ดังนี้

  • Fit Shape Body

Fit Shape Body เป็นการลดไขมันสะสมด้วยเทคโนโลยีคลื่นความถี่วิทยุ CRMRF ที่ความถี่ 448 kHz ซึ่งเป็นความถี่ที่ช่วยลดไขมันสะสมเฉพาะจุด ฟื้นฟูเนื้อเยื่อชั้นลึก กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใต้ชั้นผิว เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันดื้อลดได้ยากจากโยโย่เอฟเฟกต์ และผู้ที่ต้องการดูแลรูปร่างพร้อมดูแลสุขภาพโดยรวม โดยไม่ต้องผ่าตัด และใช้เวลาพักฟื้นน้อย

  • Duo Slim Max

Duo Slim Max เป็นการผสานพลังงาน Monopolar RF ร่วมกับ Continuous Ultrasound ที่ช่วยลดไขมันสะสมเฉพาะจุด พร้อมกระตุ้นคอลลาเจนและอิลาสตินใต้ผิว ช่วยกระชับผิวให้เรียบเนียน ลดปัญหาเซลลูไลท์ ที่มักจะพบในผู้ที่มีน้ำหนักขึ้นลงบ่อยจากโยโย่เอฟเฟกต์

  • Body Firm

Body Firm เป็นเทคโนโลยีที่ใช้พลังงาน HIFEM ที่ทำหน้าที่กระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อ ช่วยเสริมความแข็งและลดไขมันสะสมไปพร้อมกัน เหมาะกับผู้ที่ต้องการกระชับสัดส่วน ฟื้นฟูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแต่มีข้อจำกัดในการออกกำลังกาย และผู้ที่มีไขมันบริเวณหน้าท้องจากโยโย่เอฟเฟกต์ 

 

โยโย่เอฟเฟกต์ เป็นปัญหาที่คนลดน้ำหนักสามารถพบได้ โดยเฉพาะผู้ที่ลดน้ำหนักแบบผิดวิธี ซึ่งโยโย่เอฟเฟกต์สามารถป้องกันได้ หากทำความเข้าใจถึงสาเหตุ และรู้จักการลดน้ำหนักที่เหมาะสมกับร่างกาย โดยการลดน้ำหนักไม่จำเป็นต้องเร่งลดน้ำหนัก แต่ควรปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตให้สมดุลโดยเน้นความสม่ำเสมอและการดูแลในระยะยาว เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับตัวได้ และลดความเสี่ยงโยโย่เอฟเฟกต์