ผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอเกิดจากอะไร ทำอย่างไรให้ผิวกลับมากระจ่างใส?

ผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอเกิดจากอะไร

ผิวหมองคล้ำ มักเป็นปัญหาที่หลายคนกังวล ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง หรือผู้ชาย โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากอายุที่มากขึ้น ร่วมกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การพักผ่อนน้อย ดื่มน้ำน้อย เผชิญแสงแดด มลภาวะ หรือแม้แต่ความเครียดสะสม ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ผิวหมองคล้ำ ดูไม่กระจ่างใส และสีผิวไม่สม่ำเสมอได้ วันนี้ รมย์รวินท์คลินิกจะพาทุกคนมาเรียนรู้ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับผิวหมองคล้ำว่า คืออะไร? มีลักษณะอย่างไร? เกิดจากอะไร? แล้วทำอย่างไรให้ผิวกลับมากระจ่างใส? พร้อมแนะนำวิธีการป้องกันผิวหมองคล้ำในระยะยาว บทความนี้รวบรวมสิ่งที่ต้องรู้มาไว้ให้แล้ว

 

ผิวหมองคล้ำ คืออะไร
ผิวหมองคล้ำ คืออะไร

 

ผิวหมองคล้ำ คืออะไร?

ผิวหมองคล้ำ คือ ลักษณะของผิวที่ดูซีด หม่น ไม่กระจ่างใส  สีผิวไม่สม่ำเสมอ และขาดความเปล่งปลั่ง ซึ่งสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นอายุที่มากขึ้น บำรุงผิวไม่เหมาะสม แสงแดด มลภาวะ พักผ่อนไม่เพียงพอ เครียดสะสม รวมไปถึงสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ โดยผิวหมองคล้ำนั้น มักจะเกิดร่วมกับผิวแห้ง หยาบกร้าน หรือมีจุดด่างดำ ฝ้า กระร่วมด้วย ทำให้ใบหน้าดูโทรม เหนื่อยล้า และแก่กว่าวัยอย่างเห็นได้ชัด

 

ผิวหมองคล้ำ มีลักษณะอย่างไร?

ปัญหาผิวหมองคล้ำ สามารถสังเกตได้จากลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

  • ผิวดูไม่กระจ่างใส และคล้ำลงกว่าปกติ
  • สีผิวไม่สม่ำเสมอ บางบริเวณดูคล้ำกว่าส่วนอื่น ๆ เช่น หน้าผาก หน้าแก้ม หรือใต้ตา
  • มีฝ้า กระ จุดด่างดำ หรือรอยดำจากสิวร่วมด้วย
  • ผิวแห้ง หยาบกร้าน และขาดความชุ่มชื้น 
  • ผิวคล้ำง่ายกว่าปกติ เมื่อเผชิญแสงแดด
  • ผิวลอกหลุด เป็นขุย หรือคันในบริเวณที่ถูกทำร้าย
  • ผิวดูโทรม เหนื่อยล้า ขาดความเปล่งปลั่ง และแต่งหน้าไม่ติด

 

ผิวหมองคล้ำ เกิดจากอะไร
ผิวหมองคล้ำ เกิดจากอะไร

 

ผิวหมองคล้ำ เกิดจากอะไร?

ปัญหาผิวหมองคล้ำ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งปัจจัยภายในร่างกาย และภายนอก ดังนี้

  • อายุมากขึ้น

อายุที่มากขึ้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวหมองคล้ำได้ง่าย เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น ผิวจะเกิดการเสื่อมสภาพลงตามวัย โดยเฉพาะการผลิตคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง รวมไปถึงกระบวนการผลัดเซลล์ผิว ซึ่งจะค่อย ๆ ทำงานช้าลงเรื่อย ๆ ส่งผลให้ผิวเกิดความหมองคล้ำ ไม่กระจ่างใส แห้งกร้าน ไม่เรียบเนียน และเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำได้ง่าย ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ชัดในช่วงอายุประมาณ 30 ปีขึ้นไป

  • ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวหมองคล้ำได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ลดลงในช่วงก่อนมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ หรือกำลังเข้าสู่วัยทอง ผิวจะกักเก็บน้ำได้น้อยลง รวมถึงกระบวนการผลัดเซลล์ผิว และกระบวนการสร้างคอลลาเจนก็จะทำงานช้าลงตามไปด้วย ส่งผลให้ผิวหมองคล้ำ แห้งกร้าน ขาดน้ำ ไม่สดใส และสีผิวไม่สม่ำเสมอได้

  • บำรุงผิวไม่เหมาะสม

การบำรุงผิวไม่เหมาะสม เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวหมองคล้ำได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการไม่ใช้สกินแคร์บำรุงผิว การใช้สกินแคร์ที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว หรือการไม่ทาครีมกันแดด ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ ผิวเสียสมดุล และไวต่อการระคายเคืองได้ จนส่งผลให้เกิดปัญหาผิวหมองคล้ำ ดูโทรม แห้งกร้าน และไม่สดใสได้

  • ทำความสะอาดผิวไม่ถูกต้อง

การทำความสะอาดผิวไม่ถูกต้อง เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวหมองคล้ำได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการล้างหน้าบ่อยเกินไป หรือการล้างหน้าไม่สะอาด ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนทำให้ผิวสูญเสียสมดุล เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ และกระตุ้นให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ง่าย ส่งผลให้ผิวหมองคล้ำ ไม่กระจ่างใส ผิวดูแห้ง ขาดน้ำ ลอกเป็นขุย และคล้ำเสียในระยะยาวได้

  • ผลัดเซลล์ผิวบ่อยเกินไป

การผลัดเซลล์ผิวบ่อยเกินไป หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่รุนแรงต่อผิว เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวหมองคล้ำได้ง่าย เนื่องจากการผลัดเซลล์ผิวบ่อยเกินความจำเป็น อาจเกราะป้องกันผิวถูกทำลาย จนผิวบางลง และสูญเสียน้ำได้ อีกทั้งยังกระตุ้นให้ผิวเกิดการอักเสบ ระคายเคือง และไวต่อแสงแดดมากขึ้น ส่งผลให้ผิวหมองคล้ำ แห้งกร้าน ดูไม่กระจ่างใส และสีผิวไม่สม่ำเสมอได้

  • แสงแดด และรังสี UV

แสงแดด และรังสี UV เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวหมองคล้ำได้ง่าย เนื่องจากรังสี UV จะเข้าไปทำลายโครงสร้างผิวชั้นลึก โดยเฉพาะคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้โครงสร้างผิวเกิดการเสื่อมสภาพ ขาดความยืดหยุ่น และแก่กว่าวัยได้ อีกทั้งยังกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผิวหมองคล้ำ แห้งกร้าน ดูโทรม ไม่กระจ่างใส สีผิวไม่สม่ำเสมอ และเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำในระยะยาวได้

  • มลภาวะ

มลภาวะ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวหมองคล้ำได้ง่าย เนื่องจากการเผชิญกับมลภาวะสะสมโดยไม่รู้ตัว อาจทำให้ร่างกายกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระ กระตุ้นการอักเสบ และกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น อีซึ่งเป็นการเร่งให้ผิวเสื่อมสภาพก่อนวัย อีกทั้งยังทำลายเกราะป้องกันผิว ทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ และผิวสูญเสียน้ำได้ง่าย ส่งผลให้ผิวหมองคล้ำ ดูโทรม ไม่กระจ่างใส ผิวแห้ง หยาบกร้าน และสีผิวไม่สม่ำเสมอได้

  • ดื่มน้ำเปล่าน้อย

การดื่มน้ำเปล่าน้อย เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวหมองคล้ำได้ง่าย เนื่องจากเมื่อร่างกายได้รับปริมาณน้ำไม่เพียงพอในแต่ละวัน อาจทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นจากภายใน และทำให้กระบวนการผลัดเซลล์ผิวทำงานช้าลง ส่งผลให้เซลล์เก่าสะสมอยู่ในผิว จนผิวหมองคล้ำ ดูโทรม แห้งกร้าน ลอกเป็นขุย ไม่กระจ่างใส และไวต่อการระคายเคืองได้

  • พักผ่อนไม่เพียงพอ

การพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวหมองคล้ำได้ง่าย เนื่องจากเมื่อร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ เซลล์ผิวก็จะไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการผลิตคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง รวมถึงยังทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานน้อยลง ส่งผลให้ผิวหมองคล้ำ ดูโทรม เหนื่อยล้า แห้งกร้าน ไม่กระจ่างใส และเสื่อมสภาพก่อนวัยได้

  • เครียดสะสม

ความเครียดสะสม เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวหมองคล้ำได้ง่าย เนื่องจากเมื่อร่างกายมีความเครียด ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการฟื้นฟูผิว รวมไปถึงกระบวนการผลิตคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง อีกทั้งยังกระตุ้นให้ผิวเกิดการอักเสบ และกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผิวหมองคล้ำ ดูโทรม ไม่สดใส ผิวแห้งกร้าน สีผิวไม่สม่ำเสมอ และเกิดการระคายเคืองได้ง่าย

  • อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์

การอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรืออยู่หน้าจอโทรศัพท์เป็นเวลานาน เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผิวหมองคล้ำได้ง่าย เนื่องจากแสงสีฟ้า (Blue Light) จากหน้าจอ สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานินเพิ่มขึ้น และกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระ ทำให้คอลลาเจน และอีลาสตินถูกทำลาย ส่งผลให้ผิวหมองคล้ำ ไม่กระจ่างใส สีผิวไม่สม่ำเสมอ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำตามมาได้ง่าย

  • ดื่มแอลกอฮอล์ 

การดื่มแอลกอฮอล์ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวหมองคล้ำได้ง่าย เนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ จึงทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ และผิวขาดความชุ่มชื้นมากกว่าปกติ อีกทั้งยังกระตุ้นการอักเสบ และกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผิวหมองคล้ำ ดูโทรม ไม่สดใส ผิวแห้งกร้าน และดูแก่กว่าวัยได้

  • สูบบุหรี่

การสูบบุหรี่ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวหมองคล้ำได้ง่าย เนื่องจากสารนิโคตินในบุหรี่ จะไปลดการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือด ออกซิเจน และสารอาหารไหลเวียนไปเลี้ยงผิวน้อยลง อีกทั้งยังกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ทำให้คอลลาเจน และอีลาสตินถูกทำลาย ส่งผลให้ผิวหมองคล้ำ แห้งกร้าน ดูโทรม ไม่กระจ่างใส และแก่กว่าวัยได้

 

ผิวหมองคล้ำ มีวิธีดูแลอย่างไร
ผิวหมองคล้ำ มีวิธีดูแลอย่างไร

 

ผิวหมองคล้ำ มีวิธีดูแลอย่างไร?

ผิวหมองคล้ำ สามารถดูแล และแก้ไขได้หลายวิธี โดยเน้นทั้งการดูแลจากภายนอก และการปรับพฤติกรรมจากภายใน ดังนี้

  • ใช้สกินแคร์ที่เหมาะกับสภาพผิว

การใช้สกินแคร์ให้เหมาะกับสภาพผิว สามารถแก้ปัญหาผิวหมองคล้ำได้ โดยการใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid, Ceramide หรือ Glycerin ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้น และกักเก็บน้ำในผิว พร้อมทั้งเลือกใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Vitamin C หรือ Niacinamide เพื่อช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ เสริมเกราะป้องกันผิว และลดการเกิดเม็ดสีเมลานินเพิ่มขึ้น ทำให้ผิวดูสว่าง กระจ่างใส เปล่งปลั่ง และแข็งแรงขึ้นจากภายใน

  • ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ

การใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ สามารถแก้ปัญหาผิวหมองคล้ำได้ โดยการใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ประมาณ 30 – 50 ขึ้นไป และมีค่า PA +++ ขึ้นไป เพื่อปกป้องผิวจากการถูกทำลาย โดยรังสี UVA, UVB และ Blue Light ซึ่งเป็นตัวการที่กระตุ้นให้เกิดเม็ดสีเมลานินเพิ่มขึ้น ทำให้ผิวคล้ำเสีย และสีผิวไม่สม่ำเสมอได้ง่าย นอกจากนี้ควรเลือกครีมกันแดดที่มีเนื้อบางเบา ไม่อุดตันผิว สูตรอ่อนโยน ปราศจากแอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

  • ทำความสะอาดผิวอย่างถูกวิธี

การทำความสะอาดผิวอย่างถูกวิธี สามารถแก้ปัญหาผิวหมองคล้ำได้ โดยการล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ทั้งเช้า และเย็น เพื่อขจัดสิ่งสกปรกต่าง ๆ ออกจากผิว ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น ควัน มลภาวะ เครื่องสำอาง และความมันที่ตกค้างอยู่บนผิว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการอุดตันในรูขุมขน นอกจากนี้ควรเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีความอ่อนโยนต่อผิว และมีค่า pH ใกล้เคียงกับผิว รวมถึงหลีกเลี่ยงการถูใบหน้าแรง ๆ หรือใช้น้ำร้อนล้างหน้า

  • ผลัดเซลล์ผิวอย่างเหมาะสม

การผลัดเซลล์ผิวอย่างเหมาะสม สามารถแก้ปัญหาผิวหมองคล้ำได้ โดยการผลัดเซลล์ผิวสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง เพื่อขจัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพ และกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ นอกจากนี้ควรเลือกผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวที่มีความอ่อนโยน และปราศจากสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้สครับเนื้อหยาบ หรือการขัดผิวหน้าแรง ๆ 

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ

การดื่มน้ำให้เพียงพอ สามารถแก้ปัญหาผิวหมองคล้ำได้ โดยการดื่มน้ำเปล่าให้ได้วันละ 1.5 – 2 ลิตร หรือปรับตามน้ำหนักตัว และกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ผิวจากภายใน ลดการสะสมของสารพิษในร่างกาย และเสริมกระบวนการผลัดเซลล์ผิวให้ทำงานได้ดีมากขึ้น นอกจากนี้ควรค่อย ๆ จิบน้ำในปริมาณน้อย ๆ ตลอดทั้งวัน และหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำในปริมาณมากทีเดียว 

  • รับประทานอาหารเสริม

การรับประทานอาหารเสริม สามารถแก้ปัญหาผิวหมองคล้ำได้ โดยการรับประทานอาหารเสริมที่ช่วยบำรุงผิวจากภายใน และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น Vitamin C, Vitamin E, Glutathione, Astaxanthin, Coenzyme Q10 หรือคอลลาเจน เพื่อช่วยปรับผิวให้สว่างกระจ่างใส ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน และชะลอการเสื่อมสภาพของผิวก่อนวัย นอกจากควรเลือกผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ได้มาตรฐาน และผ่านการรับรองจาก อย. รวมถึงรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม โดยผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

  • พักผ่อนให้เพียงพอ

การพักผ่อนให้เพียงพอ สามารถแก้ปัญหาผิวหมองคล้ำได้ โดยการนอนหลับให้ได้อย่างน้อยวันละ 7 – 8 ชั่วโมง เพื่อให้เซลล์ผิวได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน ทำให้กระบวนการผลัดเซลล์ผิวทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ควรเข้านอน และตื่นนอนในเวลาใกล้เคียงเดิมทุกวัน รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือก่อนนอน เพื่อให้การนอนหลับมีคุณภาพมากขึ้น

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายสม่ำเสมอ สามารถแก้ปัญหาผิวหมองคล้ำได้ โดยการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง และใช้เวลาครั้งละ 30 นาที เพื่อขับของเสียออกจากร่างกาย ลดฮอร์โมนความเครียด และกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้ผิวได้รับออกซิเจน และสารอาหารมากขึ้น นอกจากนี้ควรดื่มน้ำทั้งก่อน ระหว่าง และหลังออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้เกิดภาวะผิวขาดน้ำ

  • ทำหัตถการทางการแพทย์

การทำหัตถการทางแพทย์ สามารถแก้ปัญหาผิวหมองคล้ำได้ โดยการทำหัตถการประเภท Skin Booster หรือฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจน (Biostimulator) เพื่อฟื้นฟูเซลล์ผิวที่ได้รับความเสียหาย ลดเม็ดสีเมลานินใต้ผิว และกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่โดยตรง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้ แนะนำให้เข้ารับการปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ เพื่อให้แพทย์ประเมินสภาพผิว และเลือกหัตถการที่เหมาะสมกับปัญหาที่ต้องการแก้ไข

 

รวมหัตถการกู้ผิวหมองคล้ำ
รวมหัตถการกู้ผิวหมองคล้ำ

 

รวมหัตถการกู้ผิวหมองคล้ำ

การทำหัตถการการแพทย์ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถฟื้นฟูผิวหมองคล้ำได้โดยตรง ซึ่งในปัจจุบันหัตถการที่ได้รับความนิยมในการแก้ปัญหาผิวหมองคล้ำ มีดังนี้

  • Rejuran

Rejuran เป็นหัตถการกู้ผิวหมองคล้ำที่มีส่วนประกอบของ Polynucleotide (PN) จากปลาแซลมอน โดยมีคุณสมบัติเด่นในการฟื้นฟูเซลล์ผิวที่ได้รับความเสียหายจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น แสงแดด มลภาวะ ความเครียด หรือการพักผ่อนน้อย พร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดการอักเสบ และเสริมเกราะป้องกันผิวจากภายใน ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวแห้ง หยาบกร้าน ลอกเป็นขุย ผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ รูขุมขนกว้าง และมีหลุมสิวเล็กน้อย โดยผลลัพธ์หลังฉีดสามารถอยู่ได้นานเฉลี่ยประมาณ 3 – 6 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล

  • Vitaran I

Vitaran I เป็นหัตถการกู้ผิวหมองคล้ำที่มีส่วนประกอบของ Polynucleotide (PN) จากปลาเทราต์ โดยมีคุณสมบัติเด่นในการฟื้นฟูผิวที่เสื่อมสภาพ ฟื้นฟูผิวที่เป็นสิว ลดการอักเสบของผิว และปรับโครงสร้างผิวให้แข็งแรง พร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวใหม่ และเสริมเกราะป้องกันผิวจากภายใน ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวเป็นสิว ผิวอักเสบ แพ้ง่าย ผิวแห้งกร้าน ลอกเป็นขุน ผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ผิวคล้ำเสียจากแสงแดด รูขุมขนกว้าง และมีหลุมสิว โดยผลลัพธ์หลังฉีดสามารถอยู่ได้นานเฉลี่ยประมาณ 9 – 12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล

  • Plinest

Plinest เป็นหัตถการกู้ผิวหมองคล้ำที่มีส่วนประกอบของ Polynucleotide (PN) จากปลาเทราต์ โดยมีคุณสมบัติเด่นในการเติมเต็มผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และซ่อมแซมเซลล์ผิว พร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เสริมโครงสร้างผิวให้แข็งแรง และปรับปรุงคุณภาพผิวจากภายใน ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวอ่อนแอ แห้งกร้าน ดูโทรม ผิวหมองคล้ำ ไม่เรียบเนียน รูขุมขนกว้าง มีรอยสิว และหลุมสิวเล็กน้อย โดยผลลัพธ์หลังฉีดสามารถอยู่ได้นานเฉลี่ยประมาณ 6 – 9 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล

  • Profhilo

Profhilo เป็นหัตถการกู้ผิวหมองคล้ำที่มีส่วนประกอบของ Hyaluronic Acid (HA) แบบไม่เชื่อมพันธะ (Non-Crosslinked HA) โดยมีคุณสมบัติเด่นในการฟื้นฟูโครงสร้างผิวหนัง (Bio-Remodeling) พร้อมกระตุ้นการทำงานของเซลล์ชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Keratinocytes กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว, Fibroblast กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และ Adipocyte ฟื้นฟูปริมาณเซลล์ไขมัน ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหลวมจากการขาดคอลลาเจน ผิวหย่อนคล้อยแรกเริ่ม มีริ้วรอยเล็ก ๆ ผิวขาดความยืดหยุ่น แห้งกร้าน ขาดน้ำ ผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ รูขุมขนกว้าง มีหลุมสิว และรอยแผลเป็น โดยผลลัพธ์หลังฉีดสามารถอยู่ได้นานเฉลี่ยประมาณ 6 – 9 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล

  • Karisma Rh Collagen

Karisma Rh Collagen เป็นหัตถการกู้ผิวหมองคล้ำที่มีส่วนประกอบของ Collagen Polypeptide a1 Chain R (Rh Collagen), High Molecular Weight Hyaluronic Acid (HMW – HA) และ Carboxymethylcellulose โดยมีคุณสมบัติเด่นในการเพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟูสภาพผิว และเสริมโครงสร้างผิวให้แข็งแรง พร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ตามธรรมชาติ และลดการอักเสบของผิว ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวเสื่อมสภาพจากการขาดคอลลาเจน ผิวหย่อนคล้อยแรกเริ่ม ขาดความยืดหยุ่น มีริ้วรอยเล็ก ๆ ผิวดูโทรม แห้งกร้าน อ่อนล้า ผิวหมองคล้ำ ไม่กระจ่างใส รูขุมขนกว้าง และมีรอยแผลเป็นจากสิว โดยผลลัพธ์หลังฉีดสามารถอยู่ได้นานเฉลี่ยประมาณ 6 – 12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล

  • Ultracol

Ultracol เป็นหัตถการกู้ผิวหมองคล้ำที่มีส่วนประกอบของ Polydioxanone (PDO) โดยมีคุณสมบัติเด่นในการ

เพิ่มความหนาแน่นให้ผิว เติมความชุ่มชื้น เพิ่มความยืดหยุ่น และปรับผิวให้กระจ่างใส พร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ตามธรรมชาติ และลดเลือนริ้วรอย ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ขาดความยืดหยุ่น มีริ้วรอย ร่องลึก ผิวแห้งกร้าน ดูโทรม ไม่สดใส ผิวหมองคล้ำ มีจุดด่างดำ รูขุมขนกว้าง และผิวไม่เรียบเนียน โดยผลลัพธ์หลังฉีดสามารถอยู่ได้นานเฉลี่ยประมาณ 6 – 8 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล

 

วิธีป้องกันผิวหมองคล้ำ
วิธีป้องกันผิวหมองคล้ำ

 

วิธีป้องกันผิวหมองคล้ำ

โดยทั่วไปแล้วการป้องกันผิวหมองคล้ำสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

  • บำรุงผิวให้มีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ และเลือกสกินแคร์ที่เหมาะกับผิว
  • ทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน แม้ในวันที่ไม่ได้ออกแดด
  • ล้างหน้าให้สะอาด และเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยนต่อผิว
  • ผลัดเซลล์ผิวอย่างเหมาะสม ไม่บ่อยเกินไป
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน และพักผ่อนให้เพียงพอ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีสารต้านอนุมูลอิสระ
  • หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดจัด และมลภาวะ
  • หากิจกรรมลดความเครียด และออกกำลังกายเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานของหวาน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง

 

จะเห็นได้ว่า ปัญหาผิวหมองคล้ำ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นอายุที่มากขึ้น ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ใช้สกินแคร์ไม่เหมาะกับผิว ผลัดเซลล์ผิวบ่อยเกินไป เผชิญแสงแดดจัด พักผ่อนไม่เพียงพอ ดื่มน้ำน้อย เครียดสะสม สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ผิวหมองคล้ำ ดูโทรม และไม่กระจ่างใสได้ ดังนั้นการดูแลตัวเองสม่ำเสมอ เพื่อฟื้นฟู แก้ไข และป้องกันการเกิดผิวหมองคล้ำ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม โดยควรเริ่มจากการปรับเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการทำหัตถการทางการแพทย์ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว

 

*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด