ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยียกกระชับผิวด้วยคลื่นวิทยุหรือ Radiofrequency (RF) ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ในกลุ่มผู้ที่ต้องการดูแลผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด หลักการของ RF คือการส่งพลังงานความร้อนลงสู่ชั้นผิว เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวดูแน่น กระชับ และเรียบเนียนขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไป ความต้องการด้านประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความสบายขณะทำก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นี่จึงเป็นที่มาของการพัฒนาเทคนิค GXG ใน Oligio X ซึ่งถูกออกแบบให้แตกต่างจาก RF แบบเดิม ทั้งในด้านรูปแบบการปล่อยพลังงาน และการกระจายความร้อนภายในชั้นผิว แทนที่จะปล่อยพลังงานแบบจังหวะเดียวเหมือนเทคโนโลยีดั้งเดิม ระบบใหม่นี้ใช้แนวคิดการทำงานแบบสลับระดับพลังงาน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและสม่ำเสมอมากขึ้น
แล้วเทคนิค GXG ทำงานอย่างไร แตกต่างจาก RF ทั่วไปตรงไหน และเหตุใดจึงถูกมองว่าเป็นพัฒนาการของเทคโนโลยียกกระชับผิวในยุคปัจจุบัน บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่หลักการพื้นฐาน ไปจนถึงกลไกการทำงานเชิงลึกของเทคโนโลยีนี้อย่างเป็นระบบ
เทคโนโลยี RF คืออะไร และทำงานอย่างไรกับผิว
เทคโนโลยีวิทยุความถี่สูง หรือ RF (Radio Frequency) เป็นหนึ่งในวิธีดูแลผิวที่อาศัยการส่งพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่ชั้นผิว แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนในระดับที่เหมาะสม ความร้อนนี้สามารถลงลึกถึงชั้นหนังแท้และชั้นไขมันใต้ผิว โดยยังคงปกป้องผิวชั้นบนไม่ให้เกิดความเสียหาย กลไกดังกล่าวช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ พร้อมทั้งทำให้เส้นใยคอลลาเจนเดิมหดตัว ส่งผลให้ผิวดูแน่นและเรียบขึ้น
นอกจากนี้ พลังงานความร้อนจาก RF ยังมีบทบาทต่อการปรับสภาพเนื้อเยื่อใต้ผิว ช่วยให้ผิวดูยกกระชับ ลดเลือนริ้วรอย และทำให้กรอบหน้าดูชัดขึ้น โดยไม่ต้องอาศัยการผ่าตัดหรือการพักฟื้นเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยี RF แบบดั้งเดิมมักใช้รูปแบบการปล่อยพลังงานจังหวะเดียว ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในเรื่องของความต่อเนื่องของความร้อน และความสม่ำเสมอในการกระจายพลังงาน
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดการพัฒนาระบบที่ก้าวล้ำขึ้น เช่น เทคนิค GXG ซึ่งออกแบบรูปแบบการส่งพลังงานให้มีความต่อเนื่องและควบคุมได้ละเอียดมากขึ้น แตกต่างจาก RF ทั่วไปอย่างชัดเจน โดยแนวคิดของเทคนิค GXG คือการจัดการพลังงานให้เหมาะสมกับโครงสร้างผิวหลายระดับ เพื่อสนับสนุนการกระตุ้นคอลลาเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสม่ำเสมอยิ่งขึ้น
หลักการทำงานของคลื่นวิทยุ (Radiofrequency)
การทำงานของพลังงาน RF กับผิวอาศัยหลักการเปลี่ยนคลื่นความถี่วิทยุ ให้กลายเป็นพลังงานความร้อนในระดับที่ควบคุมได้ โดยอุณหภูมิในชั้นผิวจะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ประมาณ 3-5 องศาเซลเซียส และโดยทั่วไปไม่เกินประมาณ 42 องศาในชั้นใต้ผิว ระดับความร้อนนี้เพียงพอที่จะกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างผิวโดยไม่ทำลายผิวชั้นบน
เมื่ออุณหภูมิในชั้นหนังแท้สูงขึ้น เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินจะเกิดการหดตัว ทำให้ผิวดูแน่นขึ้นหลังทำ ขณะเดียวกันความร้อนยังไปกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ให้สร้างคอลลาเจนใหม่ในระยะยาว ส่งผลให้โครงสร้างผิวค่อย ๆ แข็งแรง และกระชับมากขึ้นในช่วงสัปดาห์ถัดมา
ในบางกรณี พลังงานที่ลงลึกถึงชั้นไขมันใต้ผิวสามารถส่งผลต่อเซลล์ไขมัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อ ช่วยให้ผิวบริเวณนั้นดูกระชับขึ้นและลดความไม่เรียบเนียนของผิว ส่งเสริมให้ผิวดูสดใสและเรียบเนียนขึ้น
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในปัจจุบัน เช่น เทคนิค GXG ได้ต่อยอดแนวคิดของ RF ให้มีการควบคุมและกระจายพลังงานได้สม่ำเสมอมากขึ้น เพื่อให้ความร้อนลงลึกอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพต่อโครงสร้างผิวในหลายระดับมากกว่าแนวทางดั้งเดิม

เทคนิค GXG ใน Oligio X คืออะไร
เทคนิค GXG ใน Oligio X เป็นแนวทางการปล่อยพลังงาน Monopolar RF ที่ออกแบบให้ทำงานแบบต่อเนื่อง 3 จังหวะ (G → X → G) เพื่อให้การยกกระชับเกิดขึ้นอย่างเป็นลำดับขั้น แนวคิดหลักคือการควบคุมอุณหภูมิในแต่ละช่วง ให้เหมาะสมกับโครงสร้างผิวแต่ละระดับ พร้อมทำงานร่วมกับระบบทำความเย็นหลายระดับ (11 Cooling Levels) เพื่อช่วยให้รู้สึกสบายผิวมากขึ้นระหว่างทำ
การทำงานแบบ Dual-Mode ของเทคนิค GXG
- G Mode (Preparation Phase)
ขั้นตอนแรกของกระบวนการ เริ่มจากการส่งพลังงานระดับอ่อนในลักษณะ Gliding เพื่อค่อย ๆ วอร์มผิวชั้นบน ช่วยเตรียมเนื้อเยื่อให้พร้อมรับพลังงานที่ลึกขึ้นในลำดับถัดไป การเตรียมผิวล่วงหน้าลักษณะนี้ ช่วยให้การกระจายความร้อนมีเสถียรภาพมากขึ้น
- X Mode (Deep Lifting Phase)
เป็นช่วงกลางของกระบวนการ ซึ่งปล่อยพลังงานเข้มข้นลงลึกสู่ชั้นหนังแท้ (Dermis) และต่อเนื่องถึงชั้นไขมันใต้ผิว (Subcutaneous Fat) การให้พลังงานในระดับนี้ มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการหดตัวของเส้นใยคอลลาเจน พร้อมสนับสนุนความกระชับของโครงสร้างผิว และกรอบหน้าในมิติที่ลึกขึ้น
- G Mode (Firming Phase)
ในช่วงท้าย G Mode จะทำหน้าที่รักษาอุณหภูมิ (Heat Retention) เพื่อคงระดับความร้อนในชั้นผิว กระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่องหลังจากผ่านขั้นพลังงานลึกมาแล้ว
การทำงานแบบ G → X → G ของ เทคนิค GXG จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มระดับพลังงาน แต่เป็นการจัดลำดับการส่งพลังงานอย่างมีระบบ ตั้งแต่การเตรียมผิว ส่งพลังงานลึก และปิดท้ายด้วยการรักษาความร้อน เพื่อให้ผลลัพธ์ด้านความแน่นกระชับเกิดขึ้นอย่างสมดุล พร้อมช่วยลดความรู้สึกไม่สบายระหว่างทำด้วยระบบทำความเย็นที่ควบคุมได้

จุดเด่นของเทคนิค GXG ใน Oligio X
Oligio X ถูกพัฒนาขึ้นให้เป็นเทคโนโลยีที่ผสานทั้งประสิทธิภาพในการดูแลผิว โดยมีการปรับปรุงในหลายด้านเพื่อให้ตอบโจทย์การยกกระชับผิวได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
หนึ่งในจุดเด่นสำคัญคือระบบทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถช่วยลดอุณหภูมิผิวชั้นบนได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ขณะทำรู้สึกสบายผิวมากขึ้น ในขณะที่พลังงานความร้อนยังสามารถส่งลงสู่ผิวชั้นลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในด้านพลังงาน Oligio X ถูกออกแบบให้สามารถส่งพลังงานความร้อนลงลึกได้มากขึ้น และคงอยู่ในชั้นผิวได้นานขึ้น ซึ่งช่วยสนับสนุนการกระตุ้นคอลลาเจนและการฟื้นฟูโครงสร้างผิวในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น
อีกหนึ่งการพัฒนาที่โดดเด่น คือระบบโหมดการทำงานแบบอัตโนมัติ ที่ช่วยให้การทำหัตถการมีความรวดเร็วและใช้งานง่ายขึ้น ลดระยะเวลาในการรักษา โดยยังคงประสิทธิภาพและความสม่ำเสมอของพลังงานในแต่ละช็อต
นอกจากนี้ เครื่องยังมีกำลังพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งช่วยให้การทำงานมีความเสถียรมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทำงานร่วมกับระบบการปล่อยพลังงานแบบหลายโหมด ส่งผลให้การดูแลผิวมีความต่อเนื่องและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
โดยรวมแล้ว Oligio X จึงเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพ ความสบายผิว และความเหมาะสมในการดูแลผิวในหลากหลายระดับ

ความแตกต่างระหว่างเทคนิค GXG ใน Oligio X กับ RF แบบเดิม
รูปแบบการส่งพลังงาน
- ในระบบ RF แบบดั้งเดิม การปล่อยพลังงานมักเป็นลักษณะจังหวะเดียว (Single Pulse) โดยกำหนดระดับความลึกค่อนข้างคงที่ ทำให้พลังงานส่วนหนึ่งอาจสะสมบริเวณผิวชั้นบนมากกว่าที่ควร หากควบคุมอุณหภูมิไม่เหมาะสม อาจเพิ่มโอกาสเกิดความร้อนสะสมเฉพาะจุดได้
- ขณะที่เทคนิค GXG ของ Oligio X ใช้แนวคิดการปล่อยพลังงานแบบสองจังหวะในหนึ่งช็อต (Dual Mode) เริ่มจากจังหวะเตรียมผิวก่อน แล้วจึงตามด้วยจังหวะพลังงานหลักที่ลงลึกกว่า รูปแบบนี้ช่วยให้ความร้อนค่อย ๆ กระจายตัวในลักษณะครอบคลุมเป็นปริมาตร (Volumetric Heating) ไม่กระจุกอยู่เฉพาะผิวด้านบน ส่งผลให้พลังงานสามารถกระจายได้สม่ำเสมอในหลายระดับชั้นผิวมากขึ้น
ระบบจัดการความรู้สึกขณะทำ
- RF รุ่นก่อนหน้าหลายระบบอาศัยการทายาชา หรือใช้ระบบทำความเย็นแบบสัมผัส (Contact Cooling) เพื่อช่วยลดความรู้สึกไม่สบาย อย่างไรก็ตาม หากความเย็นลงได้ไม่ลึกพอ ผู้เข้ารับบริการบางรายอาจรู้สึกความร้อนเป็นจุด ๆ ทำให้จำเป็นต้องลดระดับพลังงานลง ซึ่งอาจกระทบต่อประสิทธิภาพโดยรวม
- ในทางตรงกันข้าม เทคนิค GXG ผสานกลไกช่วยลดความรู้สึกหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน เช่น ระบบสั่นสะเทือนเพื่อลดการรับรู้ความเจ็บของเส้นประสาท (Intelligent Vibration) ควบคู่กับการพ่นความเย็นแบบ Cryogen Gas Cooling หลายจังหวะ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการยิงพลังงาน วิธีนี้ช่วยให้ผิวชั้นบนรู้สึกเย็นสบาย ขณะที่พลังงานความร้อนยังสามารถทำงานในชั้นลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ความแม่นยำและการปรับพลังงานแบบเรียลไทม์
- ระบบ RF แบบทั่วไปมักปล่อยพลังงานตามค่าที่ตั้งไว้ล่วงหน้า โดยไม่ปรับเปลี่ยนตามความแตกต่างของสภาพผิวในแต่ละตำแหน่ง ซึ่งในความเป็นจริง ผิวบริเวณรอบดวงตา แก้ม หรือกรอบหน้า มีความหนาและความต้านทานไฟฟ้าไม่เท่ากัน
- จุดเด่นอีกประการของเทคนิค GXG คือระบบวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าของผิว (Impedance Matching) แบบช็อตต่อช็อต เครื่องจะประเมินสภาพผิวในแต่ละตำแหน่ง และปรับระดับพลังงานให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ช่วยให้การส่งพลังงานมีความสอดคล้องกับความหนาแน่นของเนื้อเยื่อในจุดนั้น ๆ เพิ่มความแม่นยำในระหว่างทำหัตถการมากยิ่งขึ้น

ผลลัพธ์หลังทำเทคนิค GXG ใน Oligio X
หลังทำเทคนิค GXG ใน Oligio X สามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงของผิวได้ตั้งแต่ช่วงแรก โดยผิวจะดูตึงกระชับขึ้นจากการหดตัวของเส้นใยคอลลาเจนในทันทีบางส่วน หลังจากนั้นผิวจะค่อย ๆ ฟื้นฟูและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้นผิว
ผลลัพธ์จะชัดเจนขึ้นในช่วงประมาณ 3–6 เดือน เมื่อโครงสร้างผิวได้รับการฟื้นฟูมากขึ้น ทำให้ผิวดูแน่น เรียบ และกระชับขึ้นอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ
โดยทั่วไป ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้ประมาณ 8 เดือนถึง 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และการดูแลผิวของแต่ละบุคคล
เพื่อให้ผลลัพธ์มีความต่อเนื่อง และช่วยเสริมคุณภาพผิวในระยะยาว มักแนะนำให้ทำซ้ำอย่างเหมาะสม เช่น ปีละ 1 ครั้ง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการสร้างคอลลาเจนและคงความกระชับของผิวได้ดียิ่งขึ้น
ข้อดีของเทคนิค GXG เมื่อเทียบกับ RF แบบดั้งเดิม
- การปล่อยพลังงานแบบเป็นลำดับขั้น (Dual Mode Energy)
เทคนิค GXG ใช้รูปแบบการส่งพลังงานหลายจังหวะในหนึ่งช็อต ช่วยให้ความร้อนกระจายตัวสม่ำเสมอกว่า RF แบบ Single Pulse
- กระจายความร้อนแบบครอบคลุมเป็นปริมาตร
พลังงานไม่กระจุกเฉพาะผิวชั้นบน แต่กระจายได้ลึกและทั่วถึงหลายระดับชั้นผิว
- เข้าถึงโครงสร้างผิวได้หลายชั้นในครั้งเดียว
รองรับทั้งชั้นหนังแท้ส่วนบนและส่วนลึก รวมถึงชั้นใต้ผิวบางบริเวณ ช่วยสนับสนุนความกระชับในมิติที่ลึกขึ้น
- ควบคุมอุณหภูมิได้เสถียรมากขึ้น
การจัดลำดับพลังงานแบบ G → X → G ช่วยรักษาระดับความร้อนให้เหมาะสม ลดโอกาสเกิดความร้อนสะสมเฉพาะจุด
- ระบบลดความรู้สึกไม่สบายผิว
ผสานการสั่นสะเทือนและระบบทำความเย็นหลายจังหวะ ช่วยให้ผิวชั้นบนรู้สึกสบายมากขึ้นระหว่างทำ
- ปรับพลังงานตามสภาพผิวแบบช็อตต่อช็อต
มีระบบวัดค่าความต้านทานผิวและปรับระดับพลังงานให้เหมาะกับแต่ละบริเวณ เพิ่มความแม่นยำในการทำงาน
- สนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูคอลลาเจนในระยะต่อเนื่อง
ช่วยกระตุ้นการจัดเรียงตัวของคอลลาเจนเดิมและส่งเสริมการสร้างใหม่อย่างเป็นระบบ
- เหมาะกับหลายบริเวณของใบหน้า
สามารถปรับพลังงานให้สอดคล้องกับความหนาแน่นผิวที่แตกต่างกัน เช่น รอบดวงตา แก้ม หรือกรอบหน้า

ใครบ้างที่เหมาะกับเทคนิค GXG ใน Oligio X
- ผู้ที่เริ่มมีสัญญาณผิวหย่อนคล้อย เช่น กรอบหน้าไม่ชัด แก้มเริ่มคล้อย หรือมีเหนียงเล็กน้อย
- ผู้ที่ต้องการดูแลความกระชับของผิวโดยไม่ผ่าตัด และไม่ต้องการระยะพักฟื้นนาน
- ผู้ที่มีริ้วรอยตื้นถึงปานกลาง และต้องการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพิ่มเติม
- ผู้ที่ต้องการปรับคุณภาพผิวให้ดูแน่น เรียบ และยืดหยุ่นขึ้น
- ผู้ที่เคยทำ RF แบบเดิมมาก่อน และต้องการเทคโนโลยีที่พัฒนาให้ควบคุมพลังงานได้ละเอียดขึ้น
- ผู้ที่ต้องการดูแลหลายระดับชั้นผิวในครั้งเดียว ทั้งด้านความกระชับและความเรียบเนียน
- ผู้ที่มีไขมันสะสมเล็กน้อยบริเวณกรอบหน้า หรือใต้คาง และต้องการให้สัดส่วนดูคมชัดขึ้น
- ผู้ที่ต้องการดูแลผิวเชิงป้องกัน ก่อนเกิดความหย่อนคล้อยชัดเจนในอนาคต
ทั้งนี้ ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนตัดสินใจ เพื่อวางแผนจำนวนช็อต ระดับพลังงาน และแนวทางดูแลที่เหมาะสมกับปัญหาและเป้าหมายของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละราย
เมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยี RF แบบดั้งเดิม จะเห็นได้ว่าเทคนิค GXG ใน Oligio X ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มระดับพลังงาน แต่เป็นการออกแบบรูปแบบการปล่อยพลังงานใหม่ให้ทำงานอย่างเป็นลำดับขั้น ควบคุมอุณหภูมิได้เสถียร และกระจายความร้อนได้ครอบคลุมหลายระดับชั้นผิวมากขึ้น ตั้งแต่การเตรียมผิว ส่งพลังงานลึก ไปจนถึงการรักษาระดับความร้อน เพื่อสนับสนุนกระบวนการสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง
จุดเด่นของเทคนิค GXG คือ การผสานความแม่นยำในการส่งพลังงานกับระบบลดความรู้สึกไม่สบายระหว่างทำ พร้อมระบบปรับค่าพลังงานตามสภาพผิวแบบช็อตต่อช็อต ทำให้การดูแลผิวมีความเหมาะสมกับโครงสร้างในแต่ละบริเวณมากขึ้น ทั้งด้านความกระชับ ความแน่นของผิว และคุณภาพผิวโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ความเหมาะสมและผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล การประเมินโดยแพทย์ก่อนทำจึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพื่อวางแผนจำนวนช็อต ระดับพลังงาน และแนวทางการดูแลที่สอดคล้องกับปัญหา และเป้าหมายของแต่ละคน เพื่อให้การเลือกใช้เทคนิค GXG ใน Oligio X เป็นไปอย่างเหมาะสม
*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

