ผิวพัง ผิวระคายเคือง ดูโทรม และไม่สดใส เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ที่บำรุงผิวไม่เหมาะสม ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง พักผ่อนน้อย ดื่มน้ำน้อย เครียดสะสมม หรือเผชิญกับแสงแดด และมลภาวะเป็นประจำ ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะทำให้ผิวพัง และอาจนำไปสู่ปัญหาผิวอื่น ๆ ตามมาได้ง่าย วันนี้ รมย์รวินท์คลินิกจะพามาเจาะลึกเกี่ยวกับวิธีกู้ผิวพัง ทั้งการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และการทำหัตถการทางการแพทย์ พร้อมทั้งเรียนรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้ผิวพัง และเคล็ดลับการป้องกันผิวพังอย่างละเอียด บทความนี้รวมข้อมูลทั้งหมดไว้ให้แล้ว

กู้ผิวพัง ทำได้กี่วิธี?
การกู้ผิวพัง สามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการกู้ผิวพังด้วยตัวเอง และทำหัตถการทางการแพทย์ ดังนี้
วิธีกู้ผิวพังด้วยตัวเอง
- ใช้สกินแคร์ที่เหมาะกับผิว
การใช้สกินแคร์ที่เหมาะกับสภาพผิว เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถกู้ผิวพังได้ โดยการเลือกสกินแคร์สูตรอ่อนโยนที่ช่วยเติมความชุ่มชื้น ฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ลดการอักเสบ และปลอบประโลมผิว เช่น Ceramide, Hyaluronic Acid หรือ Niacinamide ในขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงการใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมที่รุนแรง เช่น AHA, BHA รวมถึงสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอม แอลกอฮอล์ และพาราเบน เนื่องจากอาจกระตุ้นให้ผิวพังมากขึ้นได้ นอกจากนี้แนะนำให้ใช้สกินแคร์จำนวนน้อยชิ้น เพื่อให้ผิวได้พัก และลดการอุดตันในรูขุมขน
- ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน
การทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถกู้ผิวพังได้ โดยการเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตรอ่อนโยนที่มีค่า pH ใกล้เคียงกับค่าธรรมชาติของผิว เพื่อช่วยรักษาสมดุล และไม่ทำลายเกราะป้องกันผิว พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีส่วนผสมของ SLS หรือ SLES ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดฟอง และมักดึงความชุ่มชื้นออกจากผิว ทำให้ผิวแห้งตึง และระคายเคืองได้ง่าย นอกจากนี้ขณะล้างหน้า แนะนำให้ใช้ปลายนิ้วมือนวดผลิตภัณฑ์ลงบนผิวเบา ๆ เพื่อให้สารทำความสะอาดดึงเอาสิ่งสกปรก และความมันส่วนเกินออกจากผิวอย่างหมดจด โดยไม่จำเป็นต้องถูแรง หรือใช้อุปกรณ์ขัดผิว
- ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ
การใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถกู้ผิวพังได้ โดยการใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 PA+++ ขึ้นไป เพื่อป้องกันผิวจากรังสี UV ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ และเร่งให้ผิวเสื่อมสภาพได้ง่าย พร้อมทั้งเลือกครีมกันแดดสูตรอ่อนโยนที่ปราศจากสารระคายเคือง เช่น น้ำหอม พาราเบน หรือแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะครีมกันแดดประเภท Physical Sunscreen ที่ช่วยสะท้อนรังสี UV ออกจากผิว นอกจากนี้แนะนำให้ทาครีมกันแดดในปริมาณที่เหมาะสม โดยใช้ประมาณ 2 ข้อนิ้วมือสำหรับทั่วใบหน้า และทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะเมื่ออยู่กลางแจ้ง เนื่องจากหากทาในปริมาณที่น้อยเกินไป อาจทำให้ประสิทธิภาพในการปกป้องผิวลดลง และทำให้ผิวถูกทำร้ายซ้ำได้
- มาสก์หน้าสม่ำเสมอ
การมาสก์หน้าสม่ำเสมอ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถกู้ผิวพังได้ โดยการมาสก์หน้าสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง หรือมากน้อยขึ้นอยู่กับสภาพผิว ซึ่งแนะนำให้เลือกมาสก์สูตรช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิว ปลอบประโลมผิว และเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง เพื่อลดการสูญเสียน้ำ และลดการระคายเคืองของผิว เช่น Hyaluronic Acid, Ceramide, Panthenol, Centella Asiatica หรือ Aloe Vera พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงมาสก์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือพาราเบน เนื่องจากอาจกระตุ้นให้ผิวระคายเคือง และทำให้ผิวพังมากขึ้นได้
- ดื่มน้ำตลอดทั้งวัน
การดื่มน้ำตลอดทั้งวัน เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถกู้ผิวพังได้ โดยการดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 7 – 8 หรือปรับปริมาณให้เหมาะสมกับกิจกรรมในแต่ละวัน เพื่อเติมความชุ่มชื้น รักษาสมดุลของผิว เสริมการทำงานของเกราะป้องกันผิว และช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้เร็วขึ้น นอกจากนี้แนะนำให้จิบน้ำบ่อย ๆ แทนการดื่มครั้งละมาก ๆ เพื่อให้ร่างกายค่อย ๆ ดูดซึมน้ำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในปริมาณมาก เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน ชา และกาแฟ เนื่องจากอาจกระตุ้นให้ผิวอักเสบ และเร่งการขับน้ำออกจากร่างกายได้
- ออกกำลังกายเป็นประจำ
การออกกำลังกายเป็นประจำ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถกู้ผิวพังได้ โดยการออกกำลังกายประมาณสัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงผิว ช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย และกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ผิวให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งเลือกออกกำลังกายให้หลากหลายรูปแบบ เช่น คาร์ดิโอ เวทเทรนนิ่ง โยคะ หรือพิลาทิส เพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกาย และสุขภาพผิวไปพร้อมกัน รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก หรือหักโหมเกินไป เนื่องจากอาจกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งส่งผลให้ผิวเกิดการอักเสบ และทำให้ปัญหาผิวแย่ลงได้
- นอนหลับอย่างเหมาะสม
การนอนหลับอย่างเหมาะสม เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถกู้ผิวพังได้ โดยการนอนหลับอย่างน้อยวันละ 7 – 8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกาย และเซลล์ผิวได้เข้าสู่กระบวนการซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่ ช่วยเสริมการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ลดการอักเสบ ลดการสูญเสียน้ำ และทำให้เกราะป้องกันผิวแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้แนะนำให้เข้านอน และตื่นนอนให้เป็นเวลาอย่างสม่ำเสมอ พร้อมปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการนอน เช่น ห้องนอนเงียบ แสงน้อย และอุณหภูมิสบาย รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอนอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้การนอนหลับมีคุณภาพ และผิวสามารถฟื้นฟูได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
- รับประทานอาหารที่ดีต่อผิว
การรับประทานอาหารที่ดีต่อผิว เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถกู้ผิวพังได้ ซึ่งอาหารที่ดีต่อผิวนั้นควรอุดมไปด้วยวิตามินต่าง ๆ เช่น วิตามิน A, วิตามิน C และวิตามิน E รวมไปถึงโอเมก้า 3, ไขมันดี และโปรตีนคุณภาพสูง เพื่อช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมสภาพของผิว ลดการอักเสบ และเสริมสร้างคอลลาเจน นอกจากนี้แนะนำให้เลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย ครบทั้ง 5 หมู่ และดื่มน้ำให้เพียงพอควบคู่กัน เพื่อช่วยรักษาสมดุล และความชุ่มชื้นของผิว พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง และไขมันสูง เช่น ขนมหวาน ของมัน ของทอด อาหารแปรรูป น้ำหวาน และน้ำอัดลม เนื่องจากอาหารกลุ่มนี้อาจกระตุ้นให้ผิวอักเสบ และเร่งให้ผิวเสื่อมสภาพก่อนวัยได้

วิธีกู้ผิวพังด้วยหัตถการ
Rejuran เป็นหัตถการกู้ผิวพังในรูปแบบฉีดที่จัดอยู่ในกลุ่ม Skin Booster โดยประกอบไปด้วย Polynucleotide (PN) สกัดจากปลาแซลมอน ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ได้รับความเสียหาย ต้านการอักเสบ และกระตุ้นการหลั่ง Growth Factor พร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน รวมถึงเติมความชุ่มชื้น และเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว ทำให้ผิวกลับมาแข็งแรง ยืดหยุ่น ชุ่มชื้น กระจ่างใส และมีความเรียบเนียนอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ
เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวพัง ผิวโทรม อ่อนแอ แพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำจากแสงแดด ผิวแห้งกร้าน ลอกเป็นขุย มีปัญหาริ้วรอยเล็ก ๆ รูขุมขนกว้าง และหลุมสิวเล็กน้อย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้หลังการฉีด Rejuran สามารถอยู่ได้นานเฉลี่ย 3 – 6 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการปฏิบัติตัวหลังฉีด
Plinest เป็นหัตถการกู้ผิวพังในรูปแบบฉีดที่จัดอยู่ในกลุ่ม Skin Booster โดยประกอบไปด้วย Polynucleotide (PN) สกัดจากเทราต์ ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพ ต้านอนุมูลอิสระ และลดการอักเสบ พร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน รวมถึงปรับปรุงโครงสร้างผิวให้แข็งแรง และเติมความชุ่มชื้นให้ผิว ทำให้ผิวกลับมามีสุขภาพที่ดีขึ้น ผิวมีความชุ่มชื้น อิ่มน้ำ ดูกระจ่างใส เรียบเนียน และอ่อนกว่าวัยอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ
เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวพัง ผิวดูโทรม ขาดการบำรุง ผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ ผิวหมองคล้ำ ไม่กระจ่างใส มีปัญหาใต้ตาคล้ำ ริ้วรอยเล็ก ๆ รูขุมขนกว้าง มีรอยแผลเป็นจากผิว และหลุมสิวเล็กน้อย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้หลังการฉีด Plinest สามารถอยู่ได้นานเฉลี่ย 6 – 9 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการปฏิบัติตัวหลังฉีด
Vitaran I เป็นหัตถการกู้ผิวพังในรูปแบบฉีดที่จัดอยู่ในกลุ่ม Skin Booster โดยประกอบไปด้วย Polynucleotide (PN) สกัดจากเทราต์ ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสียหาย และเสื่อมสภาพตามวัย พร้อมทั้งกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวใหม่ เพิ่มการไหลเวียนเลือด และกระตุ้นสร้างคอลลาเจน รวมถึงเติมความชุ่มชื้น ต้านการอักเสบ ลดความแดงของผิว และเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว ทำให้ผิวกลับมาแข็งแรง ยืดหยุ่น สดใส เปล่งปลั่ง ชุ่มชื้น เรียบเนียน และดูสุขภาพดีอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ
เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวพัง ผิวอักเสบ ผิวแพ้ง่าย ผิวดูโทรม เป็นสิว มีรอยสิว ผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ผิวคล้ำเสียจากแสงแดด มีปัญหารูขุมขนกว้าง รอยแผลเป็น และหลุมสิวเล็กน้อย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้หลังการฉีด Vitaran I สามารถอยู่ได้นานเฉลี่ย 9 – 12 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการปฏิบัติตัวหลังฉีด
Revive เป็นหัตถการกู้ผิวพังในรูปแบบฉีดที่จัดอยู่ในกลุ่มฟิลเลอร์งานผิว โดยประกอบไปด้วย Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการอุ้มน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว เติมเต็มริ้วรอยเล็ก ๆ และปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน พร้อมทั้งต้านการอักเสบ ลดการระคายเคือง และเสริมสร้างเกราะป้องกันให้ผิว ทำให้ผิวมีความแข็งแรง ชุ่มชื้น อิ่มน้ำ โกลว์ใส ดูสุขภาพดี และเรียบเนียนขึ้นอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ
เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวพัง ผิวโทรม ขาดการบำรุง แต่งหน้าไม่ติด ผิวบอบบาง แห้งเสีย ขาดน้ำ ผิวไม่เรียบเนียน มีปัญหาริ้วรอยเล็ก ๆ รูขุมขนกว้าง และหลุมสิวเล็กน้อย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้หลังการฉีด Revive สามารถอยู่ได้นานเฉลี่ย 6 – 9 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการปฏิบัติตัวหลังฉีด
Profhilo เป็นหัตถการกู้ผิวพังในรูปแบบฉีดที่จัดอยู่ในกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน โดยประกอบไปด้วย Hyaluronic Acid (HA) แบบไม่เชื่อมพันธะ ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการฟื้นฟูผิวในเชิงโครงสร้าง (Bio-Remodeling) เติมความชุ่มชื้น ลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ และปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน พร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนมากถึง 4 ประเภท ได้แก่ คอลลาเจนประเภทที่ 1, 3, 4 และ 7 ทำให้ผิวมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น อิ่มฟู แน่นกระชับ ชุ่มชื้น กระจ่างใส และเรียบเนียนขึ้นในระยะยาว
เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวขาดคอลลาเจน ผิวพัง ผิวไม่กระชับ ขาดความยืดหยุ่น ผิวโทรม แห้งกร้าน หมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ มีปัญหาริ้วรอยเล็ก ๆ ผิวเริ่มหย่อนคล้อย รูขุมขนกว้าง และหลุมสิว ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้หลังการฉีด Profhilo สามารถอยู่ได้นานเฉลี่ย 6 – 9 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการปฏิบัติตัวหลังฉีด
Karisma Rh Collagen เป็นหัตถการกู้ผิวพังในรูปแบบฉีดที่จัดอยู่ในกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน โดยประกอบไปด้วย Collagen Polypeptide a1 Chain R (Rh Collagen), High Molecular Weight Hyaluronic Acid (HMW – HA) และ Carboxymethylcellulose (CMC) ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการฟื้นฟูสภาพผิว เติมความชุ่มชื้น เสริมความยืดหยุ่น และลดการอักเสบของผิว พร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่เพิ่มขึ้น ได้แก่ คอลลาเจนประเภทที่ 1 ตามด้วยประเภทที่ 2 และ 3 ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น แข็งแรง อิ่มฟู กระชับ ผิวชุ่มชื้น อิ่มน้ำ ดูสุขภาพดี และเนียนละเอียดขึ้นในระยะยาว
เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวเสื่อมสภาพ ผิวขาดคอลลาเจน ผิวพัง ขาดการบำรุง ผิวโทรม เหนื่อยคล้าย หมองคล้ำ แห้งกร้าน ขาดน้ำ ไม่ยืดหยุ่น มีปัญหาริ้วรอยเล็ก ๆ รูขุมขนกว้าง รอยแผลเป็นจากสิว และหลุมสิว ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้หลังการฉีด Karisma Rh Collagen สามารถอยู่ได้นานเฉลี่ย 6 – 12 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการปฏิบัติตัวหลังฉีด

ผิวพัง มีลักษณะอย่างไร?
ปัญหาผิวพัง สามารถสังเกตได้จากอาการ และลักษณะของผิว ดังนี้
- ผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ ลอกเป็นขุย รู้สึกตึงผิว และแต่งหน้าไม่ติด
- ผิวแพ้ง่าย อ่อนแอ ระคายเคืองง่าย รู้สึกแสบ คัน แดง และผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น
- สิวเห่อผิดปกติ ทั้งสิวอุดตัน สิวผด และสิวอักเสบขึ้นซ้ำซากในบริเวณเดิม
- ผิวหมองคล้ำ ดูโทรม สีผิวไม่สม่ำเสมอ และขาดความเปล่งปลั่ง
- ผิวไม่เรียบเนียน ขรุขระ ดูหยาบกร้าน และรูขุมขนกว้างเห็นได้ชัดกว่าปกติ

สาเหตุที่ทำให้ผิวพัง
โดยทั่วไปแล้วปัญหาผิวพัง สามารถเกิดได้จากสาเหตุ ซึ่งสาเหตุที่พบบ่อย มีดังนี้
- ใช้ผลิตภัณฑ์ที่รุนแรงกับผิว
การใช้ผลิตภัณฑ์ที่รุนแรงกับผิว เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวพังได้ โดยเฉพาะการใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทผลัดเซลล์ผิวบ่อยเกินไป เช่น AHA, BHA หรือ Retinol รวมไปถึงการสครับ หรือขัดผิวอย่างรุนแรง ซึ่งอาจเป็นการทำลายเกราะป้องกันผิว ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นมากกว่าปกติ และทำให้ผิวไวต่อการระคายเคืองมากขึ้นได้
- บำรุงผิวไม่เหมาะสม
การบำรุงผิวไม่เหมาะสม เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวพังได้ โดยเฉพาะการใช้สกินแคร์ที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว ใช้สกินแคร์เนื้อหนักเกินไป ใช้สกินแคร์มีส่วนผสมอุดตันผิว หรือใช้สกินแคร์หลายประเภทซ้อนกันมากเกินความจำเป็น อาจทำให้เกราะป้องกันผิวยิ่งอ่อนแอ และกระตุ้นให้ผิวระคายเคืองง่าย ซึ่งนำไปสู่การเกิดปัญหาผิวอื่น ๆ ตามมาได้
- ทำความสะอาดผิวไม่ถูกต้อง
การทำความสะอาดผิวไม่ถูกต้อง เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวพังได้ โดยเฉพาะการล้างหน้าบ่อยเกินไป ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีส่วนผสมรุนแรง หรือมีค่า pH ไม่เหมาะกับผิว อาจทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ และผิวสูญเสียความชุ่มชื้นมากกว่าปกติ ซึ่งส่งผลให้ผิวเกิดการอักเสบ แดง แสบ และไวต่อการระคายเคืองมากขึ้นได้
- เผชิญแสงแดด และมลภาวะ
การเผชิญแสงแดด และมลภาวะ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวพังได้ เนื่องจากแสงแดด และมลภาวะต่าง ๆ จะเข้าไปทำลายคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิว พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ และรบกวนการทำงานของเกราะป้องกันผิว ส่งผลให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ ผิวไวต่อการระคายเคือง และเสื่อมสภาพได้ง่าย
- พักผ่อนไม่เพียงพอ
การพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวพังได้ เนื่องจากการนอนน้อย นอนดึก หรือนอนไม่พอ จะทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ และทำให้กระบวนการซ่อมแซมเซลล์ผิวทำงานช้าลง ส่งผลให้ผิวดูโทรม หมองคล้ำ ผิวพัง และไวต่อการระคายเคืองมากขึ้น
- มีความเครียดสะสม
การมีความเครียดสะสม เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวพังได้ เนื่องจากเมื่อมีความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) เพิ่มขึ้น ซึ่งฮอร์โมนนี้จะไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ และรบกวนการทำงานของเกราะป้องกันผิว ส่งผลให้ผิวพัง ดูโทรม ไวต่อการระคายเคือง และเสื่อมสภาพได้ง่าย
- ดื่มน้ำน้อยเกินไป
การดื่มน้ำน้อย เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวพังได้ เนื่องจากเมื่อร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ ผิวหนังก็จะขาดความชุ่มชื้น และสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ และสูญเสียสมดุล ส่งผลให้ผิวแห้งกร้าน หมองคล้ำ ดูโทรม และระคายเคืองง่าย
- สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์
การสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวพังได้ เนื่องจากสารนิโคตินในบุหรี่จะเพิ่มการสร้างอนุมูลอิสระ ลดการไหลเวียนเลือด และเร่งการสลายคอลลาเจนใต้ผิว ในขณะที่แอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ กระตุ้นการอักเสบ และรบกวนกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ผิว ส่งผลให้ผิวดูโทรม แห้งกร้าน แก่กว่าวัย และไม่สดใสได้

เคล็ดลับป้องกันผิวพัง
- หมั่นทาครีมกันแดดเป็นประจำ ทั้งในวันที่อยู่บ้าน หรือไม่ได้เผชิญแสงแดด เพื่อปกป้องผิวจากรังสี UV ที่ทำร้ายผิวโดยไม่รู้ตัว
- เลือกใช้สกินแคร์สูตรอ่อนโยนที่เหมาะกับสภาพผิว เนื้อบางเบา ไม่หนักหน้า และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมรุนแรง
- ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง และมีค่า pH 5.5 ใกล้เคียงกับค่าธรรมชาติของผิว
- พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการนอนดึก และลดการใช้โทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน
- ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว และเสริมความแข็งแรงให้เกราะป้องกันผิว
- หากิจกรรมช่วยผ่อนคลายจิตใจ เพื่อลดความเครียด เช่น ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ เล่นโยคะ หรือฟังเพลง
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เลือกอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงของหวาน ของมัน ของทอด และอาหารแปรรูป
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันเสื่อมสภาพก่อนวัย
จะเห็นได้ว่า การกู้ผิวพังสามารถทำได้หลากหลายวิธี ทั้งการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น ใช้สกินแคร์ที่เหมาะกับสภาพผิว ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ ล้างหน้าอย่างอ่อนโยน ดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อนอย่างเหมาะสม หรือออกกำลังกายเป็นประจำ รวมไปถึงการทำหัตถการทางการแพทย์ที่ช่วยกู้ผิวพังโดยเฉพาะ เช่น Rejuran, Plinest, Vitaran I, Revive, Profhilo หรือ Karisma Rh Collagen ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถฟื้นฟูผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว เมื่อเทียบกับการดูแลผิวทั่วไป ดังนั้นสำหรับใครที่กำลังประสบปัญหาผิวพัง ผิวดูโทรม และไม่สดใส สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ได้แล้ววันนี้ที่ รมย์รวินท์คลินิก โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินสภาพผิว และวิเคราะห์ปัญหาอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการรักษา และแนะนำหัตถการที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ทำให้ผิวกลับมาดูสุขภาพดี ชุ่มชื้น กระจ่างใส และอ่อนกว่าวัยจากภายในอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ
*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

