ในยุคที่ความงามไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแต่งหน้า แต่เป็นเรื่องของผิวที่แน่น กระชับ และดูสุขภาพดีจากภายใน เทรนด์การดูแลผิวแบบ Non-surgical Lifting หรือการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องศัลยกรรม จึงได้รับความนิยมขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะให้ผลลัพธ์ที่ดูกลมกลืนกับใบหน้า ไม่ต้องพักฟื้นนาน และเหมาะกับทั้งผู้หญิงและผู้ชายทุกวัยที่เริ่มรู้สึกว่าผิวหน้าไม่ตึงเหมือนเดิม
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น โครงสร้างผิวของเราจะเริ่มสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด หรือมีริ้วรอยตามมา หลายคนจึงมองหาทางเลือกในการยกกระชับผิวที่ไม่อันตรายและเห็นผล โดยไม่ต้องศัลยกรรม ซึ่งเทคโนโลยียกกระชับได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูผิวแน่น คืนความยืดหยุ่น และความเรียบเนียนให้ใบหน้าได้อย่างชัดเจน
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักเทคนิคยกกระชับผิวที่ตอบโจทย์คนยุคปัจจุบัน ทั้งในด้านประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่กลมกลืนกับใบหน้า พร้อมเคล็ดลับการดูแลผิวจากภายในเพื่อให้ความแน่นกระชับอยู่กับคุณไปได้นานยิ่งขึ้น

ทำความเข้าใจสาเหตุผิวหย่อนคล้อย ก่อนยกกระชับผิวโดยไม่ต้องศัลยกรรม
ผิวของเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เมื่ออายุเพิ่มขึ้น กระบวนการฟื้นฟูตามธรรมชาติของผิวจะทำงานช้าลง ทำให้โครงสร้างผิวสูญเสียความแข็งแรงและความยืดหยุ่น ส่งผลให้เกิดภาวะผิวหย่อนคล้อยที่เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ทั้งบริเวณแก้ม คาง หรือแนวกรอบหน้า
สาเหตุหลักมาจากการเสื่อมของคอลลาเจนและอีลาสติน ซึ่งเป็นเส้นใยโปรตีนสำคัญที่ช่วยพยุงผิวให้ตึงแน่น เมื่อร่างกายผลิตโปรตีนเหล่านี้ได้น้อยลง ผิวจึงไม่สามารถคืนตัวได้เหมือนเดิม การยกกระชับผิวจึงเป็นแนวทางสำคัญในการช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่และฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

โครงสร้างผิวหนัง 4 ชั้นที่ควรรู้ ก่อนทำยกกระชับผิวโดยไม่ต้องศัลยกรรม
การเข้าใจโครงสร้างของผิวเป็นพื้นฐานสำคัญในการเลือกวิธีดูแลและฟื้นฟูผิวแน่นได้อย่างแม่นยำ
- ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis)
เป็นชั้นผิวหนังด้านนอกสุด มีความบางแต่มีหน้าที่สำคัญในการปกป้องผิวจากเชื้อโรค มลภาวะ และรังสี UV รวมถึงช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว
- ชั้นหนังแท้ (Dermis)
อยู่ถัดลงมา เป็นชั้นที่มีคอลลาเจนและอีลาสตินหนาแน่นมาก ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักของผิว การเสื่อมสภาพของชั้นนี้คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวไม่กระชับและเกิดริ้วรอย
- ชั้นไขมันใต้ผิว (Subcutaneous Fat Layer)
เป็นชั้นที่ประกอบด้วยไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทก และช่วยให้ผิวดูมีวอลลุม การสูญเสียไขมันใต้ผิวในชั้นนี้จะทำให้ผิวดูบางและหย่อนคล้อย
- ชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System)
เป็นชั้นโครงสร้างกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพยุงผิวที่อยู่ลึก ซึ่งเทคโนโลยียกกระชับผิวอย่าง Ultherapy Prime มักส่งพลังงานลงมาถึงชั้นนี้เพื่อยกพยุงผิวให้กลับมาตึงกระชับ

สัญญาณเตือนที่บอกว่าคุณควรเริ่มยกกระชับผิวโดยไม่ต้องศัลยกรรม
- กรอบหน้าเริ่มไม่ชัด หรือเห็นความหย่อนคล้อยของผิวบริเวณกราม
- แก้มหรือมุมปากตก ทำให้ใบหน้าดูอ่อนล้าหรือเศร้า
- เหนียงและคางสองชั้นเริ่มเห็นชัดขึ้น
- มีรอยเหี่ยวย่นตามร่องแก้ม หน้าปาก หรือต้นคอ
- เมื่อสัมผัสผิวจะรู้สึกหย่อน ไม่ตึง หรือขาดความยืดหยุ่น
โดยทั่วไป ผู้คนมักเริ่มสังเกตเห็นสัญญาณเหล่านี้ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป และในช่วงวัย 35–40 ปี เป็นช่วงที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเริ่มต้นดูแลผิวด้วยเทคโนโลยียกกระชับผิว เพื่อชะลอการหย่อนคล้อยและคืนความแน่นตึงให้ผิวดูอ่อนวัยอย่างกลมกลืนกับใบหน้า

ดูแลผิวจากภายในเพื่อยกกระชับผิวโดยไม่ต้องศัลยกรรม
การดูแลผิวจากภายนอกด้วยเทคโนโลยีความงามอาจช่วยให้เห็นผลได้รวดเร็ว แต่หากต้องการให้ผิวแน่นกระชับอย่างยั่งยืนจริง ๆ การดูแล การดูแลจากภายในร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะรากฐานของผิวที่แข็งแรงเริ่มต้นจากโภชนาการ การพักผ่อน และพฤติกรรมชีวิตประจำวัน
- เติมสารอาหารที่ช่วยสร้างคอลลาเจน
เลือกรับประทานที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) เพื่อช่วยชะลอการเสื่อมของคอลลาเจนในผิว เช่น
- วิตามินซี จากผลไม้รสเปรี้ยว ฝรั่ง หรือเบอร์รี่ ซึ่งช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนใหม่
- วิตามินอี จากถั่วและอะโวคาโด มีคุณสมบัติปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ
- สังกะสี (Zinc) และ ซีลีเนียม (Selenium) ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวและเพิ่มความแข็งแรงให้โครงสร้างผิว
การรับสารอาหารเหล่านี้อย่างสมดุลช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และช่วยให้ผลลัพธ์ของการยกกระชับผิวอยู่ได้นานขึ้น
- ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อคงความชุ่มชื้น
น้ำคือพื้นฐานของผิวสุขภาพดี การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6–8 แก้ว ช่วยรักษาความสมดุลของเซลล์ผิว ทำให้ผิวดูอิ่มฟู ไม่แห้งกร้าน และช่วยให้ผิวกระชับแน่นจากภายใน หากร่างกายขาดน้ำ ผิวจะสูญเสียความยืดหยุ่นและเกิดริ้วรอยได้ง่าย
- พักผ่อนให้เต็มที่และจัดการความเครียด
การนอนหลับอย่างน้อยวันละ 7–8 ชั่วโมง ช่วยให้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการซ่อมแซมและฟื้นฟูผิวแน่นในช่วงกลางคืน ขณะเดียวกันความเครียดเรื้อรังจะกระตุ้นฮอร์โมนคอร์ติซอล ทำให้คอลลาเจนในผิวลดลงและผิวดูโทรม การทำสมาธิ การฟังเพลง หรือกิจกรรมผ่อนคลายเล็ก ๆ จะช่วยให้ผิวกลับมาดูสดใสและสุขภาพดีขึ้น
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่อง เช่น เดินเร็ว โยคะ หรือเวทเทรนนิ่ง จะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้ผิวได้รับออกซิเจนและสารอาหารอย่างเต็มที่ ผิวจึงดูเปล่งปลั่งและกระชับมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนได้ดีขึ้น
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เร่งผิวเสื่อม
การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์บ่อยครั้งเป็นศัตรูตัวร้ายของคอลลาเจน เพราะสารพิษในบุหรี่และแอลกอฮอล์จะไปทำลายเส้นใยโปรตีนใต้ผิว ส่งผลให้ผิวเหี่ยวย่นและหย่อนคล้อยเร็วกว่าปกติ การลดหรืองดพฤติกรรมเหล่านี้ช่วยยืดอายุความกระชับของผิวได้อย่างมาก
- เสริมการบำรุงด้วยอาหารเสริมหรือคอลลาเจน
ในบางกรณี การรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การเลือกทานอาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของคอลลาเจนเปปไทด์ (Collagen Peptide), ไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic Acid), วิตามินซี และโคเอนไซม์คิวเทน (CoQ10) จะช่วยให้ผิวดูชุ่มชื้น อิ่มน้ำ และกระชับผิว ได้ดีขึ้นจากภายใน
การดูแลผิวจากภายใน ถือเป็นพื้นฐานที่ช่วยให้ผลของการยกกระชับผิว หรือเทคโนโลยีความงามต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อผิวได้รับการบำรุงทั้งจากภายในและภายนอกอย่างครบถ้วน ผิวจะกลับมามีชีวิตชีวา เรียบเนียน และฟื้นฟูผิวแน่นอย่างยั่งยืน

เทคนิคยกกระชับผิวโดยไม่ต้องศัลยกรรม (Non-surgical Lifting)
เทคโนโลยีความงามยุคใหม่ช่วยให้การยกกระชับผิวเป็นเรื่องง่ายขึ้นกว่าที่เคย โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดหรือพักฟื้นเป็นเวลานาน ซึ่งในปัจจุบันมีหลายวิธีที่ได้รับความนิยมและให้ผลลัพธ์แตกต่างกัน ทั้งในด้านระดับความลึกของพลังงาน ความเหมาะสมกับสภาพผิว ระยะเวลาการเห็นผล
เทคโนโลยีพลังงานคลื่นวิทยุ (Radio Frequency: RF)
คลื่นวิทยุ RF หรือ Radio Frequency เป็นพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูงที่ส่งผ่านเข้าสู่ชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมันใต้ผิว (Subcutaneous Fat) พลังงานจะเปลี่ยนความร้อน ทำให้เส้นใยคอลลาเจนเดิมหดกระชับ และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ตามมา ส่งผลให้ผิวดูแน่นขึ้น เรียบเนียนขึ้น และฟื้นฟูผิวแน่นอย่างกลมกลืนกับใบหน้า
เทคโนโลยีที่ได้รับความนิยม
- Thermage FLX – ใช้เทคโนโลยี AccuREP™ วิเคราะห์ผิวแต่ละจุดและปรับพลังงานให้อัตโนมัติ เพื่อส่งพลังงานสม่ำเสมอและแม่นยำ
- Oligio – ส่งคลื่นพลังงาน Monopolar RF ความถี่ 6.78 MHz พร้อมระบายความร้อนอัจฉริยะและระบบสั่นเพิ่มความสบายขณะทำ
- Volnewmer – ใช้พลังงาน Monopolar RF ความถี่สูงผ่านหัวทิปทองคำ ลงลึกถึงชั้นหนังแท้ประมาณ 4 มม. พร้อม Hydro Cooling System ปกป้องผิวจากความร้อนขณะยกกระชับผิว
เทคโนโลยีอัลตราซาวนด์โฟกัส (High-Intensity Focused Ultrasound: HIFU)
เทคโนโลยีใช้พลังงานคลื่นเสียงความเข้มสูงแบบโฟกัสลงในตำแหน่งที่แม่นยำ โดยเฉพาะในชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นโครงสร้างกล้ามเนื้อใต้ผิวที่มีบทบาทต่อการพยุงใบหน้า พลังงานจะเปลี่ยนเป็นความร้อนเฉพาะจุด ทำให้เนื้อเยื่อหดกระชับ พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่
เทคโนโลยีที่ได้รับความนิยม
- Ultherapy Prime – ใช้เทคโนโลยี Microfocused Ultrasound with Visualization (MFU-V) สามารถมองเห็นชั้นผิวแบบเรียลไทม์ ทำให้แพทย์ส่งพลังงานได้อย่างแม่นยำ
- Ultra 4D Lift – ปรับระดับพลังงานและขนาดหัวยิงได้หลายแบบ สามารถแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้ เช่น รอบดวงตา มุมปาก หรือคาง
- Super HIFU – เป็นเทคโนโลยี HIFU ที่ให้พลังงานเสถียรและกระจายความร้อนอย่างสม่ำเสมอ ลดความรู้สึกเจ็บและเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นฟูผิวแน่น
การร้อยไหมยกกระชับ (Thread Lift)
การร้อยไหมเป็นเทคนิคยกกระชับผิวที่ใช้ไหมละลายชนิดพิเศษ โดยร้อยไหมเข้าไปใต้ผิวเพื่อพยุงและดึงโครงสร้างผิวให้กระชับขึ้น เส้นไหมยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวแน่นและดูยกขึ้นอย่างกลมกลืนกับใบหน้า
ทั้ง 3 เทคนิคยกกระชับล้วนเป็นวิธีฟื้นฟูผิวแน่นและยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด จุดแตกต่างอยู่ที่ระดับชั้นผิวที่พลังงานเข้าถึงและลักษณะของผลลัพธ์ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินให้เหมาะกับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ผิวแน่นเรียบและอ่อนวัยอย่างเหมาะสม
เปรียบเทียบเทคโนโลยียกกระชับผิวโดยไม่ต้องศัลยกรรมแต่ละประเภท
ในปัจจุบัน การดูแลผิวให้ตึงกระชับและอ่อนเยาว์โดยไม่ต้องศัลยกรรมมีหลายเทคโนโลยีให้เลือก ซึ่งแต่ละแบบจะมีกลไกการทำงานและระดับความลึกของพลังงานที่ต่างกันออกไป การเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้เลือกเทคนิคยกกระชับผิวที่เหมาะสมกับปัญหาผิวของตนเอง
- เทคโนโลยีพลังงานคลื่นวิทยุ (Radio Frequency: RF)
เทคโนโลยีพลังงาน RF เป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มการยกกระชับผิว เพราะสามารถฟื้นฟูความตึงของผิวได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หลักการของ RF คือการส่งคลื่นวิทยุความถี่สูงลงไปในชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมันใต้ผิว (Subcutaneous Fat) เพื่อสร้างความร้อนแบบกระจาย
ความร้อนที่เกิดขึ้นจะทำให้เส้นใยคอลลาเจนเดิมหดตัว ส่งผลให้ผิวรู้สึกแน่นขึ้นตั้งแต่หลังทำ และยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่อย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านไปผิวจึงดูเรียบเนียนและยืดหยุ่นมากขึ้น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยไม่มาก หรือมีไขมันสะสมบริเวณกรอบหน้า เพราะช่วยฟื้นฟูผิวแน่นและปรับผิวให้ดูเรียบเนียนขึ้นโดยไม่ต้องพักฟื้นนานหลังทำ
- เทคโนโลยีอัลตราซาวนด์โฟกัส (High-Intensity Focused Ultrasound: HIFU)
เทคโนโลยี HIFU หรืออัลตราซาวนด์โฟกัส เป็นอีกหนึ่งวิธีที่นิยมใช้ในการยกกระชับผิวหน้า เพราะสามารถส่งพลังงานได้ลึกถึงชั้นโครงสร้าง SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ในขั้นตอนการผ่าตัดดึงหน้า
หลักการทำงานของ HIFU คือการส่งพลังงานคลื่นเสียงความเข้มสูงแบบโฟกัสเป็นจุดเล็ก ๆ ลงไปยังตำแหน่งที่ต้องการ พลังงานนี้จะเปลี่ยนเป็นความร้อนเฉพาะจุดในเนื้อเยื่อใต้ผิว ทำให้เกิดการหดตัวกระชับของเนื้อเยื่อและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ส่งผลให้ผิวที่หย่อนคล้อยดูตึงขึ้น ใบหน้าดูได้รูปและมีมิติที่ชัดเจนขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยในระดับปานกลางถึงมาก ต้องการยกโครงสร้างผิวให้กลับมาตึงกระชับโดยไม่ต้องผ่าตัด ผลลัพธ์ที่ได้คือใบหน้าดูเรียวขึ้น กรอบหน้าคมชัด และผิวโดยรวมดูแน่นสุขภาพดี
- การร้อยไหมยกกระชับ (Thread Lift)
สำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์การยกผิวหลังทำแบบรวดเร็ว การร้อยไหมเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์อย่างมาก วิธีนี้จะใช้เส้นไหมละลายชนิดพิเศษซึ่งมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในผิว โดยแพทย์จะใช้เข็มนำเส้นไหมเข้ามาสู่ชั้นใต้ผิวหนัง เพื่อเกี่ยวและยกผิวบริเวณที่หย่อนคล้อยให้ตึงขึ้น
หลังการร้อยไหม ผิวจะถูกพยุงและยกขึ้น จากนั้นเส้นไหมจะค่อย ๆ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนรอบแนวไหม ทำให้ผิวดูแน่นและกระชับต่อเนื่องในระยะยาว ผลลัพธ์จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นในช่วง 1–3 เดือนหลังทำ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาแก้มหย่อน มุมปากตก หรือกรอบหน้าไม่ชัด และต้องการผลลัพธ์การยกกระชับผิว
ทั้ง 3 เทคนิคสามารถทำเดี่ยว ๆ หรือผสมผสานกันเพื่อผลลัพธ์ที่ครอบคลุมทุกชั้นผิว ตั้งแต่ผิวชั้นตื้นไปจนถึงชั้นลึกอย่าง SMAS การเลือกวิธีกระชับผิวจึงควรอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่อันตรายและเหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละคน
เลือกเทคนิคยกกระชับผิวโดยไม่ต้องศัลยกรรมให้เหมาะกับปัญหาผิว
การเลือกเทคนิคยกกระชับผิวที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะแต่ละคนมีปัญหาผิวและระดับความหย่อนคล้อยที่แตกต่างกัน การเข้าใจลักษณะของผิวและเลือกเทคโนโลยีให้ตรงกับปัญหาผิว จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีในการฟื้นฟูผิวแน่นอย่างกลมกลืนกับใบหน้า
- ปัญหากรอบหน้าไม่ชัด
สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าใบหน้าดูไม่เข้ารูปหรือกรอบหน้าเริ่มเบลอ สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีอัลตราซาวนด์โฟกัส (High-Intensity Focused Ultrasound: HIFU) หรือ เทคโนโลยีพลังงานคลื่นวิทยุ (Radio Frequency: RF) ได้อย่างเหมาะสม
- เทคโนโลยีอัลตราซาวนด์โฟกัส (High-Intensity Focused Ultrasound: HIFU)
ใช้พลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวนด์ส่งลงลึกถึงชั้นโครงสร้างผิว SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า ช่วยยกกระชับผิวในระดับลึก ปรับแนวกรอบหน้าให้ชัดขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด
- เทคโนโลยีพลังงานคลื่นวิทยุ (Radio Frequency: RF)
ใช้พลังงานคลื่นวิทยุสร้างความร้อนในชั้นผิวหนังแท้ เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ ช่วยให้ผิวแน่นขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น และกรอบหน้าดูชัดเจนขึ้น
- ปัญหาแก้มหย่อนคล้อย
เมื่อแก้มเริ่มหย่อนลง ทำให้ใบหน้าดูไม่กระชับและดูอ่อนล้ากว่าปกติ สามารถเลือกได้ทั้งเทคโนโลยีอัลตราซาวนด์โฟกัส (High-Intensity Focused Ultrasound: HIFU) หรือ การร้อยไหมยกกระชับ (Thread Lift)
- เทคโนโลยีอัลตราซาวนด์โฟกัส (High-Intensity Focused Ultrasound: HIFU)
จะช่วยยกกระชับผิวในชั้นลึกอย่างสม่ำเสมอทั่วใบหน้า กระตุ้นคอลลาเจนและช่วยให้แก้มยกขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
- การร้อยไหมยกกระชับ (Thread Lift)
เป็นหัตถการที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว เหมาะกับผู้ที่ต้องการยกผิวขึ้น เส้นไหมยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวบริเวณแก้มดูแน่นตึงในระยะยาว
- ปัญหาเหนียงหรือคางสองชั้น
สำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมใต้คางมาก จนเห็นเป็นเหนียง การใช้เทคโนโลยีพลังงานคลื่นวิทยุ (Radio Frequency: RF) จะเหมาะสมอย่างมาก ซึ่งเทคโนโลยีพลังงานคลื่นวิทยุ (Radio Frequency: RF) จะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันส่วนเกินใต้คาง พร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ ทำให้ผิวบริเวณเหนียงดูกระชับขึ้น กรอบหน้าชัด และได้ผลลัพธ์แบบไม่ต้องผ่าตัด
- ปัญหาริ้วรอยรอบดวงตา
ผิวบริเวณรอบดวงตาบอบบางและมีแนวโน้มเกิดริ้วรอยได้ง่าย จึงต้องเลือกเทคโนโลยีที่อ่อนโยนแต่ได้ผลลัพธ์ที่ดี เช่น เทคโนโลยีพลังงานคลื่นวิทยุ (Radio Frequency: RF) หัวขนาดเล็กเฉพาะจุด โดยจะปล่อยพลังงานความร้อนในระดับที่ไม่อันตราย ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวชั้นลึกโดยไม่ทำให้ผิวไหม้หรือระคายเคือง ผลลัพธ์คือริ้วรอยรอบดวงตาดูลดเลือน ผิวบริเวณเปลือกตาดูเรียบตึงและกระชับขึ้น
สรุปแล้ว การเลือกเทคนิคยกกระชับผิวควรคำนึงถึงระดับความหย่อนคล้อย อายุผิว และเป้าหมายที่ต้องการ เช่น ต้องการยกโครงหน้าให้ชัด หรือเน้นฟื้นฟูความยืดหยุ่นของผิวโดยรวม ทั้งนี้การประเมินโดยแพทย์จะช่วยกำหนดเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การยกกระชับผิวที่เห็นผลชัดเจน
การยกกระชับผิวโดยไม่ต้องศัลยกรรม เจ็บไหม?
- โดยทั่วไปการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องศัลยกรรม จะไม่ทำให้รู้สึกเจ็บรุนแรง บางคนอาจรู้สึกอุ่น ๆ หรือมีแรงตึงเบา ๆ ขณะทำ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าพลังงานกำลังทำงานในชั้นผิว เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งเทคโนโลยีรุ่นใหม่ส่วนใหญ่มีระบบทำความเย็น (Cooling System) หรือระบบสั่น (Vibration System) ที่ช่วยลดความรู้สึกไม่สบาย ทำให้ระหว่างทำรู้สึกสบายผิวมากขึ้น
การยกกระชับผิวโดยไม่ต้องศัลยกรรม อันตรายไหม?
- เทคโนโลยียกกระชับผิวโดยไม่ต้องศัลยกรรม เป็นวิธีที่ไม่อันตราย เพราะไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีบาดแผล และไม่ต้องพักฟื้นนานหลังทำ เครื่องมือที่ใช้ผ่านการรับรองมาตรฐาน เมื่ออยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ผลข้างเคียงมักมีเพียงอาการแดงเล็กน้อยหรือรู้สึกตึง ๆ ที่ผิว ซึ่งจะหายได้เองภายใน 1–2 วัน
การยกกระชับผิวโดยไม่ต้องศัลยกรรม ต่างจากการผ่าตัดดึงหน้าอย่างไร?
- การยกกระชับผิวโดยไม่ต้องศัลยกรรม เป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผล ใช้พลังงานความร้อนหรือไหมละลายเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และต้องการผลลัพธ์ที่ดูกลมกลืนกับใบหน้า ส่วนการผ่าตัดดึงหน้า เป็นการผ่าตัดเพื่อจัดเรียงชั้นกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อใหม่ เหมาะกับผู้ที่ที่มีผิวหย่อนคล้อยมาก ต้องใช้เวลาพักฟื้นและมีบาดแผล
การยกกระชับผิวโดยไม่ต้องศัลยกรรม เหมาะกับคนอายุเท่าไหร่?
- โดยทั่วไปเหมาะกับผู้ที่มีอายุประมาณตั้งแต่ 25–30 ปีขึ้นไป หรือเริ่มสังเกตเห็นสัญญาณของผิวหย่อนคล้อย เช่น กรอบหน้าไม่ชัด แก้มตก หรือมีริ้วรอยตื้น ๆ อย่างไรก็ตาม ช่วงอายุ 35–45 ปี ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มทำ เพราะเป็นช่วงที่ผิวยังมีศักยภาพในการสร้างคอลลาเจนได้ดี การเริ่มต้นดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยชะลอการเสื่อมของผิวและคงความอ่อนวัยได้ยาวนานกว่า
การยกกระชับผิวโดยไม่ต้องศัลยกรรม สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ไหม?
- การยกกระชับผิวโดยไม่ต้องศัลยกรรม สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่น ๆ ได้ เช่น โปรแกรมฉีดโบ, โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์, เลเซอร์ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินลำดับและช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูกลมกลืนกับใบหน้า
การยกกระชับผิวโดยไม่ต้องศัลยกรรม ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีด้านความงามที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง เพราะช่วยฟื้นฟูผิวแน่นกระชับโดยไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องพักฟื้น และยังคงผลลัพธ์ที่ดูกลมกลืนกับใบหน้า การเลือกเทคนิคที่เหมาะสมควรอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตรงกับความต้องการ
นอกจากการดูแลด้วยเทคโนโลยีแล้ว การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำมาก ๆ และป้องกันแสงแดดอย่างสม่ำเสมอ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผิวคงความกระชับและสุขภาพดีจากภายใน
ท้ายที่สุดแล้วผิวกระชับไม่ได้หมายถึงเพียงความสวยภายนอก แต่คือสัญลักษณ์ของผิวที่มีสุขภาพดี แข็งแรง และดูอ่อนวัยได้ในทุกช่วงวัย หากเริ่มต้นดูแลตั้งแต่วันนี้ คุณก็สามารถมีผิวที่แน่นเรียบตึง และมั่นใจได้โดยไม่ต้องพึ่งการศัลยกรรม

