Collagen Type 1 กับ Collagen Type 3 สำคัญต่อผิวอย่างไร? มีประโยชน์อะไรบ้าง?

Collagen Type 1 กับ Collagen Type 3 สำคัญต่อผิวอย่างไร

คอลลาเจน ถือเป็นโปรตีนหลักในร่างกาย ซึ่งมีบทบาทในการรักษาความยืดหยุ่น และความแข็งแรงของผิว โดยเฉพาะ Collagen Type 1 กับ Collagen Type 3 ที่มีความสำคัญต่อผิวหนังโดยตรง วันนี้ รมย์รวินท์คลินิกจะพามาทำความรู้จักเกี่ยวกับ Collagen Type 1 กับ Collagen Type 3 ว่า คืออะไร? สำคัญต่อผิวอย่างไร? ช่วยเรื่องอะไร? แล้วจะลดลงตอนอายุเท่าไหร่? บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลมาไว้ให้แล้ว พร้อมแชร์เคล็ดลับในการกระตุ้นคอลลาเจน เพื่อให้ผิวกลับมาแน่นกระชับ ยืดหยุ่น และดูอ่อนกว่าวัยอีกครั้ง

 

Collagen Type 1 กับ Collagen Type 3 สำคัญต่อผิวอย่างไร?
Collagen Type 1 กับ Collagen Type 3 สำคัญต่อผิวอย่างไร?

 

Collagen Type 1 กับ Collagen Type 3 สำคัญต่อผิวอย่างไร?

Collagen Type 1 เป็นเส้นใยคอลลาเจนที่มีความหนา และแข็งแรง ซึ่งสามารถพบได้เป็นจำนวนมากในร่างกาย โดยคิดเป็น 90% ของคอลลาเจนทั้งหมด ซึ่งจะพบได้ในผิวหนัง เส้นเอ็น เส้นผม ผนังหลอดเลือด และกระดูก โดยเป็นองค์ประกอบหลักของชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) ทำหน้าที่ในการเสริมความแข็งแรง ความกระชับ และความยืดหยุ่นของผิว รวมทั้งช่วยสมานแผล และกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ผิวที่ได้รับความเสียหาย

ในขณะที่ Collagen Type 3 เป็นเส้นใยคอลลาเจนที่มีความบาง และละเอียดสูง ซึ่งมักจะทำงานควบคู่กับ Collagen Type 1 ในชั้นผิวหนังแท้ โดยสามารถพบได้ในผิวหนัง กล้ามเนื้อ ผนังหลอดเลือด กระดูก และอวัยวะภายใน ซึ่งทำหน้าที่ในการเสริมความยืดหยุ่นให้แก่ผิว และยังช่วยฟื้นฟูการบาดเจ็บของเนื้อเยื่ออีกด้วย

เมื่อ Collagen Type 1 กับ Collagen Type 3 ทำงานร่วมกัน จึงช่วยสร้างโครงสร้างผิวที่มีความแข็งแรง และยืดหยุ่น เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาผิวหย่อนคล้อย และริ้วรอยก่อนวัย ทำให้ผิวมีความสมดุล เรียบเนียน แน่นกระชับ และดูอ่อนกว่าวัยอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ

 

Collagen Type 1 กับ Collagen Type 3 ช่วยเรื่องอะไร?

  • ช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างผิว
  • ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น และความกระชับของผิว
  • ช่วยลดเลือนริ้วรอย และร่องลึกให้ดูตื้นขึ้น
  • ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสียหายจากแสงแดด และมลภาวะ 
  • ช่วยสมานแผล และกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่
  • ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดปัญหาผิวแห้งลอก
  • ช่วยป้องกันผิวหย่อนคล้อย และริ้วรอยก่อนวัย
  • ช่วยปรับผิวให้เรียบเนียน และลดเลือนจุดด่างดำ
  • ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง

 

Collagen Type 1 กับ Collagen Type 3 จะลดลงเมื่ออายุเท่าไหร่?
Collagen Type 1 กับ Collagen Type 3 จะลดลงเมื่ออายุเท่าไหร่?

 

Collagen Type 1 กับ Collagen Type 3 จะลดลงเมื่ออายุเท่าไหร่?

โดยปกติแล้ว Collagen Type 1 กับ Collagen Type 3 ในร่างกายจะเริ่มลดลง เมื่อมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งจะลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยประมาณ 1 – 2% ต่อปี และเมื่อมีอายุ 30 ปีขึ้นไป ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเหลือเพียง 20 – 30% ซึ่งการลดลงของคอลลาเจนในปริมาณมากนั้น จะทำให้โครงสร้างผิวที่เคยแข็งแรง ค่อย ๆ สูญเสียความกระชับ และความยืดหยุ่น จนเกิดเป็นริ้วรอย ร่องลึก และผิวหย่อนคล้อยตามมาได้ โดยสามารถสังเกตเห็นได้ในบริเวณรอบดวงตา หน้าผาก หางตา ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก และร่องมุมปาก

 

สัญญาณเตือนการเสื่อมสภาพของ Collagen 

  • ผิวขาดความยืดหยุ่น

เมื่อคอลลาเจนในผิวลดลง ผิวหนังก็จะเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่น โดยสามารถสังเกตเห็นได้ เมื่อลองใช้มือดึงผิวเบา ๆ แล้วผิวคืนตัวช้ากว่าปกติ

  • ผิวแห้งกร้าน

เมื่อคอลลาเจนในผิวลดลง ผิวหนังก็จะเริ่มสูญเสียน้ำ จนผิวแห้งกร้าน และขาดความชุ่มชื้น ซึ่งในกรณีรุนแรงอาจทำให้ผิวแตก ลอยเป็นขุย หรือเกิดการระคายเคืองได้ง่าย

  • มีริ้วรอย ร่องลึก

เมื่อคอลลาเจนในผิวลดลง ผิวหนังก็จะเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่น และไม่ตึงกระชับเหมือนเดิม ส่งผลให้มีริ้วรอยเส้นเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนผิว และอาจกลายเป็นร่องลึกถาวรได้ โดยเฉพาะบริเวณที่มีการแสดงสีหน้าเป็นประจำ เช่น หน้าผาก หางตา ระหว่างคิ้ว หรือร่องแก้ม

  • ผิวหย่อนคล้อย

เมื่อคอลลาเจนในผิวลดลง โครงสร้างผิวก็จะเริ่มอ่อนแอ และไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ส่งผลให้ผิวหนังเกิดการหย่อนคล้อยลงตามแรงโน้มถ่วง ทำให้ใบหน้าดูตก แก้มดูหย่อน และกรอบหน้าไม่คมชัดได้

  • รูขุมขนกว้าง

เมื่อคอลลาเจนในผิวลดลง โครงสร้างผิวก็จะเริ่มอ่อนแอ และขาดการพยุง ส่งผลให้รูขุมขนที่เคยกระชับ ค่อย ๆ ขยายตัว จนเกิดรูขุมขนกว้างได้

  • ผิวหมองคล้ำ

เมื่อคอลลาเจนในผิวลดลง กระบวนการผลัดเซลล์ผิว และซ่อมแซมผิวก็จะทำงานช้าไปลงต ส่งผลให้เซลล์ผิวเก่ายังคงค้างอยู่บนผิว จนทำให้ผิวหมองคล้ำ ดูโทรม และไม่สดใสได้

 

พฤติกรรมที่ทำลาย Collagen
พฤติกรรมที่ทำลาย Collagen

 

พฤติกรรมที่ทำลาย Collagen 

พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน อาจเป็นตัวการที่เร่งให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพก่อนวัยได้ ดังนี้

  • เผชิญแสงแดดจัด

การเผชิญแสงแดดจัดเป็นประจำ สามารถเร่งให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพก่อนวัยได้ เนื่องจากรังสี UV จากแสงแดดจะเข้าไปกระตุ้นเอนไซม์ที่ชื่อว่า MMPs (Matrix Metalloproteinases) ซึ่งมีหน้าที่ในการย่อยสลายโครงสร้างคอลลาเจน โดยเฉพาะ Collagen Type 1 และ Collagen Type 3 ส่งผลให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น และขาดความแน่นกระชับอย่างรวดเร็ว จนเกิดปัญหาริ้วรอย ร่องลึก และผิวหย่อนคล้อยก่อนวัย

  • เจอมลภาวะสะสม

การเจอมลภาวะสะสม  เช่น ฝุ่น ควัน สารเคมี หรือสิ่งสกปรกในอากาศ สามารถเร่งให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพก่อนวัยได้ เนื่องจากมลภาวะเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น และกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ MMPs (Matrix Metalloproteinases) ทำให้คอลลาเจน และอีลาสตินถูกทำลาย จนส่งผลให้ผิวอ่อนแอ ขาดความยืดหยุ่น และไม่ตึงกระชับได้

  • พักผ่อนไม่เพียงพอ

การพักผ่อนไม่เพียงพอ สามารถเร่งให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพก่อนวัยได้ เนื่องจากร่างกายจะซ่อมแซมเซลล์ผิวได้ช้าลง และยังเพิ่มระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) สูงขึ้น ซึ่งจะไปยับยั้งการผลิตคอลลาเจน และอีลาสตินในผิว ส่งผลให้ผิวอ่อนแอ ขาดความยืดหยุ่น และไม่ตึงกระชับได้

  • มีความเครียดสะสม

การมีความเครียดสะสม สามารถเร่งให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพก่อนวัยได้ เนื่องจากร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) สูงขึ้น ซึ่งจะไปยับยั้งการผลิตคอลลาเจน และอีลาสตินในผิว ส่งผลให้ผิวอ่อนแอ ขาดความยืดหยุ่น และไม่ตึงกระชับได้

  • รับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง

การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง สามารถเร่งให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพก่อนวัยได้ เนื่องจากน้ำตาลจะทำให้เกิดกระบวนการ Glycation ซึ่งจะไปจับกับโปรตีนในร่างกาย โดยเฉพาะคอลลาเจน และอีลาสติน ส่งผลเส้นใยคอลลาเจนเปราะบาง แข็งตัว และสูญเสียความยืดหยุ่น จนเกิดริ้วรอย หรือผิวหย่อนคล้อยได้ง่าย

  • ดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป สามารถเร่งให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพก่อนวัยได้ เนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ในการขับน้ำออกจากร่างกาย และกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ซึ่งจะไปยับยั้งการผลิตคอลลาเจน และอีลาสตินในผิว ส่งผลให้ผิวอ่อนแอ ขาดความยืดหยุ่น และไม่ตึงกระชับได้

  • สูบบุหรี่

การสูบบุหรี่มากเกินไป สามารถเร่งให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพก่อนวัยได้ เนื่องจากสารพิษในบุหรี่จะเข้าไปลดการไหลเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงเซลล์ผิว และยังกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ MMPs (Matrix Metalloproteinases) ทำให้คอลลาเจน และอีลาสตินถูกทำลาย จนส่งผลให้ผิวอ่อนแอ ขาดความยืดหยุ่น และไม่ตึงกระชับได้

 

เสริม Collagen วิธีไหนได้บ้าง?

ปัจจุบันการเสริม Collagen สามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคล ดังนี้

  • เสริม Collagen ด้วยการกิน

การเสริมคอลลาเจนด้วยการกิน ถือเป็นวิธีที่ง่าย และมีความสะดวก โดยสามารถทำได้ทั้งการรับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนช่วยในการกระตุ้นคอลลาเจน หรือรับประทานอาหารที่มีประกอบช่วยสร้างคอลลาเจน ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี วิตามินเอ โปรตีน หรือไลโคปีน เช่น ไข่ ปลา ถั่ว ฝรั่ง ส้ม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี บรอกโคลี หรือผักใบเขียว แต่แนะนำให้รับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ เนื่องจากวิธีนี้อาจใช้ระยะเวลาในการเห็นผลค่อนข้างนาน

  • เสริม Collagen ด้วยการทา

การเสริมคอลลาเจนด้วยการทา ถือเป็นวิธีที่ง่าย และมีความสะดวกเช่นเดียวกัน โดยการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบเจล ครีม เซรั่ม หรือโลชั่น เช่น วิตามินซี วิตามินเอ เปปไทด์ หรือไนอะซินาไมด์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการเสริมคอลลาเจนแบบทาจะมีโมเลกุลค่อนข้างใหญ่ ทำให้ดูดซึมเข้าสู่ผิวได้ยาก โดยจะแนะนำให้ใช้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ เนื่องจากวิธีนี้อาจใช้ระยะเวลาในการเห็นผลค่อนข้างนาน

  • เสริม Collagen ด้วยการฉีด

การเสริมคอลลาเจนด้วยการฉีด ถือเป็นวิธีที่สามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับวิธีอื่น ๆ โดยเป็นการฉีดสารชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติกระตุ้นคอลลาเจนเข้าไปยังผิวโดยตรง เพื่อฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งวิธีนี้สามารถช่วยลดเลือนริ้วรอย ร่องลึก และยกกระชับผิวหย่อนคล้อยก่อนวัยได้ ขึ้นอยู่กับประเภทของหัตถการ และสภาพผิวของแต่ละบุคคล แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ

 

รวมหัตถการกระตุ้น Collagen
รวมหัตถการกระตุ้น Collagen

 

รวมหัตถการกระตุ้น Collagen

ในปัจจุบันการทำหัตถการความงาม เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมในการกระตุ้นคอลลาเจน โดยมีหัตถการ ดังนี้

Sculptra

  • ส่วนประกอบ : Sculptra มีส่วนประกอบหลักของ Poly-L-Lactic Acid (PLLA) 
  • คุณสมบัติ : การฉีด Sculptra ช่วยกระตุ้นการสร้าง Collagen Type 1 ตามกระบวนการธรรมชาติ เพื่อทดแทนคอลลาเจนที่ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยยกกระชับผิว และฟื้นฟูโครงสร้างผิวในชั้นลึก ทำให้ผิวมีความหนาแน่น แข็งแรง กระชับ ยืดหยุ่น ดูอิ่มฟู และผิวมีคุณภาพที่ดีขึ้นจากภายใน
  • เหมาะกับ : การฉีด Sculptra เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวสูญเสียคอลลาเจน ผิวขาดความยืดหยุ่น ไม่กระชับ ผิวหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด และมีริ้วรอย ร่องลึก 
  • จำนวนครั้งที่ฉีด : การฉีด Sculptra ควรฉีดประมาณ 2 – 3 ครั้ง เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ในด้านการกระตุ้นคอลลาเจนอย่างเต็มที่ แต่ทั้งนี้จำนวนครั้งที่ฉีดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์
  • ผลลัพธ์คงอยู่ : หลังฉีด Sculptra ผลลัพธ์จะสามารถคงอยู่ได้นานถึง 24 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

 

Radiesse

  • ส่วนประกอบ : Radiesse มีส่วนประกอบหลักของ Calcium Hydroxylapatite (CaHA) 
  • คุณสมบัติ : การฉีด Radiesse ช่วยกระตุ้นการสร้าง Collagen Type 1, Collagen Type 3, Elastin, Proteoglycan และ Angiogenesis พร้อมทั้งช่วยเติมเต็มผิว ฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นลึก และปรับปรุงคุณภาพผิว ทำให้ผิวมีความแข็งแรง กระชับ ยืดหยุ่น อิ่มฟู ชุ่มชื้น และดูสุขภาพดีขึ้นจากภายใน
  • เหมาะกับ : การฉีด Radiesse เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวสูญเสียคอลลาเจน ขาดวอลลุ่ม ผิวไม่ยืดหยุ่น ไม่กระชับ ผิวหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด และมีริ้วรอย ร่องลึก
  • จำนวนครั้งที่ฉีด : การฉีด Radiesse ควรฉีดประมาณ 1 – 3 ครั้ง เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ในด้านการกระตุ้นคอลลาเจนอย่างเต็มที่ แต่ทั้งนี้จำนวนครั้งที่ฉีดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์
  • ผลลัพธ์คงอยู่ : หลังฉีด Radiesse ผลลัพธ์จะสามารถคงอยู่ได้นานถึง 24 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

 

Ultracol

    • ส่วนประกอบ : Ultracol มีส่วนประกอบหลักของ Polydioxanone (PDO)
    • คุณสมบัติ : การฉีด Ultracol ช่วยกระตุ้นการสร้าง Collagen Type 1 และ Collagen Type 3 พร้อมทั้งช่วยปรับผิวให้กระจ่างใส เพิ่มความยืดหยุ่น และลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ ทำให้ผิวมีความหนาแน่น กระชับ เรียบเนียน และดูสุขภาพดีขึ้นจากภายใน
    • เหมาะกับ : การฉีด Ultracol เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวสูญเสียคอลลาเจน ผิวไม่เรียบเนียน หมองคล้ำ ดูโทรม ไม่สดใส ผิวหย่อนคล้อย และมีริ้วรอย ร่องลึก
  • จำนวนครั้งที่ฉีด : การฉีด Ultracol ควรฉีดประมาณ 3 ครั้ง เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ในด้านการกระตุ้นคอลลาเจนอย่างเต็มที่ แต่ทั้งนี้จำนวนครั้งที่ฉีดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์
  • ผลลัพธ์คงอยู่ : หลังฉีด Ultracol ผลลัพธ์จะสามารถคงอยู่ได้นานถึง 6 – 8 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

 

Profhilo

  • ส่วนประกอบ : Profhilo มีส่วนประกอบหลักของ Hyaluronic Acid (HA)
  • คุณสมบัติ : การฉีด Profhilo ช่วยกระตุ้นการสร้าง Collagen Type 1, Collagen Type 3, Collagen Type 4 และ Collagen Type 7 พร้อมทั้งช่วยปรับปรุงโครงสร้างผิวแบบ Bio-Remodeling และฟื้นฟูการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น กระชับ เรียบเนียน อิ่มฟู ชุ่มชื้น และดูสุขภาพดีจากภายใน
  • เหมาะกับ : การฉีด Profhilo เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวสูญเสียคอลลาเจน ไม่ยืดหยุ่น ดูหมองคล้ำ ขาดความชุ่มชื้น รูขุมขนกว้าง ผิวไม่เรียบเนียน ผิวหย่อนคล้อย และมีริ้วรอยเส้นเล็ก ๆ 
  • จำนวนครั้งที่ฉีด : การฉีด Profhilo ควรฉีดประมาณ 2 ครั้ง เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ในด้านการกระตุ้นคอลลาเจนอย่างเต็มที่ แต่ทั้งนี้จำนวนครั้งที่ฉีดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์
  • ผลลัพธ์คงอยู่ : หลังฉีด Profhilo ผลลัพธ์จะสามารถคงอยู่ได้นานถึง 6 – 9 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

 

Karisma Rh Collagen

  • ส่วนประกอบ : Karisma Rh Collagen มีส่วนประกอบหลักของ Collagen Polypeptide a1 Chain R (Rh Collagen) ผสานเข้ากับ High Molecular Weight Hyaluronic Acid (HMW – HA) และ Carboxymethylcellulose (CMC)
  • คุณสมบัติ : การฉีด Karisma Rh Collagen ช่วยกระตุ้นการสร้าง Collagen Type 1 จากนั้นกระตุ้นการสร้าง Collagen Type 2 และ Collagen Type 2 เพิ่มเติม พร้อมทั้งช่วยเติมเต็ม เพิ่มความยืดหยุ่น และฟื้นฟูคุณภาพผิว ทำให้ผิวมีความกระชับ เรียบเนียน ดูอิ่มฟู และชุ่มชื้นจากภายใน
  • เหมาะกับ : การฉีด Karisma Rh Collagen เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวสูญเสียคอลลาเจน ผิวไม่ยืดหยุ่น ขาดความกระชับ ดูโทรม แห้งกร้าน หมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง ผิวหย่อนคล้อย และมีริ้วรอยเส้นเล็ก ๆ 
  • จำนวนครั้งที่ฉีด : การฉีด Karisma Rh Collagen ควรฉีดประมาณ 3 ครั้ง เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ในด้านการกระตุ้นคอลลาเจนอย่างเต็มที่ แต่ทั้งนี้จำนวนครั้งที่ฉีดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์
  • ผลลัพธ์คงอยู่ : หลังฉีด Karisma Rh Collagen ผลลัพธ์จะสามารถคงอยู่ได้นานถึง 6 – 12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

 

Collaju

  • ส่วนประกอบ : Collaju มีส่วนประกอบหลักของ Atelocollagen Type 1 
  • คุณสมบัติ : การฉีด Collaju ช่วยกระตุ้นการสร้าง Collagen Type 1 และเติมเต็มช่องว่างใต้ผิวหนัง พร้อมทั้งฟื้นฟูโครงสร้างผิวที่เสื่อมสภาพ และเสริมเกราะป้องกันผิว ทำให้ผิวมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น เรียบเนียน กระชับ ดูอิ่มฟู และมีสุขภาพดีจากภายใน
  • เหมาะกับ : การฉีด Collaju เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวบางจากการสูญเสียคอลลาเจน ผิวไม่ยืดหยุ่น ขาดความกระชับ ผิวแห้งกร้าน รูขุมขนกว้าง ผิวหย่อนคล้อย และมีริ้วรอย ร่องลึก
  • จำนวนครั้งที่ฉีด : การฉีด Collaju ควรฉีดประมาณ 1 – 2 ครั้ง เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ในด้านการกระตุ้นคอลลาเจนอย่างเต็มที่ แต่ทั้งนี้จำนวนครั้งที่ฉีดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์
  • ผลลัพธ์คงอยู่ : หลังฉีด Collaju ผลลัพธ์จะสามารถคงอยู่ได้นานถึง 4 – 6 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

 

วิธีป้องกัน Collagen เสื่อมสภาพ
วิธีป้องกัน Collagen เสื่อมสภาพ

 

วิธีป้องกัน Collagen เสื่อมสภาพ

การป้องกันไม่ให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพสามารถทำได้หลายวิธี โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ดังนี้

  • ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ

การทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ สามารถป้องกันไม่ให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพได้ เนื่องจากรังสี UV เป็นตัวการหลักในการทำลายคอลลาเจน โดยทั่วไปจะแนะนำให้เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ประมาณ 30 – 50 ขึ้นไป ซึ่งควรทาเป็นประจำทุกวัน แม้ในวันที่อยู่บ้าน

  • ใช้ครีมบำรุงผิวเป็นประจำ

การใช้ครีมบำรุงผิวเป็นประจำ สามารถป้องกันไม่ให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพได้ โดยเฉพาะครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของสารสำคัญอย่างวิตามินซี วิตามินเอ เปปไทด์ และไนอะซินาไมด์ เพื่อลดการเกิดอนุมูลอิสระ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ และเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงจากภายใน

  • รับประทานอาหารที่ดีต่อผิว

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว สามารถป้องกันไม่ให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพได้ โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี โปรตีน และสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง ไขมันสูง และอาหารแปรรูป เนื่องจากอาจทำให้คอลลาเจนถูกทำลายได้ง่าย 

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ

การดื่มน้ำให้เพียงพอ สามารถป้องกันไม่ให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพได้ โดยทั่วไปจะแนะนำให้ดื่มน้ำอย่างน้อย 7 – 8 แก้วต่อวัน เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว เนื่องจากหากร่างกายขาดน้ำก็จะทำให้คอลลาเจนเปราะบาง และเสื่อมสภาพได้ง่าย อีกทั้งยังส่งผลต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายอีกด้วย

  • พักผ่อนอย่างเหมาะสม

การพักผ่อนให้เพียงพอ สามารถป้องกันไม่ให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพได้ โดยทั่วไปจะแนะนำให้นอนหลับอย่างน้อย 7 – 8 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ผลิตออกมาอย่างเต็มที่ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการซ่อมแซมเซลล์ผิว และการสร้างคอลลาเจน อีกทั้งยังทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • หากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด

การหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด สามารถป้องกันไม่ให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพได้ โดยเฉพาะการออกกำลังกาย นั่งสมาธิ เล่นโยคะ พิลาทิส หรืออ่านหนังสือ ซึ่งการทำกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีมากขึ้น และลดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ที่ไปรบกวนการสร้างคอลลาเจนในผิว 

  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์

การหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ สามารถป้องกันไม่ให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพได้ เนื่องจากสารพิษจากบุหรี่ และแอลกอฮอล์อาจไปทำลายคอลลาเจน และอีลาสตินในผิว อีกทั้งยังลดการไหลเวียนเลือด ทำให้ผิวดูโทรม เสื่อมสภาพ และแก่กว่าวัยได้

  • ทำหัตถการกระตุ้นคอลลาเจน

การทำหัตถการกระตุ้นคอลลาเจน สามารถป้องกันไม่ให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพได้ โดยในปัจจุบันหัตถการเหล่านี้มีให้เลือกหลากหลายประเภท เช่น Sculptra, Radiesse, Profhilo, Ultracol, Karisma Rh Collagen หรือ Collaju ซึ่งแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ เพื่อให้แพทย์เลือกหัตถการที่เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

 

จะเห็นได้ว่า Collagen Type 1 กับ Collagen Type 3 มีความสำคัญอย่างมากต่อโครงสร้างผิว ซึ่งมีบทบาทในการช่วยให้โครงสร้างผิวมีความแข็งแรง กระชับ และยืดหยุ่นจากภายใน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผิวหย่อนคล้อย หรือริ้วรอย ร่องลึกก่อนวัย ทำให้ผิวดูสุขภาพดี และอ่อนกว่าวัยอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ ดังนั้นการใส่ใจดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสม และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้คอลลาเจนลดลง โดยควรทำควบคู่ไปกับการทำหัตถการกระตุ้นคอลลาเจน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากขึ้น

 

*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด