GLP-1 ฮอร์โมนควบคุมความหิว คืออะไร? ทางเลือกใหม่ดูแลหุ่นและสุขภาพไปพร้อมกัน

GLP-1 คืออะไร?

GLP-1 หรือฮอร์โมนควบคุมความหิว อาจจะเป็นชื่อที่หลายคนต่างคุ้นหู เนื่องจากกำลังได้รับความสนใจอย่างเป็นวงกว้างในวงการสุขภาพ เพราะฮอร์โมน GLP-1 ไม่ได้มีบทบาทเพียงช่วยทำให้รู้สึกอิ่มนาน แต่ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และปัจจุบันได้มีการพัฒนาเปปไทด์ที่มีความใกล้เคียงมาเป็นตัวช่วยในการดูแลรูปร่างและสุขภาพ ทำความรู้จักกับ GLP-1 ฮอร์โมนควบคุมความหิว ทางเลือกใหม่ดูแลหุ่นและสุขภาพไปพร้อมกัน 

 

GLP-1 คืออะไร ?
GLP-1 คืออะไร ?

 

GLP-1 คืออะไร ?

GLP-1 (Glucagon-Like Peptide-1) หรือที่รู้จักกันว่า “ฮอร์โมนควบคุมความหิว” เป็นฮอร์โมนชนิดเปปไทด์ที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความอยากอาหาร ความอิ่ม และดูแลระดับน้ำตาลในเลือด โดย GLP-1 ถูกสร้างจาก L-cells ที่อยู่บริเวณเยื่อบุลำไส้เล็กส่วนปลายและลำไส้ใหญ่บางส่วน L-cells จะทำการหลั่ง GLP-1 ออกมาหลังจากรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ซึ่งหน้าที่หลักของ GLP-1 จะช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน เพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือก พร้อมส่งสัญญาณไปยังสมองให้รู้สึกอิ่ม และช่วยลดความอยากอาหารได้

อย่างไรก็ตาม GLP-1 มีอายุสั้นมากในร่างกาย เมื่อหลั่งออกมาแล้วสามารถอยู่ในร่างกายได้เพียงไม่กี่นาที เนื่องจากถูกย่อยสลายอย่างรวดเร็วโดยเอนไซม์ DPP-4 (Dipeptidyl Peptidase-4) ทำให้มีปริมาณเพียง 10–15% เท่านั้น ที่สามารถเข้าสู่กระแสเลือดและออกฤทธิ์ที่อวัยวะต่าง ๆ ได้จริง

 

GLP-1 มีหน้าที่และทำงานอย่างไร ?

ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

  • ฮอร์โมน GLP-1 ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน เมื่อหลังรับประทานอาหารระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มสูงขึ้น GLP-1 จะทำการกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมา เพื่อนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงาน และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
  • ฮอร์โมน GLP-1 ช่วยลดการหลั่งกลูคากอน จึงช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มสูงเกินไป

ลดความอยากอาหารและรู้สึกอิ่ม

  • ฮอร์โมน GLP-1 สามารถช่วยชะลอการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารอยู่ในกระเพาะได้นานมากขึ้น จึงส่งผลให้รู้สึกอิ่มได้นานขึ้น และรับประทานอาหารได้น้อยลง
  • ฮอร์โมน GLP-1 จะทำการออกฤทธิ์ที่สมองส่วนควบคุมความหิวและความอิ่ม ทำให้รู้สึกอิ่มได้ไว และช่วยทำให้ลดความอยากอาหารลง

ดูแลสุขภาพ

  • ฮอร์โมน GLP-1 สามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำเกินไป (hypoglycemia) ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2
  • ฮอร์โมน GLP-1 จะช่วยลดความอยากอาหาร ลดการสะสมของไขมัน ทำให้สามารถช่วยสนับสนุนการควบคุมน้ำหนักได้
  • ฮอร์โมน GLP-1 อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและช่วยลดภาวะไขมันพอกตับในระยะเริ่มต้นได้

 

GLP-1 มีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร ?
GLP-1 มีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร ?

 

GLP-1 มีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร ?

GLP-1 เป็นฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด พร้อมช่วยลดความอยากอาหาร โดย GLP-1 จะหลั่งเมื่อรับประทานอาหาร และออกฤทธิ์กับกลไกทางร่างกายหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็น

  • สมอง GLP-1 จะส่งสัญญาณไปยังสมองที่มีส่วนช่วยควบคุมความหิว ให้ร่างกายรู้สึกอิ่ม และช่วยลดความอยากอาหาร
  • ตับอ่อน เมื่อรับประทานอาหารหรือมีน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่ร่างกาย GLP-1 จะกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน และลดการหลั่งกลูคากอนที่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ
  • กระเพาะอาหาร GLP-1 จะช่วยชะลอการบีบตัวของกระเพาะอาหารและชะลอการหลั่งน้ำย่อย ทำให้อาหารอยู่ท้องนานขึ้น รู้สึกอิ่มนานขึ้น ส่งผลให้รับประทานอาหารได้น้อยลง
  • ตับ GLP-1 จะออกฤทธิ์กับตับโดยลดการสร้างน้ำตาลกลูโคสใหม่ (gluconeogenesis) จากตับโดยตรง และยังช่วยเพิ่มการเก็บสะสมน้ำตาลกลูโคส จึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้

นอกจากนี้ยังมี GLP-1 ยังมีการออกฤทธิ์กับอวัยวะอื่น ๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น กล้ามเนื้อลาย หรือ กล้ามเนื้อหัวใจและเซลล์ไขมัน ที่จะช่วยจัดการระบบเผาผลาญให้ทำงานได้ดีขึ้น

 

GLP-1 ทำงานกับฮอร์โมนอะไรบ้าง

ฮอร์โมน GLP-1 จะทำงานร่วมกับฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) และกลูคากอน (Glucagon) เป็นหลัก เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ดังนี้

  • อินซูลิน (Insulin)

อินซูลิน (Insulin) คือ ฮอร์โมนที่ผลิตโดยตับอ่อน มีหน้าที่นำน้ำตาลจากเลือดกับเก็บไว้ที่เซลล์ต่าง ๆ ภายในร่างกาย จึงช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง โดย GLP-1 จะไปกระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งฮอร์โมนอินซูลินเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้

  • กลูคากอน (Glucagon) 

กลูคากอน (Glucagon) คือ ฮอร์โมนที่ผลิตโดยตับอ่อนมีหน้าที่ตรงกันข้ามกับอินซูลิน ซึ่งกลูคากอนจะช่วยกระตุ้นให้ตับสร้างกลูโคสเพิ่มขึ้น หรือช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด โดย GLP-1 จะไปยับยั้งการหลั่งกลูคากอนจึงช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้

 

GLP-1 กับการดูแลสุขภาพ
GLP-1 กับการดูแลสุขภาพ

 

GLP-1 กับการดูแลสุขภาพ 

  • GLP-1 กับโรคไขมันพอกตับ

โรคไขมันพอกตับ (Non-Alcoholic Fatty Liver Disease: NAFLD) คือ ภาวะที่มีไขมันสะสมในตับมากกว่า 5% ทำให้ตับทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เกิดตับอักเสบ ตับแข็ง ไปจนถึงมะเร็งตับได้ ซึ่งสามารถเกิดได้จากทั้งการดื่มแอลกอฮอล์ หรือภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน โรคเบาหวาน และไขมันในเลือดสูง โดย GLP-1 สามารถช่วยลดการสะสมของไขมันในร่างกายและตับ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดภาวะการดื้ออินซูลิน รวมถึงช่วยลดการอักเสบในตับบรรเทาภาวะไขมันพอกตับได้ 

  • GLP-1 กับโรคเบาหวาน

GLP-1 มีหน้าที่สำคัญในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด จึงสามารถช่วยรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ เนื่องจากมีกลไกการออกฤทธิ์ต่ออวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน และลดการหลั่งกลูคาคอน รวมถึงช่วยลดการสะสมและเพิ่มการดูดซึมกลูโคสเข้าสู่กล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มได้ไวและนานขึ้น จึงส่งผลดีต่อการควบคุมน้ำหนักและการปรับพฤติกรรมการกิน

  • GLP-1 กับการคุมน้ำหนัก

GLP-1 เป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมความอยากอาหารและความอิ่ม โดยช่วยชะลอการเคลื่อนที่ของอาหารออกจากกระเพาะอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้นและรับประทานอาหารได้น้อยลง นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และสนับสนุนการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้เหมาะสมมากขึ้น

 

GLP-1 ช่วยเสริมการคุมน้ำหนักร่วมกับการออกกำลังกายอย่างไร?

  • การออกกำลังกาย

สามารถช่วยพัฒนาสมรรถภาพร่างกาย พร้อมเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรังอย่าง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน โดยการออกกำลังกายจะเน้นการดูแลรูปร่างภายนอก และเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ช่วยให้สัดส่วนดูกระชับได้รูปมากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ของการลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้จะขึ้นอยู่กับวินัย ความต่อเนื่อง การปรับพฤติกรรมระยะยาว และปัจจัยส่วนบุคคล เช่น การเผาผลาญพื้นฐาน (BMR)

  • GLP-1

GLP-1 สามารถช่วยปรับสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในช่องท้อง และยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดบางโรคได้ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ และภาวะตับอักเสบจากไขมัน โดย GLP-1 จะออกฤทธิ์โดยตรงกับระบบฮอร์โมนและสมอง จึงส่งผลทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว อิ่มนาน ลดความอยากอาหาร และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยปรับพฤติกรรมการกินให้ดีมากขึ้น ทั้งนี้ ควรทำควบคู่กับการควบคุมอาหารและออกกำลังกายร่วมด้วย เนื่องจาก GLP-1 ไม่สามารถสร้างกล้ามเนื้อ หรือเพิ่มความแข็งแรงได้เท่ากับการออกกำลังกาย

 

สาเหตุของน้ำหนักเกินและโรคอ้วน
สาเหตุของน้ำหนักเกินและโรคอ้วน

 

GLP-1 มีบทบาทอย่างไรในการดูแลผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน?

ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ถือเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้กับหลากหลายช่วงวัย โดยโรคอ้วนเกิดได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น  พฤติกรรมการรับประทานอาหาร การใช้พลังงานของร่างกาย ฮอร์โมน และการดำเนินชีวิตประจำวัน การดูแลน้ำหนักหรือการคุมน้ำหนักจึงไม่ใช่เพียงการลดปริมาณอาหาร หรือการออกกำลังกายเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการปรับพฤติกรรมการกินในระยะยาว ซึ่ง GLP-1 เป็นฮอร์โมนมีบทบาทสำคัญในการดูแลตัวเอง

  • ช่วยควบคุมความหิวและความอิ่ม

GLP-1 เป็นฮอร์โมนที่ร่างกายจะหลั่งออกมาหลังรับประทานอาหาร โดยจะส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อช่วยให้รู้สึกอิ่ม ลดความอยากอาหาร และช่วยควบคุมความหิวระหว่างมื้ออาหาร นอกจากนี้ยังช่วยชะลอการเคลื่อนที่ของอาหารออกจากกระเพาะอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มได้นานขึ้น จึงอาจช่วยลดการรับประทานอาหารในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นได้

  • ช่วยลดการรับประทานอาหารเกินความต้องการของร่างกาย

ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน อาจมีปัญหาหิวบ่อย หรือชอบรับประทานจุกจิก ทำให้ควบคุมปริมาณอาหารได้ยาก การทำงานของ GLP-1 ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายรับรู้ความอิ่มได้ดีขึ้น จึงสามารถช่วยลดการรับประทานอาหารเกินความต้องการของร่างกาย และช่วยให้ร่างกายสามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • สนับสนุนการจัดการน้ำหนักร่วมกับการปรับพฤติกรรม

แม้ GLP-1 จะเป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทต่อความอยากอาหารและความอิ่ม แต่การดูแลน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ ควรปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตในหลายด้านควบคู่ไปด้วย เช่น การรับประทานอาหารที่สมดุล การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การพักผ่อนให้เพียงพอ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตในระยะยาว เพื่อช่วยดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน รวมถึงลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังอื่น ๆ ได้

 

สาเหตุของน้ำหนักเกินและโรคอ้วน

น้ำหนักเกินและโรคอ้วน เกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ปัจจัยเกี่ยวกับร่างกาย หรือปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมร่วมด้วย ดังนี้

  • พฤติกรรมการรับประทานอาหาร

การรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูง ไขมัน และน้ำตาลมาก รวมถึงการกินจุบจิบ หรือกินเกินความจำเป็นของร่างกาย อาจส่งผลให้เกิดโรคอ้วน รวมถึงโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้

  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต

หากขาดการออกกำลังกาย หรือกิจกรรมทางกาย จะทำให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญพลังงานได้น้อยและอาจทำให้ร่างกายขาดการสร้างกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เกิดไขมันสะสมเฉพาะจุด และผิวไม่กระชับได้ นอกจากนี้การนอนหลับไม่เพียงพอ ก็อาจส่งผลต่อการทำงานของฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหาร ทำให้เกิดความหิวได้บ่อย

  • ปัจจัยทางพันธุกรรม

พันธุกรรม สามารถส่งผลต่อการสะสมไขมันและการเผาผลาญพลังงานของแต่ละบุคคลได้ เช่น ผู้ที่มีความผิดปกติของฮอร์โมน เช่น อินซูลิน เลปติน หรือ GLP-1 ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ช่วยควบคุมความหิวและความอิ่ม อาจจะเผาผลาญพลังงานได้น้อยกว่าปกติ หรือมีการทานอาหารที่มากกว่าปกติ

  • ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม

ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมก็สามารถเอื้อต่อการบริโภคอาหารที่มีแคลอรีสูง เช่น การนั่งทำงานนาน การเคลื่อนไหวน้อย และการกินอาหารมื้อดึก ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุของโรคอ้วนและโรคอื่น ๆ 

  • ปัจจัยทางจิตใจ

สภาวะทางจิตใจ เช่น ความเครียด วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า อาจส่งผลทำให้ร่างกายหิวมากกว่าปกติ และกินมากขึ้นเพื่อระบายความรู้สึก จึงอาจส่งผลให้เกิดภาวะอ้วนได้

  • ปัจจัยทางโรคประจำตัว

โรคประจำตัวบางชนิดรวมถึงการใช้ยาบางประเภท อาจมีผลข้างเคียงที่ส่งผลต่อโรคอ้วนหรือภาวะน้ำหนักเกินได้ เช่น เช่น ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism) หรืออาการคุชชิง (Cushing’s syndrome) และการใช้ยาสเตียรอยด์ ยาคุมกำเนิด รวมถึงยาต้านซึมเศร้าบางชนิด

 

โรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอะไรบ้าง?

โรคอ้วนไม่ได้ส่งผลเพียงเรื่องรูปร่างหรือน้ำหนักตัวเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพหลายด้าน เนื่องจากร่างกายมีการสะสมไขมันที่มากเกินความต้องการ ทำให้ไขมันส่วนเกินอาจไปรบกวนการทำงานของระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน หัวใจ หลอดเลือด และข้อต่อต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งหากปล่อยไว้เป็นเวลานานอาจนำไปสู่โรคเรื้อรัง ดังนี้ได้

  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2

ผู้ที่มีภาวะอ้วนมีโอกาสเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินได้มากขึ้น ทำให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ยาก และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยเฉพาะผู้ที่มีไขมันในช่องท้องร่วมด้วย

  • โรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ

น้ำหนักตัวที่มากรวมถึงไขมันสะสมที่มากเกินไป อาจส่งผลต่อความดันโลหิตและระบบไหลเวียนเลือด เพราะทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือด และเพิ่มแรงดันในหลอดเลือด หากมีภาวะไขมันในเลือดสูงร่วมด้วย อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาวได้

  • ภาวะไขมันในเลือดสูง

โรคอ้วนมักสัมพันธ์กับระดับไขมันในเลือดที่ผิดปกติ เช่น ไตรกลีเซอไรด์สูง หรือไขมันชนิดไม่ดีเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจส่งผลต่อสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจ รวมถึงสุขภาพโดยรวม

  • โรคไขมันพอกตับ

เมื่อร่างกายมีไขมันสะสมมากเกินไป ไขมันบางส่วนที่สะสมในช่องท้อองอาจไปสะสมที่ตับจนเกิดภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง อาจส่งผลต่อการทำงานของตับและนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้

  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน โดยเฉพาะผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณลำคอมากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ทำให้คุณภาพการนอนหลับไม่ดี ทำให้อ่อนเพลียระหว่างวัน และอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้

  • ปัญหาข้อเข่าและการเคลื่อนไหว

น้ำหนักตัวที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า และกระดูกสันหลังรับแรงกดมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการปวดเข่า เคลื่อนไหวลำบาก หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อเสื่อมได้ ทำให้การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันมีปัญหาได้

 

การคุมน้ำหนักอย่างเหมาะสมควรทำอย่างไร?

การคุมน้ำหนักหรือการดูแลภาวะน้ำหนักเกิน ไม่ใช่เพียงการลดตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนัก แต่เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและดูแลสุขภาพโดยรวมอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะน้ำหนักเกิน โดยการคุมน้ำหนักหรือการดูแลภาวะน้ำหนักเกินอย่างเหมาะสม มีดังนี้

  • ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร

ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และอยู่ในปริมาณที่หมาะสมกับความต้องการของร่างกาย เพื่อช่วยให้ร่างกายไม่เก็บพลังงานส่วนเกินมาเป็นไขมันสะสม โดยควรเน้นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ผัก ผลไม้ โปรตีนคุณภาพดี และธัญพืชไม่ขัดสี พร้อมทั้งลดการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูง ไขมันสูง หรืออาหารแปรรูป

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายนอกจากจะช่วยดูแลรูปร่างให้ดูแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างและรักษามวลกล้ามเนื้อ ทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น  ซึ่งช่วยให้ร่างกายสามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือการคาร์ดิโอ เพื่อส่งเสริมสุขภาพโดยรวม และช่วยในการควบคุมน้ำหนัก

  • ดูแลคุณภาพการนอนหลับและลดความเครียด

การนอนหลับไม่เพียงพอและความเครียดสะสม อาจส่งผลต่อฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความหิวและความอิ่ม ทำให้ร่างกายควบคุมความอยากอาหารได้ยากขึ้น และอาจกระตุ้นให้ร่างกายต้องการรับประทานอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง ซึ่งการพักผ่อนให้เพียงพอประมาณ 7–9 ชั่วโมงต่อคืน รวมถึงการจัดการความเครียดด้วยวิธีที่เหมาะสม จะช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกายและช่วยในการคุมน้ำหนักในระยะยาว

  • ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการดูแลน้ำหนักอย่างเหมาะสม

สำหรับผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน อาจมีความเสี่ยงที่จะมีโรคอื่น ๆ ร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรืออาการปวดข้อต่อกระดูก ซึ่งการได้รับการประเมินจากแพทย์จะช่วยให้สามารถวางแผนการดูแลน้ำหนักได้อย่างเหมาะสมกับสภาพร่างกาย และเป้าหมายสุขภาพของแต่ละบุคคล ทำให้สามารถคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ส่งผลอันตรายต่อร่างกาย 

 

การมี GLP-1 ในร่างกายมากเกินไปมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง ?

แม้ว่าฮอร์โมน GLP-1 จะมีประสิทธิภาพในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยลดความอยากอาหาร แต่หากมีฮอร์โมน GLP-1 ในร่างกายมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงบางอย่าง เช่น อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร อาจทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลงส่งผลให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องผูก รวมถึงอาการอื่น ๆ เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย วิงเวียนศีรษะ  หรืออาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ตับอ่อนอักเสบ หรือน้ำตาลในเลือดต่ำได้

 

GLP-1 (Glucagon-Like Peptide-1) เป็นฮอร์โมนที่อยู่ในร่างกายตามธรรมชาติ โดยมีบทบาทที่สำคัญต่อร่างกายในหลายด้าน ทั้งยังทำงานกับกลไกทางร่างกายหลายส่วน ทำให้ GLP-1 สามารถช่วยดูแลความหิวและความอิ่ม ช่วยชะลอการเคลื่อนไหวของอาหารในกระเพาะ รวมถึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ หรือโรคความดัน  ทั้งยังมีส่วนช่วยในการคุมน้ำหนัก ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ทำให้สุขภาพโดยรวมให้แข็งแรง

*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการบริการ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด