การเตรียมผิวดีอย่างไร? หากไม่เตรียมผิวจะส่งผลอย่างไรบ้าง?

การเตรียมผิวดีอย่างไร? หากไม่เตรียมผิวจะส่งผลอย่างไรบ้าง

หลายคนอาจเคยเผชิญกับปัญหาผิวระคายเคืองง่ายหลังทำหัตถการ ไม่ว่าจะเป็นอาการแสบ แดง แห้ง ลอก บวมช้ำ หรืออักเสบรุนแรงกว่าปกติ รวมถึงผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ซึ่งหนึ่งในสาเหตุนั้นอาจเกิดจากสภาพผิวที่อ่อนแอ และยังไม่พร้อมสำหรับการทำหัตถการ หากมีผิวอ่อนแอ ไม่แข็งแรง แห้งกร้าน ขาดน้ำ หรือมีการอักเสบอยู่ก่อนแล้ว หลังทำหัตถการอาจทำให้ผลลัพธ์ที่ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงได้ง่ายกว่าปกติ บทความนี้ รมย์รวินท์คลินิกจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจอย่างละเอียดว่า การเตรียมผิวดีอย่างไร? หากไม่เตรียมผิวจะส่งผลอย่างไร? และทำไมถึงควรเตรียมผิวก่อนทำหัตถการความงามทุกครั้ง เพื่อช่วยให้ผิวพร้อมรับการรักษา และลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง

 

การเตรียมผิวดีอย่างไร?
การเตรียมผิวดีอย่างไร?

 

การเตรียมผิวดีอย่างไร?

การเตรียมผิวดีอย่างไร? ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการเตรียมผิวมีข้อดีหลายประการ ดังนี้

  • ช่วยให้ผิวแข็งแรง พร้อมรับการทำหัตถการ

การเตรียมผิว เป็นวิธีการที่ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่อ่อนแอ แพ้ง่าย แห้งกร้าน ขาดน้ำ หรือระคายเคือง ให้กลับมามีความสมดุล ชุ่มชื้น และแข็งแรงจากภายใน เมื่อผิวมีพื้นฐานที่แข็งแรง  ก็จะช่วยให้ผิวพร้อมสำหรับการเข้ารับการทำหัตถการต่าง ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหัตถการกลุ่มเลเซอร์ ฉีดฟิลเลอร์ ฉีดโบ หรือทำเครื่องยกกระชับ

  • ช่วยลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง

การเตรียมผิว เป็นวิธีการที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงได้ โดยเฉพาะอาการบวม แดง แสบ ลอก หรือระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้นหลังทำหัตถการ เนื่องจากสภาพผิวที่อ่อนแอ มักจะมีความทนทานต่อการรักษาได้น้อยกว่าสภาพผิวที่แข็งแรง จึงเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงได้ง่ายกว่าปกติ

  • ช่วยให้ผลลัพธ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การเตรียมผิว เป็นวิธีการที่ช่วยให้ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำหัตถการมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากสภาพผิวที่แข็งแรง มักจะตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่าสภาพผิวที่อ่อนแอ ทำให้สามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน และแลดูเป็นธรรมชาติ

  • ช่วยให้ผิวฟื้นตัวเร็วขึ้นหลังทำหัตถการ

การเตรียมผิว เป็นวิธีการที่ช่วยให้ผิวสามารถฟื้นตัวได้เร็วหลังทำหัตถการ เนื่องจากผิวที่ได้รับการดูแล และเตรียมความพร้อมมาอย่างเหมาะสม มักจะมาพร้อมกับเกราะป้องกันผิวแข็งแรง เมื่อเกิดบาดแผล หรือมีการระคายเคืองหลังทำหัตถการ ร่างกายจึงสามารถซ่อมแซม และฟื้นฟูตัวเองได้เร็ว ทำให้ช่วยลดระยะเวลาในการพักฟื้น

  • ช่วยยืดอายุผลลัพธ์จากการทำหัตถการ

การเตรียมผิว เป็นวิธีการที่ช่วยยืดอายุผลลัพธ์จากการทำหัตถการอื่น ๆ ให้คงอยู่ยาวนานขึ้น เนื่องจากสภาพผิวที่มีความแข็งแรง จะช่วยลดการเสื่อมสภาพของผลลัพธ์ ทำให้หัตถการสามารถคงประสิทธิภาพได้ยาวนานกว่า เมื่อเทียบกับสภาพผิวที่อ่อนแอ

 

หากไม่เตรียมผิวจะส่งผลอย่างไร?
หากไม่เตรียมผิวจะส่งผลอย่างไร?

 

หากไม่เตรียมผิวจะส่งผลอย่างไร?

โดยทั่วไปแล้ว หากไม่มีการเตรียมผิวก่อนทำหัตถการ เป็นสิ่งที่ไม่อันตรายร้ายแรง แต่อาจส่งผลต่อผลลัพธ์ ผลข้างเคียง และระยะเวลาในการฟื้นตัวได้ ดังนี้

  • เสี่ยงเกิดผลข้างเคียงมากขึ้น

หากไม่เตรียมผิวก่อนทำหัตถการ อาจทำให้เสี่ยงเกิดผลข้างเคียงมากขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาผิวอ่อนแอ ขาดน้ำ แห้งกร้าน แพ้ง่าย และระคายเคืองอยู่แล้ว มักจะทนต่อการรักษาได้น้อยกว่าผิวปกติ ทำให้มีโอกาสเกิดอาการบวม แดง แสบ ลอก หรือระคายเคืองหลังทำหัตถการได้ง่าย

  • ระยะเวลาพักฟื้นนานขึ้น

หากไม่เตรียมผิวก่อนทำหัตถการ อาจทำให้ระยะเวลาพักฟื้นนานขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาผิวอ่อนแอ ขาดน้ำ และระคายเคืองง่ายอยู่แล้ว เกราะป้องกันผิวมักจะไม่แข็งแรง ทำให้กระบวนการซ่อมแซมผิวทำงานช้ากว่าปกติ ส่งผลให้ผิวฟื้นตัวช้า และต้องใช้เวลาพักฟื้นนานขึ้นได้

  • เห็นผลลัพธ์ไม่เต็มที่

หากไม่เตรียมผิวก่อนทำหัตถการ อาจทำให้เห็นผลลัพธ์ไม่เต็มที่ได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาผิวอ่อนแอ ขาดน้ำ และระคายเคืองง่ายอยู่แล้ว มักจะตอบสนองต่อการรักษาได้ไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้หัตถการไม่สามารถทำงาน หรือแสดงผลลัพธ์ได้อย่างเต็มที่ได้

  • ผลลัพธ์เสื่อมสภาพเร็ว

หากไม่เตรียมผิวก่อนทำหัตถการ อาจทำให้ผลลัพธ์เสื่อมสภาพเร็วขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาผิวอ่อนแอ ระคายเคืองง่าย มีความแห้งกร้าน และไม่แข็งแรง เนื่องจากผิวไม่สามารถพยุงผลลัพธ์ไว้ได้เท่าที่ควร ส่งผลให้ผลลัพธ์ค่อย ๆ เสื่อมสภาพเร็ว เมื่อเทียบกับผิวที่แข็งแรง และมีการเตรียมพร้อมมาอย่างเหมาะสม

 

วิธีการเตรียมผิวด้วยตัวเอง
วิธีการเตรียมผิวด้วยตัวเอง

 

วิธีการเตรียมผิวด้วยตัวเอง

โดยทั่วไปแล้ว การเตรียมผิวด้วยตัวเองสามารถทำได้หลายวิธี ควบคู่ไปกับการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมบางประเภทที่อาจทำให้ผิวระคายเคือง ดังนี้

  • เติมความชุ่มชื้นให้ผิวสม่ำเสมอ

การเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างสม่ำเสมอ เป็นอีกหนึ่งวิธีในการเตรียมผิว โดยควรเลือกใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมในการกักเก็บความชุ่มชื้น และเติมน้ำให้ผิว เช่น Hyaluronic Acid, Ceramide, Glycerin หรือ Panthenol เพื่อเสริมความแข็งแรงให้เกราะป้องกันผิว ลดความแห้งกร้าน และปลอบประโลมผิว 

  • ปกป้องผิวจากแสงแดดทุกวัน

การปกป้องผิวจากแสงแดดทุกวัน เป็นอีกหนึ่งวิธีในการเตรียมผิว โดยควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง และมีประสิทธิภาพในการกันแดดที่เพียงพอ ซึ่งควรมีค่า SPF ประมาณ 30 ขึ้นไป และ PA +++ เพื่อป้องกันผิวจากการถูกทำลายโดยรังสี UV ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวอ่อนแอ แห้งกร้าน อักเสบ และเสื่อมสภาพก่อนวัยได้ง่าย 

  • ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน

การทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน เป็นอีกหนึ่งวิธีในการเตรียมผิว โดยควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีค่า pH เหมาะกับผิว และปราศจากสารระคายเคือง เช่น SLS, SLES, น้ำหอม, แอลกอฮอล์ หรือพาราเบน เพื่อรักษาสมดุลของผิว ปกป้องไม่ให้ผิวแห้งตึง อักเสบ และแพ้ง่าย

  • ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม

การดื่มน้ำอย่างเหมาะสม เป็นอีกหนึ่งวิธีในการเตรียมผิว โดยควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 7 – 8 แก้ว หรือปรับเปลี่ยนตามกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน อีกทั้งควรแบ่งดื่มเป็นระยะ ๆ ตลอดทั้งวัน แทนการดื่มทีเดียวมาก ๆ เพื่อรักษาสมดุลน้ำในผิวอย่างต่องเนื่อง และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวจากภายใน 

  • นอนหลับให้เพียงพอ

การนอนหลับให้เพียงพอ เป็นอีกหนึ่งวิธีในการเตรียมผิว โดยควรนอนหลับอย่างน้อยวันละ 7 – 8 ชั่วโมง และหลีกเลี่ยงการเล่นโทรศัพท์มือถือก่อนนอนอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้กระบวนการฟื้นฟู และซ่อมแซมเซลล์ผิวทำงานอย่างเต็มที่ ลดการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งมีผลต่อการฟื้นฟูผิว

  • งดรับประทานยาบางชนิด

การงดรับประทานยาบางชนิด เป็นอีกหนึ่งวิธีในการเตรียมผิว โดยก่อนทำหัตถการความงาม ควรงดการรับประทานยากลุ่มต้านการอักเสบ และยาที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด เนื่องจากยาในกลุ่มนี้ อาจทำให้เลือดไหลออกได้ง่าย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการบวมช้ำหลังทำหัตถการได้ ซึ่งหากมีความจำเป็นต้องรับประทานยา แนะนำให้แจ้งแพทย์ก่อนเข้ารับบริการทุกครั้ง เพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

  • งดสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์

การงดสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ เป็นอีกหนึ่งวิธีในการเตรียมผิว เนื่องจากสารในบุหรี่ และแอลกอฮอล์ อาจส่งผลให้การไหลเวียนเลือดผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการบวมช้ำ หรืออักเสบได้ รวมถึงยังทำให้ผิวฟื้นตัวช้าหลังทำหัตถการอีกด้วย

  • งดผลัดเซลล์ผิวทุกรูปแบบ

การงดผลัดเซลล์ผิวทุกรูปแบบ เป็นอีกหนึ่งวิธีในการเตรียมผิว ไม่ว่าจะเป็นการสครับ ขัดผิว หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ในการผลัดเซลล์ผิว เนื่องจากพฤติกรรมเหล่านี้ อาจทำให้ผิวบาง และเกิดระคายเคืองได้ง่าย ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบ แสบ แดง และผิวลอกหลังทำหัตถการได้

 

วิธีการเตรียมผิวด้วยหัตถการ
วิธีการเตรียมผิวด้วยหัตถการ

 

วิธีการเตรียมผิวด้วยหัตถการ

โดยทั่วไปแล้ว การเตรียมผิวด้วยหัตถการมีให้เลือกอย่างหลากหลาย ซึ่งในปัจจุบันหัตถการที่นิยมเตรียมผิว มีดังนี้

Rejuran

  • ส่วนผสม : มีส่วนผสมหลักของ Polynucleotide (PN) ที่ถูกสกัดมาจากปลาแซลมอน
  • คุณสมบัติ : ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสียหาย กระตุ้นการหลั่ง Growth Factor กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มความชุ่มชื้น ต้านการอักเสบ ปรับผิวให้เรียบเนียน และเสริมเกราะป้องกันผิวให้มีความแข็งแรง
  • เหมาะสำหรับ : ผู้ที่มีผิวแห้ง หยาบกร้าน ขาดความชุ่มชื้น ผิวไม่แข็งแรง ดูโทรม หมองคล้ำ ไม่สดใส รูขุมขนกว้าง มีหลุมสิว และริ้วรอยเล็ก ๆ รวมถึงผู้ที่ต้องการปรับปรุงคุณภาพผิวโดยรวม และต้องการเตรียมผิวก่อนทำหัตถการ
  • ผลลัพธ์คงอยู่ : ผลลัพธ์อยู่ได้นานเฉลี่ย 3 – 6 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง และสภาพผิวของแต่ละบุคคล

 

Plinest

  • ส่วนผสม : มีส่วนผสมหลักของ Polynucleotide (PN) ที่ถูกสกัดมาจากปลาเทราต์
  • คุณสมบัติ : ช่วยซ่อมแซมผิวระดับเซลล์ กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้แข็งแรง เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน
  • เหมาะสำหรับ : ผู้ที่มีผิวแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น ผิวอ่อนแอ ไม่แข็งแรง ดูโทรม ใต้ตาคล้ำ มีริ้วรอยเล็ก ๆ รูขุมขนกว้าง รอยสิว และหลุมสิว รวมถึงผู้ที่ต้องการบำรุงผิวโดยรวม และต้องการเตรียมผิวก่อนทำหัตถการต่าง ๆ 
  • ผลลัพธ์คงอยู่ : ผลลัพธ์อยู่ได้นานเฉลี่ย 6 – 9 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง และสภาพผิวของแต่ละบุคคล

 

Pluryal Densify

  • ส่วนผสม : มีส่วนผสมหลักของ Polynucleotide (PN) ที่ถูกสกัดมาจากปลาแซลมอน ผสานกับ Hyaluronic Acid (HA) และ Mannitol
  • คุณสมบัติ : ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้น เพิ่มความยืดหยุ่น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ส่งเสริมการปรับสภาพผิวใหม่ ต้านอนุมูลอิสระ ลดเลือนริ้วรอย และชะลอการเสื่อมสภาพของผิว
  • เหมาะสำหรับ : ผู้ที่มีผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ แต่งหน้าไม่ติด ผิวอ่อนแอ ระคายเคืองง่าย ผิวหมอง รูขุมขนกว้าง หลุมสิว ผิวเริ่มหย่อนคล้อย และริ้วรอยเล็ก ๆ รวมถึงผู้ที่ต้องการเตรียมผิวก่อนทำหัตถการ และต้องการฟื้นฟูผิวหลังทำเลเซอร์
  • ผลลัพธ์คงอยู่ : ผลลัพธ์อยู่ได้นานเฉลี่ย 3 – 6 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง และสภาพผิวของแต่ละบุคคล

 

Vitaran I

  • ส่วนผสม : มีส่วนผสมหลักของ Polynucleotide (PN) ที่ถูกสกัดมาจากปลาเทราต์
  • คุณสมบัติ : ช่วยปรับโครงสร้างผิวให้แข็งแรง ฟื้นฟูผิวเป็นสิว ซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวใหม่ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบ และเสริมเกราะป้องกันผิว
  • เหมาะสำหรับ : ผู้ที่มีผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ เป็นสิวอักเสบ สิวอุดตัน มีรอยดำ รอยแดงจากสิว ผิวหมอง สีผิวไม่สม่ำเสมอ รูขุมขุนไม่กระชับ มีรอยแผลเป็น และริ้วรอยเล็ก ๆ รวมถึงผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสภาพผิว และต้องการเตรียมผิวก่อนทำหัตถการ 
  • ผลลัพธ์คงอยู่ : ผลลัพธ์อยู่ได้นานเฉลี่ย 9 – 12 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง และสภาพผิวของแต่ละบุคคล

 

การเตรียมผิวก่อนทำหัตถการ ควรเริ่มทำเมื่อไหร่?
การเตรียมผิวก่อนทำหัตถการ ควรเริ่มทำเมื่อไหร่?

 

การเตรียมผิวก่อนทำหัตถการ ควรเริ่มทำเมื่อไหร่?

โดยทั่วไปแล้ว ก่อนทำหัตถการความงามจะแนะนำให้มีการเตรียมผิวล่วงหน้า เพื่อให้ผิวอยู่ในสภาพที่แข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง และช่วยให้ผลลัพธ์ออกมามีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับการดูแลตัวเองขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้มาก ๆ รวมถึงการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมบางประเภทที่ทำร้ายผิว ควรเริ่มเตรียมผิวล่วงหน้าประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ก่อนทำหัตถการ เพื่อปรับสมดุลผิว และลดการระคายเคือง

แต่ในกรณีที่มีการเตรียมผิวด้วยหัตถการความงาม เช่น Rejuran, Plinest, Pluryal Densify หรือ Vitaran I จะแนะนำให้เริ่มเตรียมผิวล่วงหน้าประมาณ 2 –  4 สัปดาห์ เพื่อฟื้นฟูสภาพผิวให้มีความแข็งแรง ลดการอักเสบ และเสริมเกราะป้องกันผิว แต่ทั้งนี้ระยะเวลาที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับประเภทของหัตถการ สภาพผิวเดิม ปัญหาผิวที่ต้องการแก้ไข และการประเมินของแพทย์

 

การเตรียมผิวดีอย่างไร? จะเห็นได้ว่า การเตรียมผิวก่อนทำหัตถการมีข้อดีหลายประการ ทั้งการช่วยฟื้นฟูผิวที่อ่อนแอให้กลับมาแข็งแรง ลดความรุนแรงของผลข้างเคียง เช่น อาการบวม แดง แสบ ลอก ช้ำ หรือการอักเสบหลังทำหัตถการ อีกทั้งยังช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ลดระยะเวลาในการพักฟื้น และยังทำให้ผลลัพธ์จากการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นการดูแล และเตรียมผิวอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรให้ความใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นการเติมความชุ่มชื้นให้ผิวสม่ำเสมอ ปกป้องผิวจากแสงแดด ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม นอนหลับให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายผิว เช่น งดสูบบุหรี่ งดดื่มแอลกอฮอล์ งดผลัดเซลล์ผิว และงดการรับประทานยาบางชนิด รวมไปถึงเลือกทำหัตถการเตรียมผิวที่เหมาะกับสภาพผิวแต่ละบุคคล เพื่อเป็นกุญแจที่นำไปสู่ผิวที่แข็งแรง สุขภาพดี และดูอ่อนกว่าวัยจากภายใน

 

*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด