ผิวไม่ดี เป็นปัญหาผิวที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นผิวหมองคล้ำ ผิวแห้งลอก ผิวไม่เรียบเนียน เป็นสิวง่าย ผิวแพ้ง่าย หรือผิวดูโทรม ไม่สดใส ซึ่งล้วนส่งผลต่อทั้งภาพลักษณ์ และความมั่นใจในชีวิตประจำวันอย่างมาก หลาย ๆ คนอาจเข้าใจว่า ผิวไม่ดีเป็นปัญหาผิวที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผิวไม่ดีมักสะท้อนถึงความไม่สมดุล และไม่แข็งแรงของโครงสร้างผิวจากภายใน บทความนี้จะพามาทำความเข้าใจว่า ผิวไม่ดีคืออะไร? เกิดจากสาเหตุใดบ้าง? และมีวิธีฟื้นฟูผิวให้กลับมาสุขภาพดีได้อย่างไร? วันนี้ รมย์รวินท์คลินิกรวมคำตอบมาไว้ให้แล้ว

ผิวไม่ดี คืออะไร?
ผิวไม่ดี คือ สภาพผิวที่ไม่แข็งแรง และสูญเสียสมดุล ทำให้ผิวดูโทรม เหนื่อยล้า แห้งเสีย ขาดความเรียบเนียน และไม่สดใส ซึ่งสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น เผชิญแสงแดด มลภาวะ พักผ่อนน้อย เครียดสะสม ใช้สกินแคร์ไม่เหมาะกับสภาพผิว รวมไปถึงการเสื่อมสภาพของคอลลาเจน และอีลาสตินตามวัย จนส่งผลให้ผิวดูแก่กว่าวัยอย่างเห็นได้ชัด

ผิวไม่ดี มีลักษณะแบบไหน?
ผิวไม่ดี สามารถสังเกตได้จากลักษณะดังต่อไปนี้
- ผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ และดูไม่กระจ่างใส
- ผิวแห้ง หยาบกร้าน ขาดความชุ่มชื้น ในบางรายอาจมีอาการคัน หรือลอกเป็นขุยร่วมด้วย
- ผิวไม่เรียบเนียน รูขุมขนกว้าง พื้นผิวไม่สม่ำเสมอ สัมผัสแล้วรู้สึกผิวขรุขระ
- เป็นสิวง่าย มีผด ผื่น หรือผิวเกิดการระคายเคืองบ่อย
- มีริ้วรอยก่อนวัย ผิวเริ่มหย่อนคล้อย ไม่ยืดหยุ่น และขาดความกระชับ
- ผิวโทรม ดูอ่อนล้า ไม่สดใส แม้จะพักผ่อนเพียงพอแล้วก็ตาม
- แต่งหน้าไม่ติด รองพื้นเป็นคราบ ตกร่อง แต่งหน้าแล้วผิวไม่เรียบ

ผิวไม่ดี เกิดจากอะไร?
ผิวไม่ดี สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งภายใน และภายนอก ซึ่งโดยส่วนใหญ่ปัจจัยที่ทำให้ผิวไม่ดี มีดังนี้
- รังสี UV จากแสงแดด
รังสี UV จากแสงแดด เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวไม่ดีได้ เนื่องจากเมื่อผิวต้องเผชิญกับแสงแดดเป็นเวลานาน รังสี UV จะเข้าไปทำลายโครงสร้างผิว โดยเฉพาะคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น และความกระชับ นอกจากนี้ยังกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ ผิวคล้ำเสีย และแห้งกร้านได้ง่าย
- มลภาวะ ฝุ่น ควัน และสารพิษ
มลภาวะ ฝุ่น ควัน และสารพิษในอากาศ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวไม่ดีได้ เนื่องจากอนุภาคของมลภาวะสามารถแทรกซึมเข้าสู่รูขุมขน ทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตัน และอักเสบ รวมถึงยังกระตุ้นให้เกิดสิว ผื่น และระคายเคืองได้ง่าย นอกจากนี้ยังกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้คอลลาเจน และอีลาสตินถูกทำลาย ทั้งยังทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จนส่งผลให้ผิวแห้งกร้าน หมองคล้ำ และเสื่อมสภาพก่อนวัยได้
- อายุมากขึ้น
อายุมากขึ้น เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวไม่ดีได้ เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น โครงสร้างผิวก็จะเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนังที่จะลดลงเรื่อย ๆ ตามวัย ซึ่งจะเริ่มลดลงตั้งแต่อายุ 20 ปีเป็นต้นไป นอกจากนี้กระบวนการผลัดเซลล์ผิว และการไหลเวียนเลือดก็จะทำงานช้าลงตามไปด้วย ทำให้ผิวหมองคล้ำ ดูโทรม แห้งกร้าน ขาดความเปล่งปลั่ง และเสื่อมสภาพได้ง่าย
- ใช้สกินแคร์ไม่เหมาะกับสภาพผิว
การใช้สกินแคร์ที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวไม่ดีได้ เนื่องจากสกินแคร์บางประเภทมีส่วนผสมที่รุนแรง ทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น และไวต่อการระคายเคืองมากขึ้น นอกจากนี้การเลือกใช้สกินแคร์ที่ไม่ตรงสภาพผิว เช่น ผิวมันแต่ใส่สกินแคร์เนื้อครีมเข้มข้น อาจทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตัน และกระตุ้นให้เกิดสิวได้ง่าย
- ล้างหน้าผิดวิธี
การล้างหน้าผิดวิธี เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวไม่ดีได้ เนื่องจากการล้างหน้ารุนแรงเกินไป ล้างหน้าบ่อยเกินความจำเป็น หรือใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว อาจทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นมากกว่าปกติ จนส่งผลให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ และผิวระคายเคืองได้ง่าย นอกจากนี้การล้างหน้าไม่สะอาด อาจทำให้สิ่งสกปรก น้ำมัน หรือคราบเครื่องสำอางอุดตันอยู่ในรูขุมขน จนกระตุ้นให้เกิดสิว และผิวอักเสบได้ง่าย
- พักผ่อนน้อย
การพักผ่อนน้อย เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวไม่ดีได้ เนื่องจากการอดนน้อย หรือนอนไม่พอ จะทำให้ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งฮอร์โมนนี้จะกระตุ้นให้ผิวอักเสบ และกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผิวไวต่อการระคายเคือง และเสื่อมสภาพได้ง่าย นอกจากนี้ยังทำให้ผิวไม่สามารถซ่อมแซม และฟื้นฟูตัวเองได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ผิวดูโทรม หมองคล้ำ ขาดความชุ่มชื้น และไม่เรียบเนียนได้
- ดื่มน้ำน้อย
การดื่มน้ำน้อย เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวไม่ดีได้ เนื่องจากน้ำมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อร่างกาย หากดื่มน้ำไม่เพียงพอ เซลล์ผิวก็จะขาดความชุ่มชื้น ทำให้ผิวแห้งตึง หยาบกร้าน และลอกเป็นขุยได้ง่าย นอกจากนี้การดื่มน้ำน้อย ยังทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนลแอง จนส่งผลให้ผิวไวต่อการระคายเคือง ดูโทรม และไม่สดใสได้
- เครียดสะสม
การมีความเครียดสะสม เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวไม่ดีได้ เนื่องจากความเครียด จะทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันมากขึ้น และกระตุ้นให้ผิวเกิดการอักเสบ ส่งผลให้ผิวมัน ระคายเคือง และเป็นสิวง่าย นอกจากนี้ยังเช้าไปทำลายคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิว ทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่น และความกระชับ จนเกิดริ้วรอยก่อนวัย หรือผิวหย่อนคล้อยได้
- ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่
การดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวไม่ดีได้ เนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ในการขับน้ำออกจากร่างกาย ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายกว่าปกติ ในขณะเดียวกันเมื่อสูบบุหรี่มากเกินไป สารพิษในบุหรี่จะกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำให้คอลลาเจน และอีลาสตินเสื่อมสภาพได้ง่าย อีกทั้งยังทำให้หลอดเลือดเกิดการหดตัว ซึ่งส่งผลให้ผิวได้รับออกซิเจน และสารอาหารไม่เต็มที่ จนผิวโทรม หมองคล้ำ และไม่สดใสได้
- รับประทานอาหารไม่มีประโยชน์
การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวไม่ดีได้ เนื่องจากอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ของมัน ของทอด หรืออาหารแปรรูป มักจะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ทำให้ผิวมัน และเป็นสิวง่าย ในขณะเดียวกันอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น ขนมหวาน น้ำอัดลม หรือชานมไข่มุก มักจะกระตุ้นให้เกิดกระบวนการไกลเคชั่น (Glycation) ทำให้คอลลาเจน และอีลาสตินเสื่อมสภาพได้ง่าย ส่งผลให้ผิวดูโทรม แก่กว่าวัย แห้งกร้าน และคล้ำเสียได้

ผิวไม่ดี มีวิธีดูแลอย่างไร?
ผิวไม่ดี สามารถดูแลได้หลากหลายวิธี ดังนี้
- ทำความสะอาดผิวอย่างถูกวิธี
โดยจะแนะนำให้ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีความอ่อนโยน และเหมาะกับสภาพผิว เพื่อช่วยรักษาสมดุลน้ำมัน และความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของผิว ทำให้เกราะป้องกันผิวแข็งแรง ผิวไม่แห้งตึง และไม่ระคายเคืองง่าย โดยปราศจากสารที่ก่อการระคายเคือง เช่น น้ำหอม, แอลกอฮอล์, พาราเบน หรือสารกลุ่มซัลเฟต (Sulfates)
- เลือกสกินแคร์ที่เหมาะกับสภาพผิว
โดยจะแนะนำให้ใช้สกินแคร์ที่เหมาะกับสภาพผิว เช่น ผิวมันควรเลือกใช้สกินแคร์เนื้อเจล หรือโลชั่นบางเบา ในขณะที่ผิวแห้งควรเลือกใช้สกินแคร์เนื้อครีมที่ให้ความชุ่มชื้นสูง ส่วนผิวเป็นสิวควรเลือกใช้สกินแคร์สูตรอ่อนโยน และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (Non-comedogenic) นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงสกินแคร์ที่มีสารระคายเคืองผิว เช่น แอลกอฮอล์ น้ำหอม พาราเบน หรือสารผลัดเซลล์ผิวเข้มข้น โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย
- ปกป้องผิวจากแสงแดด
โดยจะแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดสม่ำเสมอ แม้จะอยู่ในที่ร่ม เนื่องจากรังสี UV เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวเสื่อมสภาพ จนเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอยก่อนวัยได้ง่าย การป้องกันแสงแดดจึงเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลผิว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 – 50 ขึ้นไป และมีค่า PA+++ พร้อมทั้งควรทาในปริมาณ 2 ข้อนิ้วมือ สำหรับทั่วใบหน้า และทาซ้ำทุก ๆ 2 ชั่วโมง เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดดจัด
- พักผ่อนให้เพียงพอ
โดยจะแนะนำให้นอนหลับอย่างน้อยวันละ 7–8 ชั่วโมงอย่างสม่ำเสมอ และจัดสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้เงียบ มืด และอุณหภูมิเหมาะสม เพื่อให้การนอนหลับมีคุณภาพ และช่วยให้หลับลึกมากขึ้น นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอนอย่างน้อย 30 นาที เพื่อลดแสงสีฟ้าที่รบกวนการหลั่งเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการนอนหลับ และช่วยต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วย
- ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม
โดยจะแนะนำให้ดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่เหมาะสมวันละประมาณ 1.5 – 2 ลิตร หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน เพื่อช่วยเติมความชุ่มชื้น รักษาความสมดุลของผิว และขับของเสียออกจากร่างกาย ซึ่งควรเน้นจิบน้ำบ่อย ๆ ตลอดทั้งวัน แทนการดื่มทีเดียวมาก ๆ รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ และแอลกอฮอล์ เนื่องจากอาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำได้ง่าย
- รับประทานอาหารที่ดีต่อผิว
โดยจะแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เน้นผัก และผลไม้หลากสี เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ อย่างครบถ้วน ควบคู่กับการรับประทานโปรตีนคุณภาพดี เช่น ปลา ไข่ เต้าหู้ และถั่ว เพื่อช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิว และเสริมสร้างคอลลาเจน รวมถึงเลือกรับประทานไขมันดี เช่น อะโวคาโด ปลาแซลมอน ถั่ว และเมล็ดพืช เพื่อเสริมความชุ่มชื้น และความยืดหยุ่นให้ผิว
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายผิว
โดยจะแนะนำให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายผิว เช่น การขัดผิวแรงเกินไป การเปลี่ยนสกินแคร์บ่อย การบีบสิว การแกะสิว นอนดึก เครียดสะสม สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้อาจกระตุ้นให้ผิวอักเสบ ทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ และทำให้ปัญหาผิวแย่ลงได้
- ทำหัตถการทางการแพทย์
โดยจะแนะนำให้ทำหัตถการทางการแพทย์ที่ช่วยในการฟื้นฟูผิว ซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสียหาย กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และเสริมเกราะป้องกันผิว ซึ่งในปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายหัตถการ แนะนำให้เข้ารับการปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ เพื่อประเมินสภาพผิว และเลือกหัตถการที่ตอบโจทย์กับปัญหาของแต่ละบุคคล

ผิวไม่ดี เหมาะกับหัตถการไหน?
ในปัจจุบันมีการพัฒนาหัตถการทางแพทย์ที่ช่วยในการฟื้นฟูผิวอย่างหลากหลาย ซึ่งโดยส่วนใหญ่หัตถการที่นิยมในการกอบกู้ผิวไม่ดี มีดังนี้
Rejuran เป็นหัตถการฟื้นฟูผิวกลุ่ม Skin Booster ที่ใช้สาร Polynucleotide (PN) สกัดจากปลาแซลมอนเป็นส่วนประกอบหลัก โดยมีคุณสมบัติในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินใหม่เพิ่มขึ้น ต้านการอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น และเสริมเกราะปกป้องผิวให้แข็งแรง ทำให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น ฉ่ำวาว เรียบเนียน กระจ่างใส และดูสุขภาพดีอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวโทรม ผิวไม่ดี ผิวแพ้ง่าย ผิวแห้ง หมองคล้ำ ไม่เรียบเนียน รูขุมขนกว้าง และหลุมสิวตื้น โดยผลลัพธ์หลังฉีดสามารถอยู่ได้นานประมาณ 3 – 6 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเองหลังฉีด
Plinest เป็นหัตถการฟื้นฟูผิวกลุ่ม Skin Booster ที่ใช้สาร Polynucleotide (PN) สกัดจากปลาเทราต์เป็นส่วนประกอบหลัก โดยมีคุณสมบัติในการฟื้นฟูผิว ซ่อมแซมเซลล์เนื้อเยื่อที่เสียหาย เพิ่มความชุ่มชื้น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินใหม่เพิ่มขึ้น เสริมโครงสร้างผิวให้แข็งแรง ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน และลดการอักเสบของผิว ทำให้ผิวแข็งแรง ยืดหยุ่น ชุ่มชื้น อิ่มน้ำ เรียบเนียน กระจ่างใส และดูสุขภาพดีอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวไม่ดี ผิวโทรม ไม่เรียบเนียน ผิวแห้ง ขาดความยืดหยุ่น ผิวหมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง มีรอยแผลเป็นจากสิว และมีปัญหาใต้ตาคล้ำ โดยผลลัพธ์หลังฉีดสามารถอยู่ได้นานประมาณ 6 – 9 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเองหลังฉีด
Pluryal Densify เป็นหัตถการฟื้นฟูผิวกลุ่ม Skin Booster ที่ใช้สาร Hyaluronic Acid (HA) ร่วมกับ Polynucleotide (PN) และ Mannitol เป็นส่วนประกอบหลัก โดยมีคุณสมบัติในการเติมเต็มความชุ่มชื้น ซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพ เพิ่มความยืดหยุ่น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินใหม่เพิ่มขึ้น ต้านอนุมูลอิสระ และส่งเสริมการปรับสภาพผิวใหม่ ทำให้ผิวยืดหยุ่น แข็งแรง ชุ่มชื้น เรียบเนียน ดูสดใส และมีสุขภาพดีขึ้นอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวขาดน้ำ ผิวไม่ดี ผิวอ่อนแอ ระคายเคืองง่าย ผิวหมองคล้ำ ไม่เรียบเนียน รูขุมขนกว้าง มีรอยแตกลาย และรอยแผลเป็นเล็กน้อย โดยผลลัพธ์หลังฉีดสามารถอยู่ได้นานประมาณ 3 – 6 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเองหลังฉีด
Vitaran I เป็นหัตถการฟื้นฟูผิวกลุ่ม Skin Booster ที่ใช้สาร Polynucleotide (PN) สกัดจากปลาเทราต์เป็นส่วนประกอบหลัก โดยมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบของผิว ฟื้นฟูผิวเป็นสิว กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ปรับผิวให้เรียบเนียน กระตุ้นการเซลล์ผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด เสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินใหม่เพิ่มขึ้น ทำให้ผิวดูแน่น ยืดหยุ่น แข็งแรง ชุ่มชื้น อิ่มน้ำ กระจ่างใส และสิวลดลงอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวไม่ดี ผิวเป็นสิว ผิวอักเสบ แพ้ง่าย บวมแดง หน้าหมอง สีผิวไม่สม่ำเสมอ มีรอยสิว ผิวคล้ำจากแสงแดด รูขุมขนกว้าง ผิวขรุขระ และมีหลุมสิวตื้น โดยผลลัพธ์หลังฉีดสามารถอยู่ได้นานประมาณ 9 – 12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเองหลังฉีด
Profhilo เป็นหัตถการฟื้นฟูผิวกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจนที่ใช้สาร Hyaluronic Acid (HA) แบบ Non-Crosslinked เป็นส่วนประกอบหลัก โดยมีคุณสมบัติในการฟื้นฟูผิวที่เสื่อมสภาพ เพิ่มความชุ่มชื้น ปรับโครงสร้างผิว (Bio-Remodeling) ปรับสมดุลผิว ซ่อมแซมที่เสียหายระดับโครงสร้าง กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินใหม่อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ คอลลาเจนประเภทที่ 1, 3, 4 และ 7 ทำให้ผิวแข็งแรง แน่นกระชับ อิ่มฟู เรียบเนียน ยืดหยุ่น ชุ่มชื้น ฉ่ำน้ำ และดูอ่อนกว่าวัยในระยะยาว ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวไม่ดี ผิวหลวม ผิวบอบบาง แพ้ง่าย แห้งกร้าน มีริ้วรอยเล็ก ๆ ผิวเริ่มหย่อนคล้อย เหี่ยวย่น แต่งหน้าไม่ติด ผิวขรุขระ ไม่เรียบ รูขุมขนกว้าง และมีหลุมสิวตื้น โดยผลลัพธ์หลังฉีดสามารถอยู่ได้นานประมาณ 6 – 9 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเองหลังฉีด
- Collaju
Collaju เป็นหัตถการฟื้นฟูผิวกลุ่มคอลลาเจนสดที่ใช้สาร Atelocollagen สกัดจากหนังหมูเป็นส่วนประกอบหลัก โดยมีคุณสมบัติในการเติมเต็มผิว เพื่อทดแทนคอลลาเจนที่เสื่อมสภาพลงตามวัย ลดเลือนริ้วรอย ฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นลึก เพิ่มความยืดหยุ่น ลดการอักเสบ เสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผิวอิ่มฟู แข็งแรง แน่นกระชับ ดูสุขภาพดี เรียบเนียน ยืดหยุ่น ชุ่มชื้น กระจ่างใส และดูอ่อนกว่าวัยในระยะยาว ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบาง ผิวเสื่อมสภาพ ผิวไม่ดี ดูโทรม ผิวหลวม แห้งกร้าน มีริ้วรอยเล็ก ๆ ผิวเริ่มหย่อนคล้อย แต่งหน้าไม่ติด ผิวขรุขระ ไม่เรียบ รูขุมขนกว้าง และมีหลุมสิวตื้น โดยผลลัพธ์หลังฉีดสามารถอยู่ได้นานประมาณ 4 – 6 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเองหลังฉีด
Karisma Rh Collagen เป็นหัตถการฟื้นฟูผิวกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจนที่ใช้สาร Collagen Polypeptide a1 Chain R (Rh Collagen) ร่วมกับ High Molecular Weight Hyaluronic Acid (HMW – HA) และ Carboxymethylcellulose (CMC) เป็นส่วนประกอบหลัก โดยมีคุณสมบัติในการเติมความชุ่มชื้น เสริมความยืดหยุ่น ลดการอักเสบ ปรับปรุงคุณภาพผิว เสริมโครงสร้างผิวให้แข็งแรง กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผิวแข็งแรง ยืดหยุ่น กระชับ ชุ่มชื้น อิ่มฟู เรียบเนียน ดูสุขภาพดี และอ่อนกว่าวัยในระยะยาว ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวไม่ดี ผิวเริ่มเสื่อมสภาพ ผิวโทรม อ่อนล้า หมองคล้ำ แห้งกร้าน ไม่สดใส มีริ้วรอยเล็ก ๆ ผิวเริ่มหย่อนคล้อย ไม่เรียบเนียน รูขุมขนกว้าง และรอยแผลเป็นจากสิว โดยผลลัพธ์หลังฉีดสามารถอยู่ได้นานประมาณ 6 – 12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเองหลังฉีด
จะเห็นได้ว่า ปัญหาผิวไม่ดีสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิต การดูแลผิวไม่เหมาะสม แสงแดด มลภาวะ รวมถึงความเสื่อมสภาพของโครงสร้างผิวตามวัย หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำการแก้ไข อาจนำไปสู่ปัญหาผิวอื่น ๆ ที่รุนแรงมากขึ้นได้ เช่น ริ้วรอย ร่องลึก ผิวหย่อนคล้อย ผิวแห้งกร้าน แตกลอก รูขุมขนกว้าง หรือผิวไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นการดูแล และฟื้นฟูผิวให้กลับมาสุขภาพดีจึงเป็นกุญแจสำคัญ โดยควรเริ่มจากการเข้าใจสภาพผิวของตนเอง เช่น เลือกสกินแคร์ที่เหมาะกับสภาพผิว ล้างหน้าอย่างถูกวิธี และทาครีมกันแดดเป็นประจำ ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตในด้านอื่น ๆ และสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน และรวดเร็ว อาจพิจารณาการทำหัตถการทางการแพทย์ร่วมด้วย ซึ่งต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำให้แพทย์ เพื่อให้การฟื้นฟูผิว และแก้ไขปัญหาผิวมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

