หลายคนอาจเคยสังเกตว่าผิวมีลักษณะขรุขระคล้ายคลื่นที่เรียกว่า เซลลูไลท์ (Cellulite) ซึ่งเป็นปัญหาผิวที่พบได้บ่อย ไม่ว่าจะรูปร่างผอมหรือมีน้ำหนักมากก็ตาม และอาจสร้างความไม่มั่นใจในร่างกาย บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจว่า เซลลูไลท์ คืออะไร เกิดจากอะไร พร้อมแนะนำ วิธีดูแลผิวลดเซลลูไลท์ ที่ช่วยให้ผิวกลับมาเรียบเนียน กระชับ และมั่นใจได้อีกครั้ง
เซลลูไลท์ (Cellulite) คืออะไร?
เซลลูไลท์ (Cellulite) คือ ภาวะที่ผิวหนังมีลักษณะเป็นก้อนนูน ๆ หรือขรุขระคล้าย “ผิวเปลือกส้ม” โดยเกิดจากการสะสมของไขมันใต้ชั้นผิวที่ถูกอัดแน่นอยู่ภายในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และดันผิวชั้นบนขึ้นมา ส่งผลให้ผิวเกิดเป็นก้อนตะปุ่มตะป่ำ ผิวไม่เรียบสม่ำเสมอ
เซลลูไลท์นอกจากจะเกิดจากไขมันใต้ชั้นผิวหนังที่สะสมมากเกินไป ยังสามารถเกิดได้จากหรือเส้นใยคอลลาเจนที่เชื่อมระหว่างผิวหนังและกล้ามเนื้อเกิดการดึงรั้งหรือเสื่อมสภาพ หรือโครงสร้างของผิวหนัง ระบบไหลเวียนเลือด จนทำให้เกิดลักษณะผิวที่เป็นคลื่นหรือรอยบุ๋ม ทำให้ไม่ว่าจะเป็นคนอ้วนหรือคนที่ผอมก็สามารถเกิดเซลลูไลท์ได้

เซลลูไลท์ (Cellulite) เกิดจากสาเหตุอะไร
การสะสมของไขมันใต้ผิวหนัง
สาเหตุหลักของเซลลูไลท์มักเกิดจากการสะสมของไขมันใต้ชั้นผิวที่มีปริมาณมากเกินไป เมื่อร่างกายได้รับพลังงานที่มากเกินไป และไม่สามารถเผาผลาญได้ทัน พลังงานส่วนเกินจะถูกเก็บสะสมไว้ใต้ชั้นผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณต้นขา สะโพก หน้าท้อง และต้นแขน ซึ่งเป็นจุดที่มีการเผาผลาญช้ากว่าจุดอื่น ๆ
- โครงสร้างของเส้นใยคอลลาเจน
อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดเซลลูไลท์ คือ โครงสร้างของผิวหรือโครงสร้างของเส้นในคอลลาเจนที่เกิดการแข็งตัวหรือดึงรั้งผิว ทำให้ไขมันที่อยู่รอบ ๆ ถูกดันขึ้นมาบนผิวชั้นบน ทำให้ผิวมีลักษณะเป็นคลื่น มีรอยบุ๋ม และไม่เรียบเนียน
- ระบบไหลเวียนโลหิตและน้ำเหลืองทำงานไม่ดี
ระบบไหลเวียนโลหิตและน้ำเหลือง หากทำงานไม่ดีอาจส่งผลให้เกิดของเสียคั่งอยู่ภายใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวมีความบวม จับกันเป็นก้อน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดเซลลูไลท์แบบบวมน้ำ (Edematous Cellulite)
- ฮอร์โมนและพันธุกรรม
ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) เป็นฮอร์โมนที่ส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือดและการจัดเก็บไขมันในร่างกาย จึงทำให้ผู้หญิงมีแนวโน้มเกิดเซลลูไลท์มากกว่าผู้ชาย รวมถึงพันธุกรรมที่สามารถส่งผลต่อระบบเผาผลาญและโครงสร้างผิวได้
- อายุที่มากขึ้น
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนและอิลาสตินลดลง ส่งผลให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นและผิวบางลง ทำให้เกิดรอยบุ๋มและผิวขรุขระ ที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
- พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน และพฤติกรรมการกิน สามารถส่งผลต่อระบบเผาผลาญ การสะสมไขมันและการเกิดเซลลูไลท์ได้ เช่น การไม่ขยับร่างกาย นั่งหรือนาน ๆ การดื่มน้ำน้อย รับประทานอาหารที่มีไขมันและโซเดียมสูง การนอนหลับไม่เพียงพอ หรือมีความเครียดสะสม หากร่างกายพักผ่อนไม่เต็มที่อาจทำให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
ลักษณะของผิวที่มีเซลลูไลท์ (Cellulite)
เซลลูไลท์ (Cellulite) สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะ มีรูปร่างท้วม หรือผอม โดยผิวบริเวณที่มีเซลลูไลท์จะมีลักษณะเด่น คือ ผิวหนังมีความขรุขระหรือเป็นคลื่น ไม่เรียบเนียน หรือบุ๋มลงจนดูไม่สม่ำเสมอ ซึ่งลักษณะของผิวที่มีเซลลูไลท์มีวิธีสังเกตได้ ดังนี้
- ผิวขรุขระ ไม่เรียบเนียน มีลักษณะเป็นคลื่น เป็นริ้ว หรือมีรอยบุ๋ม หรือผิวไม่สม่ำเสมอ
- คล้ายผิวเปลือกส้ม ผิวที่มีเซลลูไลท์จะมีลักษณะเป็นริ้วคลื่นเล็ก ๆ หรือมีความตะปุ่มตะป่ำคล้ายกับผิวของเปลือกส้ม โดยเฉพาะเมื่อเกร็งกล้ามเนื้อ
- เห็นชัดเมื่อบีบหรือสัมผัสผิว หากอยู่ในระยะเริ่มต้น เซลลูไลท์อาจจะมองเห็นได้ไม่ชัดเจน เมื่อร่างกายอยู่นิ่ง แต่จะมองเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อเกร็งกล้ามเนื้อ บีบผิว หรืออยู่ในท่านั่ง

เซลลูไลท์ (Cellulite) มีกี่ประเภท ?
เซลลูไลท์ (Cellulite) สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ซึ่งเซลลูไลท์แต่ละประเภทจะมีลักษณะ สาเหตุของการเกิด และมีวิธีดูแลที่แตกต่างกันไป ดังนี้
- Soft Cellulite (เซลลูไลท์นุ่ม)
เป็นเซลลูไลท์ที่เกิดจากสะสมของไขมันส่วนเกิน และผิวสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้เนื้อเยื่อและไขมันเกิดความหย่อนคล้อย และผิวไม่กระชับ ทำให้ผิวมีลักษณะคล้ายเจล และผิวเป็นคลื่นเมื่อสัมผัสหรือขยับผิว ซึ่งมักจะพบได้บ่อยในผู้หญิงวัยกลางคน หรือผู้ที่เคลื่อนไหวน้อย ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยกระชับกล้ามเนื้อ และช่วยลดไขมันส่วนเกิน
- Hard Cellulite (เซลลูไลท์แข็ง)
เป็นเซลลูไลท์ที่เกิดจากการสะสมของไขมันใต้ชั้นผิว และระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ไม่ดี รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้ผิวบริเวณนั้นมีความยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้เกิดผิวขรุขระและมีรอยบุ๋มเล็ก ๆ เมื่อบีบผิว มักพบในผู้ที่มีรูปร่างสมส่วนหรือออกกำลังกายเป็นประจำ เนื่องจากเป็นเซลลูไลท์ที่มีความแข็งและแน่น จึงสามารถดูแลได้ด้วยการออกกำลังกาย นวดกระตุ้นระบบไหลเวียน หรือใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการเกิดเซลลูไลท์
- Flaccid Cellulite (เซลลูไลท์แบบหย่อนคล้อย)
เป็นเซลลูไลท์ที่มักเกิดจากการที่น้ำหนักลดลงเร็ว หรืออายุที่มากขึ้น ทำให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นและกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง โดยผิวจะมีลักษณะเป็นก้อนไขมันที่นุ่มและมีความหย่อนคล้อย ทำให้มองเห็นผิวที่ไม่กระชับ มักพบได้บ่อยในผู้ที่ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วหรือขาดการออกกำลังกาย จึงสามารถดูแลได้ด้วยการออกกำลังกาย โดยการเน้นการกระชับกล้ามเนื้อ หรือการใช้เทคโนโลยี HIFEM เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อให้หดตัวและกระชับขึ้น
- Edematous Cellulite (เซลลูไลท์แบบบวมน้ำ)
เป็นเซลลูไลท์ที่มักเกิดจากการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองไม่ดี จึงทำให้เกิดการคั่งของของเหลวใต้ผิวหนัง ส่งผลให้ผิวเกิดความบวมและขรุขระมากกว่าปกติ โดยผิวจะมีลักษณะที่บวม นิ่ม กดแล้วมีรอยบุ๋ม โดยเฉพาะบริเวณต้นขาและน่องที่สามารถเห็นได้ชัด มักพบได้ในผู้ที่ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี ไม่ค่อยขยับร่างกาย เช่น นั่งหรือยืนนาน รวมถึงการรับประทานอาหารรสเค็มจัด หรืออาหารที่มีโซเดียมสูง สามารถดูแลได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการกินอาหาร ลดอาหารรสเค็ม ดื่มน้ำมากขึ้น และออกกำลังกายเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ไหลเวียน เช่น เดิน ว่ายน้ำ
เซลลูไลท์ (Cellulite) ต่างจากไขมันธรรมดาอย่างไร?
ไขมัน (Normal Fat)
ไขมัน คือ พลังงานส่วนเกินที่ร่างกายเก็บไว้เพื่อใช้เป็นพลังงานสำรอง ไขมันจะกระจายอยู่ทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น เช่น หน้าท้อง ต้นขา สะโพก แขน และหลัง โดยไขมันสะสมมักจะเกิดจากร่างกายรับพลังงานมากเกินกว่าความต้องการ และไม่สามารถเผาผลาญได้ทัน จึงจัดเก็บพลังงานสำรองไว้ในรูปแบบไขมัน ซึ่งไขมันนั้นสามารถลดลงได้ด้วยการออกกำลังกายหรือการควบคุมอาหาร
เซลลูไลท์ (Cellulite)
เซลลูไลท์ คือ ไขมันที่สะสมที่อยู่ใต้ผิวหนังบริเวณที่เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินเกิดการดึงรั้งผิดรูป ทำให้ผิวชั้นบนเกิดเป็นรอยบุ๋ม ผิวขรุขระเป็นคลื่นคล้ายผิวเปลือกส้ม ทำให้ผิวไม่เรียบเนียน โดยเซลลูไลท์มักจะเกิดจากการไหลเวียนเลือดไม่ดี ทำให้เกิดการคั่งของของเหลวและไขมัน จึงทำให้เกิดได้กับคนทุกรูปร่าง ไม่ว่าจะผอมหรืออ้วน ซึ่งเซลลูไลท์นั้นลดได้ยากกว่าไขมันทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของผิว ไม่ใช่ไขมันเพียงอย่างเดียว
เซลลูไลท์ (Cellulite) เกิดขึ้นบริเวณใดได้บ้าง?
เซลลูไลท์ สามารถเกิดขึ้นได้แทบทุกส่วนของร่างกายที่มีไขมันสะสม โดยเฉพาะบริเวณที่มีการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองช้ากว่าปกติ ทำให้เกิดการคั่งของของเหลวและไขมันใต้ผิว จนผิวดูเป็นคลื่นหรือมีรอยบุ๋ม เช่น
- ต้นขา
ต้นขา บริเวณด้านหลังและด้านข้าง ถือเป็นบริเวณที่พบเซลลูไลท์ได้บ่อยที่สุด เนื่องจากเป็นบริเวณที่ไขมันสามารถสะสมได้ง่าย และมีการเคลื่อนไหวที่น้อย มักเกิดจากการนั่งนานโดยไม่ขยับร่างกาย และการไหลเวียนเลือดไม่ดี
- สะโพก
สะโพก ถือเป็นจุดที่มีไขมันสะสมได้ง่ายในผู้หญิง ซึ่งมักจะเกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและพันธุกรรม โดยบริเวณผิวที่มีเซลลูไลท์มักมีลักษณะเป็นคลื่นหรือรอยบุ๋ม
- หน้าท้อง
หน้าท้อง เป็นอีกบริเวณที่มักพบไขมันส่วนเกินและเซลลูไลท์ได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักเยอะ หรือผู้ที่เคยคลอดบุตร เนื่องจากผิวมีการยืดขยายและทำให้เสียความยืดหยุ่น จึงเกิดเป็นเซลลูไลท์หรือรอยแตกลายได้ง่าย
- แขน
แขน สามารถเกิดเซลลูไลท์ได้เช่นกัน โดยเฉพาะต้นแขนด้านในและด้านหลัง ซึ่งเป็นบริเวณที่กล้ามเนื้อไม่ค่อยถูกใช้งาน จึงทำให้ผิวเกิดการหย่อนคล้อยและเกิดไขมันสะสมได้ง่าย ซึ่งส่วนมากมักเป็น Flaccid Cellulite หรือเซลลูไลท์แบบหย่อนคล้อย
- หลังเข่า
หลังเข่า เป็นบริเวณที่มีระบบไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองทำงานได้ช้ากว่าบริเวณอื่น จึงอาจทำให้เกิดการการคั่งของของเหลวใต้ผิวได้ง่าย มักพบในผู้ที่ยืนนานหรือนั่งนาน หรือผู้ที่ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ
เซลลูไลท์ (Cellulite) อันตรายไหม?
เซลลูไลท์ Cellulite ถือเป็นปัญหาผิวที่ไม่อันตรายต่อร่างกาย แต่อาจจะส่งผลต่อภาพลักษณ์และความมั่นใจ เนื่องจากเซลลูไลท์ เกิดจากการสะสมของไขมันใต้ชั้นผิวและโครงสร้างคอลลาเจนที่เปลี่ยนแปลง จึงทำให้ผิวมีรอยบุ๋มหรือเป็นคลื่น ๆ อย่างไรก็ตามแม้ว่าเซลลูไลท์จะไม่อันตรายต่อร่างกาย แต่หากสังเกตว่าผิวมีการเปลี่ยนแปลงมากผิดปกติ เช่น มีอาการเจ็บปวด หรือบวมแดง ผิวแข็งตึงผิดปกติ หรือมีตุ่มนูนร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่ามีภาวะอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น การอักเสบของเนื้อเยื่อใต้ผิว ที่ควรเข้ารับการรักษา
เซลลูไลท์ (Cellulite) สามารถหายไปเองได้หรือไม่
โดยปกติแล้วเซลลูไลท์จะไม่สามารถหายเองได้ เพราะเซลลูไลท์เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างใต้ชั้นผิวและการสะสมไขมัน หากต้องการลดเซลลูไลท์สามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกาย ปรับพฤติกรรมการกิน และหมั่นดูแลผิวร่วมด้วย นอกจากการลดเซลลูไลท์ด้วยตัวเองแล้ว ยังสามารถใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อช่วยลดเซลลูไลท์และกระชับสัดส่วนได้เช่นกัน

วิธีลดเซลลูไลท์ (Cellulite) ให้ผิวเรียบเนียนขึ้น
ผิวที่มีปัญหาเซลลูไลท์ จะมีลักษณะเป็นคลื่น ๆ หรือเป็นริ้ว ๆ ทำให้สร้างความไม่มั่นใจกับร่างกายได้สำหรับผู้ที่ต้องการลดเซลลูไลท์ ปรับให้ผิวดูเรียบเนียนและกระชับขึ้น สามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น
- ปรับพฤติกรรมการกินและดื่มน้ำให้เพียงพอ
การรับประทานอาหาร ถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดปัญหาเซลลูไลท์ หรือไขมันสะสม หากต้องการที่จะลดเซลลูไลท์หรือลดไขมันส่วนเกิน ควรเลือกทานผัก ผลไม้ และโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ ควรลดการทานอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง โซเดียมสูง และควรลดอาหารแปรรูป แนะนำให้ดื่มน้ำสะอาดวันละ 6–8 แก้ว เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและของเสีย ทั้งยังช่วยลดการสะสมของไขมัน
- ออกกำลังกายและกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต
การออกกำลังกาย เป็นวิธีที่จะช่วยลดการเกิดเซลลูไลท์ และลดการสะสมของไขมัน ทั้งยังช่วยให้สุขภาพแข็งแรง กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดได้ดี โดยการออกกำลังกายสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การคาร์ดิโอ หรือเวทเทรนนิ่ง เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อและลดไขมันส่วนเกิน จึงช่วยทำให้ผิวดูกระชับ และลดเซลลูไลท์ลงได้
- ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยลดเซลลูไลท์
สำหรับผู้ที่ต้องการลดเซลลูไลท์ให้เห็นผลได้ไวขึ้น การใช้ตัวช่วยอย่าง เทคโนโลยีทางการแพทย์ จะสามารถช่วยลดเซลลูไลท์ได้ถึงชั้นใต้ผิว พร้อมช่วยลดไขมันสะสม เหมาะสำหรับผู้ที่มีเซลลูไลท์เรื้อรังหรือมีไขมันสะสม เช่น
- RF (Radio Frequency) คือ เทคโนโลยีคลื่นวิทยุความถี่สูง ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใต้ชั้นผิว พร้อมช่วยลดไขมันสะสมเฉพาะจุด ทำให้ผิวดูกระชับและลดเซลลูไลท์ลง
- Ultrasound คือ เทคโนโลยีคลื่นอัลตราซาวนด์ความถี่สูงที่ช่วยลดไขมันสะสมใต้ชั้นผิว ลดเซลลูไลท์ พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ช่วยกระชับสัดส่วน ลดเซลลูไลท์ให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น
- HIFEM (High-Intensity Focused Electromagnetic) คือ เทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ ลดไขมันสะสม และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งช่วยกระชับผิว ลดเซลลูไลท์ และลดไขมันเฉพาะจุดได้พร้อมกัน
เซลลูไลท์ (Cellulite) สามารถป้องกันได้อย่างไร
แม้ว่าเซลลูไลท์จะไม่อันตรายต่อร่างกาย แต่ก็เป็นปัญหาผิวที่มักจะลดได้ยากและต้องใช้ระยะเวลาที่นาน หากป้องกันตั้งแต่ต้นอาจจะเป็นทางเลือกที่ดี โดยการป้องกันการเกิดเซลลูไลท์สามารถทำได้โดยการปรับพฤติกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ดังนี้
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายสามารถช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและระบบน้ำเหลืองได้ดี นอกจากนี้ยังช่วยลดการสะสมของไขมัน และช่วยกระชับกล้ามเนื้อ ลดการเกิดเซลลูไลท์ได้ สามารถออกกำลังกายได้ทั้ง การเวทเทรนนิ่ง เพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง หรือการคาร์ดิโอ เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน เพื่อช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญให้เผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ควรออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3–5 วัน
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
น้ำ สามารถช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ลดการคั่งของของเหลวใต้ผิว และยังช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย ทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ จึงช่วยลดการเกิดเซลลูไลท์ และลดการสะสมของไขมัน ควรดื่มน้ำสะอาดวันละ 6–8 แก้ว หรือสามารถจิบน้ำระหว่างวันบ่อย ๆ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดของเค็มและของทอด
อาหาร เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักในการดูแลสุขภาพ การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด และโปรตีนไขมันต่ำ เพื่อช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดี หากต้องการป้องกันการเกิดเซลลูไลท์ หรือลดการสะสมไขมัน ควรลดการทานอาหารที่มีรสเค็มจัดและของทอด เนื่องจากทำให้ร่างกายคั่งน้ำและเกิดไขมันสะสมง่าย
- พักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนหลับให้เพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ที่ส่งผลต่อการสะสมไขมันให้คงที่ได้ โดยควรนอนพักผ่อนวันละ 6–8 ชั่วโมง และแนะนำให้เข้านอนก่อนเที่ยงคืน เพื่อช่วยให้ร่างกายได้พักอย่างเต็มที่
- หมั่นนวดผิวหรือใช้โลชั่นกระตุ้นการไหลเวียน
การนวดหรือการบำรุงผิว จะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองให้ทำงานได้ดีมากขึ้น สามารถช่วยลดอาการบวมน้ำ ช่วยให้ผิวกระชับ และป้องกันการเกิดเซลลูไลท์ได้ นอกจากนี้การบำรุงผิวยังช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ให้ผิวดูเรียบเนียนสม่ำเสมอ
การลดน้ำหนักจะช่วยลดเซลลูไลท์ (Cellulite) ได้ไหม?
การลดน้ำหนักสามารถช่วยลดเซลลูไลท์ได้ไหม ? การลดน้ำหนักเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยลดการเกิดเซลลูไลท์เพียงบางส่วน เนื่องจากเซลลูไลท์นั้นไม่ได้เกิดจากไขมันเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากโครงสร้างของผิวหรือเส้นใยคอลลาเจนใต้ผิว และการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง ดังนั้น แม้น้ำหนักลดลง แต่ผิวอาจยังมีลักษณะขรุขระ หรือดูเป็นคลื่นได้อยู่ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนผอมก็อาจจะมีเซลลูไลท์ได้
ทำไมลดน้ำหนักแล้วเซลลูไลท์ (Cellulite) ยังไม่หาย?
สาเหตุที่ทำให้แม้จะลดน้ำหนักลงแล้ว หรือร่างกายผอมแล้วแต่ยังมีเซลลูไลท์อยู่นั้น เกิดได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น ผิวหย่อนคล้อยหรือสูญเสียความยืดหยุ่นจากการที่ไขมันลดลง หรือเส้นใยคอลลาเจนใต้ผิวที่ถูกดึงรั้งไว้ยังไม่กลับสู่สภาพเดิม รวมถึงระบบไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองทำงานได้ไม่มี จึงทำให้แม้จะลดน้ำหนักลงแล้ว ก็อาจจะยังเห็นรอยของเซลลูไลท์อยู่ ดังนั้น จึงควรทำร่วมกับวิธีการอื่น ๆ เช่น การบำรุงผิว หรือการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วย
วิธีช่วยให้เซลลูไลท์ลดลงควบคู่กับการลดน้ำหนัก
- การออกกำลังกายแบบกระชับกล้ามเนื้อ เช่น เวทเทรนนิ่ง หรือพิลาทิส เพื่อช่วยกระตุ้นการกล้ามเนื้อ ช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมัดเล็กทำงานมากขึ้น และช่วยกระชับสัดส่วน ลดการเกิดเซลลูไลท์ได้
- การดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยขับของเสีย ลดอาการบวม และลดการคั่งของของเสียภายในร่างกาย
- การนวดบริเวณผิวที่มีเซลลูไลท์ สามารถช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดหรือน้ำเหลืองให้ทำงานได้ดีขึ้น ทำให้เซลลูไลท์ดูจางลง
- การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวและช่วยกระชับผิว สามารถช่วยลดเลือนเซลลูไลท์ให้ดูจางลงได้
- หากต้องการลดเซลลูไลท์ให้ได้ผลลัพธ์ที่เร็วขึ้นสามารถใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เป็นตัวช่วยเสริม เพื่อช่วยยกกระชับผิว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ให้ผิวดูกระชับและเรียบเนียนขึ้นหลังลดน้ำหนัก

เซลลูไลท์ (Cellulite) เกิดกับคนผอมได้หรือไม่?
เซลลูไลท์ Cellulite สามารถเกิดได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็น ผู้ที่มีรูปร่างที่อ้วน หรือผู้ที่มีรูปร่างผอม เนื่องจากเซลลูไลท์ไม่ได้เกิดจากน้ำหนักตัวหรือไขมันสะสมเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากโครงสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวร่วมด้วย ดังนั้น แม้จะมีรูปร่างที่ผอมก็อาจจะทำให้มีโอกาสเกิดเซลลูไลท์ได้เช่นกัน โดยเฉพาะในบริเวณต้นขา หรือสะโพก
ทำไมคนผอมถึงมีเซลลูไลท์ (Cellulite)
- โครงสร้างของคอลลาเจนและชั้นไขมันใต้ผิว แม้ผู้ที่ผอมจะมีปริมาณไขมันที่ไม่มาก แต่หากมีไขมันกระจุกตัวเป็นบางจุดได้ ก็อาจส่งผลให้ไขมันดันผิวให้เป็นรอยคลื่น หรือรอยบุ๋มเล็ก ๆ คล้ายกับผิวของเปลือกส้ม หรือเซลลูไลท์ได้เช่นกัน
- ฮอร์โมนและพันธุกรรม ฮอร์โมนเอสโตรเจนและพันธุกรรม สามารถส่งผลต่อการเกิดเซลลูไลท์ได้โดยตรง โดยเฉพาะในเพศหญิงที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนมากกว่าเพศชาย แม้จะมีน้ำหนักที่น้อย เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเก็บไขมัน
- ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี การออกกำลังกายน้อย หรือการไม่ค่อยขยับตัว นั่งนาน ๆ อาจทำให้ระบบไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองทำงานได้ไม่ดี ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดของเสียคั่งค้างในเนื้อเยื่อ ทำให้ผิวด้านบนมีความขรุขระ เป็นคลื่น หรือเกิดเป็นเซลลูไลท์ได้
- ผิวขาดน้ำหรือขาดความยืดหยุ่น จะสามารถมองเห็นรอยบุ๋มที่ผิวได้ชัดเจนขึ้นแม้จะมีไขมันในปริมาณที่มาก เนื่องจากผิวขาดความชุ่มชื้น และคอลลาเจนใต้ชั้นผิวมีความอ่อนตัวลง

เซลลูไลท์หายได้ไหม? รวมเทคโนโลยีลดเซลลูไลท์
เซลลูไลท์ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถลดการเกิดเซลลูไลท์ หรือทำให้เซลลูไลท์ดูจางลงได้ โดยการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การปรับพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เป็นตัวช่วยให้เห็นผลลัพธ์ได้ไวขึ้น ซึ่งในปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์มากมายที่สามารถช่วยลดเซลลูไลท์ ลดไขมัน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน พร้อมช่วยกระชับผิวได้พร้อมกันโดยไม่เกิดอันตรายต่อร่างกาย เช่น
- Oligio Body
Oligio Body ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง Monopolar RF ที่ความถี่สูง 6.78 MHz สามารถลงลึกได้ถึง 4.3 มิลลิเมตร หรือชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) โดยจะเข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใต้ชั้นผิว ที่มีความหย่อนคล้อยให้กลับมากระชับ พร้อมช่วยลดไขมันสะสมเฉพาะจุด และช่วยลดเซลลูไลท์ให้ผิวดูกระชับ สัดส่วนดูเล็กลง สามารถทำได้หลายบริเวณ เช่น ต้นขา หน้าท้อง และสะโพก
- Body Firm
Body Firm ใช้เทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบบจำเพาะเจาะจง HIFEM (High-Intensity Focused Electromagnetic) ที่สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ ลดไขมันสะสม พร้อมช่วยกระชับสัดส่วน โดยพลังงานจะทำให้กล้ามเนื้อเกิดการหดและเกร็ง (Supramaximal Contraction) เช่นเดียวกับการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง หรือเทียบเท่ากับการซิทอัพถึง 20,000 ครั้ง ส่งผลให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงขึ้น และลดไขมันสะสมเฉพาะจุด ทำให้สัดส่วนดูกระชับ ช่วยสร้างซิกแพค และเซลลูไลท์ดูลดลง
- Fit Shape Body
Fit Shape Body ใช้เทคโนโลยีคลื่นความถี่วิทยุ Capacitive Resistive Monopolar Radiofrequency (CRMRF) ที่ความถี่ 448 kHz ซึ่งเป็นความถี่ที่ไม่อันตรายต่อร่างกาย Fit Shape Body สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใต้ชั้นผิว กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและระบบน้ำเหลือง ลดไขมันสะสมเฉพาะจุด ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) กระชับสัดส่วน และยังช่วยลดเซลลูไลท์หรือผิวเปลือกส้มได้ โดยไม่ต้องผ่าตัด นอกจากนี้ยังสามารถช่วยแก้ปัญหาสุขภาพได้อย่างครอบคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้า
ทั้งนี้ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล การลดเซลลูไลท์ (Cellulite) ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น ก่อนเข้ารับการบริการควรแจ้งประวัติการรักษา ประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัวให้ละเอียด
เซลลูไลท์ (Cellulite) ถือเป็นปัญหาผิวที่หลาย ๆ คนต่างกังวลและหาทางแก้ไข ซึ่งเซลลูไลท์ (Cellulite) สามารถเกิดขึ้นได้กับทั้งผู้ที่มีรูปร่างอ้วนและผอม แม้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ก็ส่งผลต่อความมั่นใจอย่างมาก ซึ่งการลดเซลลูไลท์สามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การปรับพฤติกรรมและใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ควบคู่กัน จะช่วยให้ผิวกลับมาเรียบเนียนและกระชับได้อย่างเห็นผล สำหรับใครที่สนใจลดเซลลูไลท์สามารถเข้ามาสอบถามที่ รมย์รวินท์คลินิกได้ทุกสาขา
*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการบริการ
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

