Hair Booster ทางเลือกสร้างผมหนา บอกลาผมบางใน 4 ขั้นตอน

Hair Booster

เคยไหม? ช่วงนี้สระผม หรือหวีผมทีไร รู้สึกว่ามีเส้นผมหลุดติดมือออกมาทุกที หรือส่องกระจกแล้วสังเกตว่า รอยแสกผมเริ่มกว้างจนเห็นหนังศีรษะได้อย่างชัดเจน ซึ่งโดยปกติแล้วปัญหาผมร่วง ผมบาง สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ หากปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจทำให้เส้นผมยิ่งดูบางกว่าเดิมได้

การดูแลเส้นผมแค่ภายนอกเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ เพราะสุขภาพของหนังศีรษะและรากผมก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน Hair Booster จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยดูแลปัญหาผมร่วง ผมบาง และเส้นผมที่ดูไม่แข็งแรง ผ่านการดูแลถึง 4 ขั้นตอน วันนี้ รมย์รวินท์คลินิกจะพาทุกคนมาเจาะลึกเกี่ยวกับ Hair Booster ว่า คืออะไร? ช่วยอะไร? เหมาะกับใคร? พร้อมทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้ผมร่วง และผมบาง บทความนี้สรุปข้อมูลมาไว้ให้แล้ว

 

Hair Booster คืออะไร?

Hair Booster คือ โปรแกรมดูแลปัญหาผมร่วง และผมบาง พร้อมทั้งบำรุงหนังศีรษะลึกถึงรากผม โดยเป็นการดูแลแบบ 4 ขั้นตอนที่ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การช่วยชะลอการหลุดร่วงของเส้นผม เติมสารอาหารบริเวณรากผม ฟื้นฟูหนังศีรษะ และลดความมัน ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีช่วยกระตุ้นการทำงานของรากผม

จุดเด่นของ Hair Booster คือ ไม่ได้เน้นดูแลเฉพาะเส้นผม แต่ยังให้ความสำคัญกับหนังศีรษะ และรากผมควบคู่กัน เพื่อช่วยบำรุงเส้นผมให้ดูแข็งแรง และมีความหนาแน่นมากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาผมร่วง ผมบาง แสกผมกว้าง หรือรู้สึกว่าเส้นผมดูไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ทั้งนี้ ก่อนทำควรให้แพทย์ประเมินสภาพเส้นผม และหนังศีรษะ เพื่อวางแผนแนวทางการดูแลที่เหมาะกับแต่ละบุคคล

 

ผมร่วง ผมบางเกิดจากอะไร?
ผมร่วง ผมบางเกิดจากอะไร?

 

ผมร่วง ผมบางเกิดจากอะไร?

ปัญหาผมร่วง และผมบางสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ และในบางคนอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน จนทำให้เส้นหลุดร่วง และความหนาของเส้นผสมลดลง โดยสาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • พันธุกรรม

พันธุกรรม เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผมบาง โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวมีผมบาง หรือศีรษะล้าน อาจมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหานี้ได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งแต่ละคนอาจมีลักษณะของผมบางที่แตกต่างกัน โดยบางคนเริ่มสังเกตเห็นได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ในขณะที่บางคนจะเห็นชัดขึ้นเมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น 

  • ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง

ฮอร์โมนมีส่วนเกี่ยวข้องกับวงจรการเจริญเติบโตของเส้นผม เมื่อระดับฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง เช่น ช่วงหลังคลอด วัยหมดประจำเดือน หรือมีความผิดปกติของฮอร์โมนบางประเภท อาจส่งผลให้ผมร่วงมากขึ้น หรือค่อย ๆ บางลงได้ 

  • ความเครียดสะสม 

เมื่อมีความเครียดสะสมอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม ทำให้เส้นผมบางส่วนหยุดการเจริญเติบโต  และเกิดการหลุดร่วงมากขึ้น ซึ่งในบางคนอาจสังเกตได้ว่า ผมร่วงหนักขึ้นในช่วงที่เครียด ทำงานหนัก หรือมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิต

  • ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ

โดยทั่วไปอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน ล้วนมีส่วนสำคัญต่อสุขภาพเส้นผม โดยเฉพาะสารอาหารอย่างโปรตีน ธาตุเหล็ก สังกะสี และวิตามินบางชนิด หากได้รับไม่เพียงพอ หรือมีการควบคุมอาหารมากเกินไป อาจส่งผลให้เส้นผมเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ และหลุดร่วงมากขึ้นได้

  • ปัญหาสุขภาพบางอย่าง

การมีปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ มีโรคที่เกี่ยวข้องกับหนังศีรษะ หรือโรคเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน อาจทำให้เส้นผมหลุดร่วง หรือบางลงได้ แต่ในกรณีที่มีผมร่วงมากผิดปกติ หรือผมร่วงอย่างต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม 

  • รับประทานยาบางชนิด

การรับประทานยาบางชนิด อาจมีผลข้างเคียงที่ทำให้ผมร่วง หรือผมบางลงได้ โดยอาการที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน หากสังเกตว่าผมร่วงมากขึ้นหลังเริ่มใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์ก่อน และไม่ควรหยุดหรือปรับยาด้วยตัวเอง

  • พฤติกรรมทำร้ายเส้นผม 

พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน อาจทำให้ผมขาดหลุดร่วง และดูบางลงได้ เช่น การมัดผมแน่นเป็นประจำ ใช้ความร้อนกับเส้นผมบ่อย รวมถึงการฟอกสี ย้อม ดัด หรือยืดผม อาจทำให้เส้นผมอ่อนแอ แห้ง เปราะ และขาดง่าย จนส่งผลให้ผมบางลงได้

 

เช็กสัญญาณเตือนเมื่อผมเริ่มบาง 

ปัญหาผมบางมักค่อย ๆ เกิดขึ้น จึงอาจสังเกตได้ไม่ชัดในช่วงแรก แต่เมื่อความหนาแน่นของเส้นผมเริ่มลดลง จะมีสัญญาณเตือนบางอย่างที่เห็นได้ง่ายขึ้น ดังนี้

  • ผมร่วงเกิน 100 เส้นต่อวัน โดยสังเกตได้จากเส้นผมที่หลุดติดมือ หวี หรือหมอน รวมถึงมีผมหลุดร่วงมากกว่าปกติขณะสระผม 
  • รอยแสกผมกว้างขึ้น โดยสังเกตได้จากรอยแสกผมบริเวณกลางศีรษะที่เริ่มกว้างขึ้น จนมองเห็นหนังศีรษะได้อย่างชัดเจน
  • เส้นผมดูเล็กและบางลง โดยสังเกตได้จากเส้นผมใหม่ที่ขึ้นมามีลักษณะฝ่อ ลีบ เส้นเล็ก และอ่อนแอลง จนรู้สึกว่าผมไม่มีน้ำหนัก และลีบแบน
  • แนวผมด้านหน้าเริ่มถอย โดยสังเกตได้จากไรผมบริเวณหน้าผาก หรือขมับที่เริ่มถอยเข้าไปมากขึ้น ทำให้หน้าผากดูกว้างขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในบางคนอาจเห็นแนวผมบริเวณขมับมีลักษณะคล้ายตัว M 
  • รวบผมแล้วรู้สึกว่าผมน้อยลง หากปกติรวบผมเป็นประจำ อาจเริ่มรู้สึกว่า ขนาดของหางม้าเล็กลง หรือปริมาณเส้นผมที่รวบได้ดูน้อยกว่าเดิม
  • หนังศีรษะมันหรือมีรังแคผิดปกติ เช่น มันมากผิดปกติ มีรังแค คัน แดง หรือระคายเคือง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของปัญหาหนังศีรษะบางอย่าง หากมีอาการร่วมกับผมร่วงมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ 

หากเริ่มพบสัญญาณ เตือนเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ควรเข้าพบแพทย์ เพื่อประเมินสภาพเส้นผม และหนังศีรษะ  พร้อมทั้งหาสาเหตุว่าผมบางเกิดจากอะไร เพื่อจะได้เลือกวิธีดูแล และแก้ไขได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

 

Hair Booster ช่วยเรื่องอะไร?
Hair Booster ช่วยเรื่องอะไร?

 

Hair Booster ช่วยเรื่องอะไร?

Hair Booster เป็นโปรแกรมดูแลปัญหาผมร่วง ผมบาง และหนังศีรษะ โดยเน้นการดูแลตั้งแต่หนังศีรษะไปจนถึงรากผม ผ่านการทำงานร่วมกันหลายขั้นตอน ซึ่งช่วยดูแลในด้านต่าง ๆ ดังนี้

  • ช่วยลดปัญหาผมร่วง โดยเฉพาะผมหลุดร่วงที่เกิดจากมลภาวะ ความเครียด ฮอร์โมน และพันธุกรรม
  • ช่วยบำรุงลึกถึงรากผม เติมสารอาหารที่จำเป็นบริเวณรากผม เพื่อช่วยบำรุง และดูแลเส้นผมให้แข็งแรงขึ้น 
  • ช่วยฟื้นฟูหนังศีรษะ ช่วยลดความมัน และลดการอักเสบของหนังศีรษะ เพื่อให้หนังศีรษะอยู่ในสภาพที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเส้นผม
  • ช่วยกระตุ้นการทำงานของรากผม โดยใช้เทคโนโลยีช่วยกระตุ้นบริเวณรากผม เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของเส้นผม 
  • ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของเส้นผม โดยเน้นกระตุ้นการเกิดใหม่ของเส้นผม เพื่อให้เส้นผมโดยรวมดูหนาแน่น และไม่ขาดง่าย

 

4 ขั้นตอนดูแลเส้นผมด้วย Hair Booster
4 ขั้นตอนดูแลเส้นผมด้วย Hair Booster

 

4 ขั้นตอนดูแลเส้นผมด้วย Hair Booster

Hair Booster เป็นโปรแกรมดูแลเส้นผมแบบ 4 ขั้นตอน ซึ่งแต่ละขั้นตอนจะช่วยดูแลปัญหาที่แตกต่างกัน ตั้งแต่หนังศีรษะไปจนถึงรากผม โดยมีขั้นตอน ดังนี้

  • ขั้นตอนที่ 1 ลดการหลุดร่วงของเส้นผม

ขั้นตอนแรก แพทย์จะทำการฉีดสะกิดตัวยาทั่วบริเวณหนังศีรษะ เพื่อช่วยลดปัญหาผมร่วงที่อาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยต่าง ๆ เช่น มลภาวะ ความเครียด ฮอร์โมน และพันธุกรรม พร้อมทั้งดูแลหนังศีรษะเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป

  • ขั้นตอนที่ 2 เติมสารอาหารให้รากผม

ขั้นตอนต่อมา แพทย์จะทำการฉีดสะกิดสารบำรุงทั่วบริเวณหนังศีรษะ เพื่อเติมสารอาหารที่จำเป็นให้กับรากผม ช่วยบำรุงรากผมให้แข็งแรง และซ่อมแซมเส้นผมลึกถึงระดับเซลล์

  • ขั้นตอนที่ 3 ฟื้นฟูหนังศีรษะ

แพทย์จะใช้เครื่อง Phono ช่วยผลักสารบำรุงเข้าสู่หนังศีรษะ และรากผม เพื่อฟื้นฟูหนังศีรษะ ลดความมัน และลดการอักเสบบริเวณหนังศีรษะ 

  • ขั้นตอนที่ 4 ใช้เทคโนโลยีกระตุ้นรากผม

ขั้นตอนสุดท้ายเป็นการใช้เทคโนโลยีฉายแสง เพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของรากผม พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมการเกิดใหม่ของเส้นผม และช่วยให้เส้นผมโดยรวมมีความหนาแน่นมากขึ้น

 

Hair Booster เหมาะกับใคร?
Hair Booster เหมาะกับใคร?

 

Hair Booster เหมาะกับใคร?

Hair Booster เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง หรือรู้สึกว่าเส้นผมไม่หนาแน่นเหมือนเดิม รวมถึงผู้ที่ต้องการดูแลหนังศีรษะ และรากผมควบคู่กัน โดยกลุ่มที่เหมาะกับโปรแกรมนี้ ได้แก่

  • ผู้ที่มีปัญหาผมร่วงมากผิดปกติ เช่น สังเกตว่ามีเส้นผมหลุดติดมือ หวี หรือหมอนมากขึ้น รวมถึงมีผมร่วงเยอะขณะสระผม 
  • ผู้ที่เริ่มมีปัญหาผมบาง จากเดิมที่มีผมค่อนข้างหนา แต่เริ่มรู้สึกว่าปริมาณผมลดลง รวบผมแล้วหางม้าเล็กลง หรือจัดทรงแล้วรู้สึกว่าผมไม่หนาเหมือนเดิม
  • ผู้ที่มีรอยแสกผมกว้างและเห็นหนังศีรษะชัด โดยสังเกตได้จากรอยแสกบริเวณกลางศีรษะที่เริ่มกว้างขึ้น หรือมองเห็นหนังศีรษะมากกว่าเดิม 
  • ผู้ที่มีปัญหาเส้นผมเล็กและดูไม่แข็งแรง รวมถึงผู้ที่รู้สึกว่าเส้นผมบางลง ลีบแบน ขาดง่าย หรือผมโดยรวมดูไม่หนาแน่น
  • ผู้ที่มีปัญหาแนวผมเริ่มถอย เช่น ไรผมบริเวณหน้าผาก หรือขมับเริ่มบางลง รวมถึงเห็นหน้าผากกว้างขึ้นกว่าเดิม 
  • ผู้ที่มีปัญหาหนังศีรษะมัน หนังศีรษะอักเสบ ต้องการดูแลความมันบนหนังศีรษะ ควบคู่กับปัญหาผมร่วง และผมบาง
  • ผู้ที่ต้องการบำรุงรากผมให้แข็งแรง ต้องการเติมสารอาหารให้รากผม และมีปัญหาเส้นผมหลุดร่วงง่าย
  • ผู้ที่ต้องการเพิ่มความหนาของเส้นผม เพื่อให้เส้นผมดูมีวอลลุ่ม ไม่ลีบแบน และสามารถจัดทรงได้ง่ายขึ้น 

หมายเหตุ ก่อนทำ Hair Booster ควรเข้ารับการปรึกษาแพทย์ และแจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบ ทั้งประวัติโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ ประวัติการทำหัตถการ หรือยาที่รับประทานเป็นประจำ

 

Hair Booster มีข้อดีอย่างไร?

Hair Booster มีข้อดีในการช่วยดูแลปัญหาผมร่วง ผมบาง และเส้นผมที่ไม่แข็งแรง พร้อมทั้งดูแลสุขภาพหนังศีรษะ และรากผมควบคู่กัน โดยข้อดีของ Hair Booster มีดังนี้

  • ดูแลได้หลายปัญหาในโปรแกรมเดียว ทั้งปัญหาผมร่วง ผมน้อย ผมบาง หนังศีรษะมัน และเส้นผมไม่แข็งแรง ผ่านการดูแลร่วมกันทั้งหมด 4 ขั้นตอน
  • ให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ เมื่อทำอย่างต่อเนื่องเป็นประจำตามการประเมินของแพทย์ ซึ่งจะแนะนำให้ทำอย่างน้อย 5 ครั้งขึ้นไป ขึ้นอยู่กับสภาพเส้นผม และหนังศีรษะของแต่ละบุคคล
  • ใช้เวลาในการทำไม่นาน โดยแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 30 – 45 นาที จึงทำให้สะดวกสบาย และประหยัดเวลา เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ และมีเวลาจำกัด
  • ไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้น โดยหลังทำเสร็จสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

 

Hair Booster ก่อนทำควรเตรียมตัวอย่างไร?

ก่อนทำ Hair Booster ควรเตรียมตัวให้พร้อม และแจ้งข้อมูลสุขภาพให้แพทย์ทราบ เพื่อให้แพทย์ประเมินสภาพเส้นผม และหนังศีรษะก่อนวางแผนการดูแลอย่างเหมาะสม โดยสามารถเตรียมตัวเบื้องต้นได้ ดังนี้

  • ควรทำความสะอาดหนังศีรษะก่อนเข้ารับบริการ โดยการสระผมให้สะอาด เพื่อลดความมัน และกำจัดสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่บนหนังศีรษะ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม เช่น เจล แว็กซ์ สเปรย์ หรือผลิตภัณฑ์ที่ทาบริเวณหนังศีรษะในวันที่เข้ารับบริการ
  • หลีกเลี่ยงการทำสารเคมีกับเส้นผม เช่น ย้อมสี ฟอกสี ดัด หรือยืดผม เพื่อป้องกันหนังศีรษะเกิดการระคายเคือง
  • ควรแจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบ รวมถึงประวัติการแพ้ยา และยาที่รับประทานเป็นประจำ เพื่อให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมก่อนเข้ารับบริการ
  • ควรแจ้งแพทย์หากมีอาการผิดปกติบริเวณหนังศีรษะ เช่น มีแผล ผื่นแดง อาการคัน หรือระคายเคือง เพื่อประเมินว่าควรทำโปรแกรมในช่วงเวลานั้นหรือไม่

 

Hair Booster หลังทำควรดูแลตัวเองอย่างไร?
Hair Booster หลังทำควรดูแลตัวเองอย่างไร?

 

Hair Booster หลังทำควรดูแลตัวเองอย่างไร?

หลังทำ Hair Booster ควรดูแลหนังศีรษะตามคำแนะนำของแพทย์ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมบางอย่างที่อาจทำให้หนังศีรษะระคายเคือง โดยมีข้อแนะนำเบื้องต้น ดังนี้

  • งดสระผมประมาณ 1 วัน เพื่อให้สารบำรุงทำงานได้อย่างเต็มที่ และหลีกเลี่ยงการรบกวนบริเวณหนังศีรษะหลังทำ
  • หลีกเลี่ยงการเกา หรือสัมผัสหนังศีรษะแรง ๆ โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังทำ เพื่อลดโอกาสเกิดการระคายเคือง
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองหนังศีรษะ เช่น ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมรุนแรงในช่วงแรก
  • งดทำเคมีกับเส้นผมอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เช่น ย้อมสี ฟอกสี ดัด หรือยืดผม เพื่อไม่ให้หนังศีรษะเกิดการระคายเคือง
  • ควรดูแลเส้นผมและหนังศีรษะอย่างอ่อนโยน เมื่อกลับมาสระผม ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ปราศจากสารระคายเคือง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการขยี้ หรือเกาหนังศีรษะแรงเกินไป
  • ควรสังเกตอาการหลังทำ หากมีอาการผิดปกติ หรือระคายเคืองมากกว่าปกติ ควรติดต่อคลินิก หรือปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำโดยด่วน

 

Hair Booster กับ ปลูกผม ต่างกันอย่างไร?

การทำ Hair Booster และการปลูกผมมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งแต่ละวิธีก็เหมาะกับลักษณะปัญหาที่แตกต่างกัน ดังนี้ 

  • Hair Booster 

Hair Booster เป็นโปรแกรมที่เน้นดูแลรากผมเดิมที่ยังมีอยู่ พร้อมทั้งดูแลหนังศีรษะควบคู่กัน ผ่านการดูแลทั้งหมด 4 ขั้นตอน ตั้งแต่ช่วยลดปัญหาผมร่วง เติมสารอาหารบำรุงรากผม ฟื้นฟูหนังศีรษะ ไปจนถึงกระตุ้นการทำงานของรากผม เพื่อช่วยให้เส้นผมโดยรวมดูแข็งแรง และหนาแน่นขึ้น 

เหมาะสำหรับผู้ที่มียังมีเส้นผม และรากผมอยู่ แต่เริ่มมีปัญหาผมร่วง ผมบาง รอยแสกผมกว้าง หรือรู้สึกว่าปริมาณเส้นผมลดลง ซึ่งเป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด และไม่ต้องพักฟื้น โดยจะใช้เวลาทำประมาณ 30 – 45 นาทีต่อครั้ง และควรทำอย่างต่อเนื่องเป็นประจำตามการประเมินของแพทย์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว

  • ปลูกผม 

การปลูกผม (Hair Transplant) เป็นการนำรากผมจากบริเวณที่มีเส้นผมแข็งแรง และมีความหนาแน่นเพียงพอ เช่น บริเวณด้านหลังศีรษะ มาปลูกเพิ่มในบริเวณที่มีผมบาง หรือไม่มีเส้นผมอยู่ เพื่อเพิ่มจำนวนเส้นผมในบริเวณนั้น รวมถึงสามารถวางแนวผมให้เหมาะกับรูปหน้าของแต่ละคน เพื่อให้ผมโดยรวมดูหนา มีวอลลุ่ม และแลดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาศีรษะล้าน หรือผมบางอย่างชัดเจน เช่น แนวผมถอยร่น หน้าผากกว้าง ผมบางบริเวณกลางศีรษะ หรือบางบริเวณมีเส้นผมน้อยมาก โดยแพทย์ต้องประเมินทั้งบริเวณที่ต้องการปลูก และบริเวณที่นำรากผมมาใช้ เพื่อวางแผนจำนวนรากผม และแนวผมให้เหมาะกับแต่ละคน ซึ่งหลังปลูกผมอาจมีแผลเล็ก ๆ บริเวณที่ทำ จึงต้องใช้เวลาในการดูแล และพักฟื้นตามคำแนะนำของแพทย์

 

FAQ รวมคำถามเกี่ยวกับ Hair Booster

Hair Booster ช่วยลดผมร่วงได้ไหม?

  • Hair Booster สามารถช่วยลดปัญหาผมร่วงได้ โดยผ่านการดูแลร่วมกันใน 4 ขั้นตอน ตั้งแต่ช่วยลดการหลุดร่วง เติมสารอาหารบำรุงรากผม ฟื้นฟูหนังศีรษะ และกระตุ้นการทำงานของรากผม เพื่อช่วยให้เส้นผมแข็งแรง และดูหนาแน่นขึ้น ทั้งนี้ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปตามสาเหตุของผมร่วง และสภาพเส้นผมของแต่ละคน

 

Hair Booster ควรทำกี่ครั้งเห็นผล?

  • Hair Booster แนะนำให้ทำอย่างต่อเนื่องประมาณ 5 ครั้งขึ้นไป โดยบางคนอาจเริ่มสังเกตได้ว่า ผมร่วงน้อยลงตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ และผลลัพธ์จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเมื่อทำเป็นประจำตามการประเมินของแพทย์ ทั้งนี้ จำนวนครั้งและผลลัพธ์ที่ได้ จะขึ้นอยู่กับปัญหาเส้นผม และหนังศีรษะของแต่ละคน จึงควรเข้ารับการปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ

 

Hair Booster ใช้เวลาทำนานไหม?

  • Hair Booster ใช้เวลาในการทำประมาณ 30 – 45 นาทีต่อครั้ง โดยเป็นการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะทั้งหมด 4 ขั้นตอน ซึ่งระยะเวลาในการทำอาจแตกต่างกันเล็กน้อย ตามสภาพเส้นผม และหนังศีรษะของแต่ละคน หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยไม่ต้องพักฟื้น

 

หลังทำ Hair Booster สระผมได้ไหม?

  • หลังทำ Hair Booster ควรงดสระผมประมาณ 1 วัน เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนหนังศีรษะในช่วงแรกหลังทำ และเพื่อให้สารบำรุงทำงานได้อย่างเต็มที่ หลังจากนั้นสามารถสระผมได้ตามปกติ แต่ควรสระอย่างเบามือ หลีกเลี่ยงการเกา หรือขยี้หนังศีรษะแรง ๆ รวมถึงปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

 

หลังทำ Hair Booster ย้อมหรือทำสีผมได้ไหม?

  • หลังทำ Hair Booster ควรงดการย้อม หรือทำสีผมอย่างน้อย 2 สัปดาห์ รวมถึงการฟอกสี ดัด หรือยืดผม เนื่องจากสารเคมีอาจทำให้หนังศีรษะเกิดการระคายเคืองได้ หลังจากครบระยะเวลาที่แนะนำแล้ว สามารถกลับมาย้อม หรือทำสีผมได้ตามปกติ แต่หากหนังศีรษะยังมีอาการระคายเคืองอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำ

 

Hair Booster ช่วยลดผมหงอกได้ไหม?

  • การทำ Hair Booster ไม่สามารถช่วยลด หรือเปลี่ยนสีผมหงอกได้ เนื่องจากเป็นโปรแกรมที่เน้นแก้ปัญหาผมร่วง และผมบาง พร้อมทั้งบำรุงรากผม และฟื้นฟูหนังศีรษะเป็นหลัก จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลเส้นผมให้มีความแข็งแรง และมีความหนาแน่นมากขึ้น

 

Hair Booster สามารถทำได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายไหม?

  • Hair Booster สามารถทำได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง เส้นผมไม่แข็งแรง หรือเริ่มรู้สึกว่าผมไม่หนาแน่นเหมือนเดิม เนื่องจากสาเหตุ และระดับปัญหาของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน จึงควรให้แพทย์ประเมินสภาพเส้นผม และหนังศีรษะก่อนเข้ารับบริการ เพื่อวางแผนการดูแลให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

 

สรุป

Hair Booster เป็นโปรแกรมที่ช่วยดูแลปัญหาผมร่วง ผมบาง ผมน้อย และเส้นผมที่ดูไม่แข็งแรง โดยผ่านการดูแลทั้งหมด 4 ขั้นตอนที่ครอบคลุมทั้งหนังศีรษะ และรากผม ตั้งแต่การช่วยลดปัญหาผมร่วง เติมสารอาหารบำรุงรากผม ฟื้นฟูหนังศีรษะด้วยเครื่อง Phono ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีช่วยกระตุ้นรากผม เพื่อให้เส้นผมโดยรวมดูแข็งแรง และมีความหนาแน่นมากขึ้น

ดังนั้น สำหรับผู้ที่เริ่มสังเกตว่าผมร่วงมากขึ้น รอยแสกผมกว้าง แนวผมเริ่มถอย หรือรู้สึกว่าปริมาณเส้นผมลดลง สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ได้ที่ รมย์รวินท์คลินิก เพื่อให้แพทย์ประเมินสภาพเส้นผม และหนังศีรษะ พร้อมทั้งวางแผนการทำ Hair Booster ให้เหมาะกับปัญหาของแต่ละคน ช่วยให้ผมกลับมาหนาแน่น แข็งแรง และดูสุขภาพดีจากภายใน

 

*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพเส้นผมแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด และช่วยปรับปรุงคุณภาพบริการให้ดียิ่งขึ้น การเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านยอมรับการใช้งานคุกกี้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้