การมีรูปร่างที่ดีและสมส่วน เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนใฝ่ฝัน ซึ่งในปัจจุบันวิธีดูแลรูปร่างที่ดีไม่จำเป็นต้องทนหิวอดอาหาร หรือหักโหมออกกำลังกายจนร่างพังเสมอไป แต่คือการรู้วิธีจัดการกับไขมันและมวลกล้ามเนื้ออย่างถูกต้อง บทความนี้จะพาไปรู้จัก วิธีดูแลรูปร่างให้สมส่วนมีอะไรบ้าง ? ตั้งแต่การปรับอาหาร ออกกำลังกาย และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงเทคโนโลยีที่ช่วยดูแลไขมันสะสมและกระชับสัดส่วน พร้อมเช็กพฤติกรรมควรเลี่ยง เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกวิธีดูแลรูปร่างให้เหมาะกับเป้าหมายของแต่ละคน
การดูแลรูปร่างสำคัญอย่างไร?
การดูแลรูปร่างมีความสำคัญต่อร่างกาย เพราะสามารถช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดไขมันสะสม รักษามวลกล้ามเนื้อ และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรังได้
การดูแลรูปร่างไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่เรื่องความสวยงามเท่านั้น แต่ยังช่วยดูแลสุขภาพโดยรวม เนื่องจากน้ำหนัก ไขมัน มวลกล้ามเนื้อ และรอบเอว ล้วนส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย โดยประโยชน์ของการดูแลรูปร่าง มีดังนี้
- ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน
- ลดการสะสมไขมันในร่างกาย โดยเฉพาะไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องและรอบเอว
- เสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง พร้อมกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญ
- กระชับสัดส่วน ช่วยเสริมบุคลิกภาพและความมั่นใจ
- ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ
- ช่วยปรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย

รวม 7 วิธีดูแลรูปร่างลดไขมัน กระชับสัดส่วน มีอะไรบ้าง?
วิธีดูแลรูปร่าง ลดไขมัน และกระชับสัดส่วน สามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น ควบคุมอาหาร กินโปรตีนและใยอาหารให้เพียงพอ ลดหวาน มัน เค็ม ออกกำลังกาย เพิ่มการเคลื่อนไหว นอนหลับให้เพียงพอ และใช้เทคโนโลยีดูแลรูปร่างเป็นตัวช่วยเสริม
โดยวิธีดูแลรูปร่างช่วยลดไขมัน รักษามวลกล้ามเนื้อ และปรับสัดส่วนให้ดูกระชับอย่างเหมาะสม มีดังนี้
- ปรับอาหารให้เหมาะกับพลังงานที่ร่างกายต้องการ
เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และปรับปริมาณอาหารให้เหมาะกับพลังงานที่ใช้ในแต่ละวัน หากต้องการลดน้ำหนักหรือลดไขมัน ควรคุมปริมาณพลังงานของอาหารให้พอดี ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร หรืองดมื้ออาหาร เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ
- เลือกอาหารที่มีโปรตีนและใยอาหารเพียงพอ
ควรเพิ่มโปรตีนคุณภาพดี เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ ปลา เต้าหู้ หรือถั่ว เพื่อช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ ร่วมกับกินผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสีที่มีไฟเบอร์สูง ที่ช่วยให้อิ่มนานขึ้น และยังช่วยคุมปริมาณอาหารได้ดีขึ้น
- ลดอาหารหวาน มัน เค็ม และอาหารแปรรูป
หลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ขนมหวาน ของทอด และอาหารแปรรูป เนื่องจากเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง และหากรับประทานมากเกินไป อาจส่งผลต่อน้ำหนัก ไขมันส่วนเกิน รวมถึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ
- ออกกำลังกายทั้งแบบคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่ง
ควรออกกำลังกายให้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การคาร์ดิโอ เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน เพื่อช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานและส่งเสริมสุขภาพหัวใจ และการเวทเทรนนิ่ง เพื่อช่วยเสริมและรักษามวลกล้ามเนื้อ ทำให้รูปร่างดูกระชับและแข็งแรงมากขึ้น
- เพิ่มการเคลื่อนไหวระหว่างวัน
นอกจากการออกกำลังกายแล้วควรเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น เดินให้มากขึ้น ใช้บันไดแทนลิฟต์ ลุกเดินระหว่างทำงาน หรือทำงานบ้าน
- นอนหลับให้เพียงพอและจัดการความเครียด
การนอนน้อยและความเครียดสะสมอาจส่งผลต่อฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความหิวและความอิ่ม ทำให้รู้สึกอยากอาหารหรือควบคุมการรับประทานอาหารได้ยากขึ้น
- ใช้เทคโนโลยีดูแลรูปร่างเป็นตัวช่วยเสริม
สำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุดลดยาก สัดส่วนไม่กระชับ หรือต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ อาจเลือกใช้เทคโนโลยีดูแลรูปร่างเป็นตัวช่วยเสริม เช่น Body Firm, Duo Slim Max และ Fit Shape Body โดยแต่ละเทคโนโลยีมีหลักการทำงานและเหมาะกับปัญหาที่แตกต่างกัน จึงควรเลือกให้เหมาะกับสภาพร่างกาย และเป้าหมายของแต่ละบุคคล พร้อมทำควบคู่กับการคุมอาหารและออกกำลังกายร่วมกัน

เทคโนโลยีดูแลรูปร่างและกระชับสัดส่วน มีอะไรบ้าง?
เทคโนโลยีดูแลรูปร่าง คือ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ใช้พลังงานในรูปแบบต่าง ๆ มาใช้ในการลดไขมันสะสมเฉพาะจุด กระชับสัดส่วน หรือสร้างมวลกล้ามเนื้อ โดยไม่ต้องผ่าตัด
โดยเทคโนโลยีดูแลรูปร่างมีการใช้พลังงานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ความเย็น ความร้อน คลื่นวิทยุ คลื่นเสียง หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ในการช่วยลดไขมัน กระชับสัดส่วน หรือสร้างกล้ามเนื้อ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันดื้อ หรือผู้ที่ลดน้ำหนักด้วยตัวเองได้ยาก และมีเวลาพักฟื้นน้อย โดยเทคโนโลยีดูแลรูปร่างที่ได้รับความนิยม มีดังนี้
Body Firm คืออะไร?
Body Firm คือ เทคโนโลยีกระชับสัดส่วนที่ใช้พลังงาน HIFEM ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างมวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ปั้นกล้ามเนื้อ หรือสร้างซิกแพค ลดไขมัน พร้อมกระชับสัดส่วน โดยไม่ต้องผ่าตัด
Body Firm ใช้พลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มข้นสูงแบบเฉพาะเจาะจง หรือ HIFEM (High-Intensity Focused Electromagnetic) ส่งพลังงานไปกระตุ้นกล้ามเนื้อให้เกิดการหดตัวอย่างต่อเนื่องในระดับที่เรียกว่า Supramaximal Contraction ซึ่งมากกว่าการออกกำลังกายทั่วไปหลายเท่า เพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ กระชับสัดส่วน และลดไขมันเฉพาะจุดพร้อมกัน
Body Firm ช่วยอะไรบ้าง?
Body Firm ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพิ่มความแข็งแรง กระตุ้นการเผาผลาญ จึงช่วยลดไขมันสะสมเฉพาะจุด เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ พร้อมกระชับสัดส่วนให้ดูเฟิร์ม ทั้งยังช่วยดูแลรูปร่างได้ ดังนี้
- เสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง เช่น ซิกแพค หรือ 11 Line
- เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle)
- กระตุ้นกระบวนการเผาผลาญให้ทำงานได้ดีขึ้น
- ลดไขมันสะสมเฉพาะจุด เช่น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา และสะโพก
- ช่วยให้สัดส่วนดูแน่นและกระชับขึ้น
- ดูแลรูปร่างโดยไม่ต้องผ่าตัด และใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน
- ใช้ควบคู่กับการออกกำลังกาย และการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อเสริมการสร้างกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของวิธีดูแลรูปร่างด้วย Body Firm อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปริมาณไขมัน ความหย่อนคล้อย สภาพผิว และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ก่อนเข้ารับบริการควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินปัญหาและวางแผนการดูแลให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
Duo Slim Max คืออะไร?
Duo Slim Max คือ เทคโนโลยีลดไขมันและกระชับผิวที่ใช้พลังงาน Monopolar RF ร่วมกับ Ultrasound เพื่อช่วยลดไขมันสะสมเฉพาะจุด กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน พร้อมกระชับสัดส่วน โดยไม่ต้องผ่าตัด
Duo Slim Max ใช้พลังงาน 2 รูปแบบร่วมกัน ได้แก่ คลื่นวิทยุแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) และคลื่นเสียง Continuous Ultrasound ที่สามารถส่งพลังงานลงสู่ชั้นผิวและบริเวณไขมันใต้ผิวหนัง เพื่อช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างและจัดเรียงตัวของคอลลาเจนและอีลาสติน พร้อมช่วยลดไขมันสะสมเฉพาะจุด จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดไขมันส่วนเกิน พร้อมกระชับให้ผิวดูแน่น เรียบเนียน และดูแลรูปร่างให้ดูสมส่วนมากขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัด
Duo Slim Max ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?
Duo Slim Max ช่วยลดไขมันสะสมเฉพาะจุด กระชับผิวหย่อนคล้อย และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน เพื่อให้ผิวดูเรียบเนียน และช่วยให้สัดส่วนดูกระชับขึ้น ทั้งยังช่วยดูแลรูปร่างได้ ดังนี้
- กระตุ้นการสร้างและการจัดเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ชั้นผิว
- ช่วยกระชับผิวที่หย่อนคล้อย ไม่กระชับ และมีริ้วรอย ๆ ให้ดูแน่นขึ้น
- ลดไขมันสะสมเฉพาะจุด เช่น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา สะโพก หรือบริเวณใต้รักแร้
- กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในบริเวณที่ทำ ช่วยให้ผิวสามารถฟื้นตัวได้ดีขึ้น
- ช่วยให้สัดส่วนดูเล็กและกระชับขึ้น เพราะสามารถช่วยลดไขมันพร้อมกระชับผิวได้
- ช่วยลดเซลลูไลท์และผิวเปลือกส้มบริเวณต้นขา สะโพก และหน้าท้อง
- ดูแลรูปร่างโดยไม่ต้องผ่าตัด และใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน
- ใช้ควบคู่กับการออกกำลังกาย และการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อช่วยลดไขมันและกระชับผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของวิธีดูแลรูปร่างด้วย Duo Slim Max อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปริมาณไขมัน ความหย่อนคล้อย สภาพผิว และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ก่อนเข้ารับบริการควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินปัญหาและวางแผนการดูแลให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
Fit Shape Body คืออะไร?
Fit Shape Body คือเทคโนโลยีกระชับสัดส่วนที่ใช้พลังงานคลื่นวิทยุ CRMRF ช่วยลดไขมันสะสมเฉพาะจุด กระตุ้นการไหลเวียนเลือดและการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวดูกระชับ เรียบเนียน และเซลลูไลท์ดูจางลง โดยไม่ต้องผ่าตัด
Fit Shape Body ใช้พลังงานคลื่นวิทยุ Capacitive Resistive Monopolar Radiofrequency (CRMRF) ความถี่ 448 kHz ที่สามารถส่งพลังงานลงสู่เนื้อเยื่อในระดับต่าง ๆ เพื่อช่วยลดการสะสมของไขมันส่วนเกิน กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ฟื้นฟูการทำงานของเซลล์ให้ร่างกาย กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวดูกระชับขึ้น เซลลูไลท์ดูลดลง และยังสามารถใช้ได้หลายบริเวณของร่างกาย เช่น หน้าท้อง เอว สะโพก ต้นแขน และต้นขา
Fit Shape Body ช่วยเรื่องอะไร?
Fit Shape Body ช่วยฟื้นฟูการทำงานของเซลล์ กระตุ้นการไหลเวียนและการสร้างคอลลาเจน และลดไขมันสะสมเฉพาะจุด ให้ผิวดูเรียบเนียน ลดเลือนเซลลูไลท์ กระชับสัดส่วน พร้อมลดไขมันส่วนเกิน ซึ่ทั้งยังช่วยดูแลรูปร่างได้ ดังนี้
- ลดไขมันสะสมเฉพาะจุด เช่น หน้าท้อง เอว สะโพก ต้นแขน และต้นขา
- ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ให้ผิวดูกระชับและยืดหยุ่นขึ้น
- ช่วยให้สัดส่วนดูกระชับและสมส่วนมากขึ้น เช่น รอบเอว หน้าท้อง สะโพก ต้นแขน หรือต้นขา
- ช่วยลดเลือนเซลลูไลท์ หรือผิวเปลือกส้ม และผิวดูไม่เรียบเนียนบริเวณต้นขา สะโพก และหน้าท้อง
- ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้ได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยสนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูของร่างกาย
- สนับสนุนการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ เช่น อาการปวด การบาดเจ็บ หรือภาวะอักเสบ
- ดูแลรูปร่างโดยไม่ต้องผ่าตัด และใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน
- ใช้ควบคู่กับการออกกำลังกาย และการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อช่วยลดไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของวิธีดูแลรูปร่างด้วย Fit Shape Body อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปริมาณไขมัน ความหย่อนคล้อย สภาพผิว และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ก่อนเข้ารับบริการควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินปัญหาและวางแผนการดูแลให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

โปรแกรมดูแลรูปร่างเหมาะกับใคร?
โปรแกรมดูแลรูปร่างเหมาะกับผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุด รูปร่างไม่กระชับ ผิวหย่อนคล้อย หรือมีเซลลูไลท์ รวมถึงผู้ที่ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ปรับสัดส่วนให้สมส่วนโดยไม่ต้องผ่าตัด
โดยผู้ที่เหมาะสำหรับทำโปรแกรมดูแลรูปร่าง ได้แก่
- ผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุดหรือไขมันดื้อลดยาก เช่น หน้าท้อง เอว สะโพก ต้นแขน หรือต้นขา
- ผู้ที่ต้องการให้รูปร่างดูกระชับและมีสัดส่วนมากขึ้น หรือเริ่มมีผิวหย่อนคล้อย
- ผู้ที่ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และให้รูปร่างดูกระชับขึ้นในบริเวณหน้าท้อง สะโพก หรือต้นขา
- ผู้ที่มีเซลลูไลท์ ผิวเปลือกส้ม หรือผิวไม่เรียบเนียนในบริเวณบริเวณต้นขา สะโพก หรือหน้าท้อง
- ผู้ที่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย และต้องการเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยเสริมในการดูแลรูปร่าง แต่ไม่ควรใช้ทดแทนการออกกำลังกายและการควบคุมอาหาร
- ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือควบคุมน้ำหนักได้ยาก แม้จะพยายามออกกำลังกาย หรือคุมอาหารเอง แต่น้ำหนักและสัดส่วนก็ไม่ลด
- ผู้ที่ต้องการดูแลรูปร่างโดยไม่ผ่าตัด และไม่มีเวลาพักฟื้น
ทั้งนี้ วิธีดูแลรูปร่างแต่ละโปรแกรมจะมีความโดดเด่นที่แตกต่างกัน การเลือกโปรแกรมดูแลรูปร่างจึงควรเลือกตามสภาพร่างกาย และเป้าหมายของแต่ละบุคคล เนื่องจากปัญหารูปร่างของแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้ง ปริมาณไขมัน มวลกล้ามเนื้อ ปัญหาผิว และน้ำหนักตัว จึงควรประเมินสภาพร่างกายและปรึกษาแพทย์เพื่อวางแนวทางดูแลรูปร่างที่เหมาะสม
โปรแกรมดูแลรูปร่างไม่เหมาะกับใคร?
โปรแกรมดูแลรูปร่างอาจไม่เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีเครื่องกระตุ้นหัวใจหรืออุปกรณ์ฝังในร่างกาย ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด หรือมีบาดแผลบริเวณที่ต้องการทำ
โดยผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำ ได้แก่
- หญิงตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร
- ผู้ที่มีเครื่องกระตุ้นหัวใจหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังในร่างกาย
- ผู้ที่มีโลหะหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ฝังอยู่บริเวณที่จะทำ ควรแจ้งแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด หรือโรคที่ยังควบคุมอาการได้ไม่ดี ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อน
- ผู้ที่มีบาดแผล การติดเชื้อ หรือการอักเสบบริเวณที่จะทำ ควรรักษาแผลให้หายก่อน
- ผู้ที่เพิ่งเข้ารับการผ่าตัดหรือมีหัตถการบริเวณเดียวกัน ควรแจ้งประวัติและระยะเวลาที่ทำให้แพทย์ทราบ เพื่อพิจารณาว่าควรเว้นระยะนานเท่าใด
- ผู้ที่คาดหวังให้โปรแกรมช่วยลดน้ำหนักแทนการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย เพราะโปรแกรมดูแลรูปร่างจะเน้นไปที่การลดไขมันสะสม และการกระชับผิว ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อทดแทนการลดน้ำหนักโดยรวม
ทั้งนี้ โปรแกรมดูแลรูปร่างแต่ละประเภทใช้เทคโนโลยีและพลังงานแตกต่างกัน จึงมีข้อจำกัดและข้อควรระวังแตกต่างกัน ก่อนเข้ารับบริการควรแจ้งข้อมูลสุขภาพ โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ อุปกรณ์หรือโลหะที่ฝังในร่างกาย รวมถึงประวัติการผ่าตัดและหัตถการให้แพทย์ทราบ เพื่อเลือกโปรแกรมให้เหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

ทำไมน้ำหนักลด แต่รูปร่างยังดูเหมือนเดิม?
น้ำหนักลดแต่รูปร่างยังดูเหมือนเดิม อาจเกิดจากร่างกายสูญเสียน้ำ หรือมวลกล้ามเนื้อมากกว่าไขมัน รวมถึงไขมันลดจากส่วนอื่นก่อน หรือมีภาวะ Skinny Fat ทำให้สัดส่วนยังไม่กระชับ แม้น้ำหนักจะลดลง
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมน้ำหนักลดลง แต่รูปร่างยังดูเหมือนเดิม เพราะตัวเลขบนเครื่องชั่งที่ลดลงอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้
- ร่างกายแค่สูญเสียน้ำ
การตัดแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตอย่างรวดเร็วอาจทำให้ร่างกายขับน้ำออก ส่งผลให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว แต่อาจทำให้ไขมันยังคงอยู่
- มวลกล้ามเนื้อหายไป
การคุมอาหารที่มากเกินไปหรือการอดอาหาร โดยไม่กินโปรตีนให้เพียงพอ และไม่ออกกำลังกายเพื่อเสริมกล้ามเนื้อ อาจทำให้มวลกล้ามเนื้อหายไป และยังส่งผลให้สัดส่วนดูไม่กระชับอีกด้วย
- ไขมันลดจากส่วนอื่นก่อน
ไขมันในร่างกายไม่ได้ลดพร้อมกันทุกส่วน ไขมันดื้อบริเวณหน้าท้อง ต้นขา หรือสะโพก มักจะเป็นบริเวณท้าย ๆ ที่ร่างกายจะเผาผลาญ เนื่องจากเป็นส่วนที่มีไขมันสะสมอยู่ในปริมาณที่มาก
- ภาวะ Skinny Fat หรือภาวะน้ำหนักน้อยแต่ไขมันสูง
แม้น้ำหนักจะดูน้อย แต่หากร่างกายมีอัตราส่วนไขมันสูงกว่ามวลกล้ามเนื้อ ก็อาจทำให้รูปร่างดูนิ่ม นิ่มเหลว ไม่สมส่วน หรือยังมีพุงยื่นออกมา
วิธีดูแลรูปร่างทำอย่างไร ให้หุ่นดูสุขภาพดีแบบไม่โยโย่?
การดูแลรูปร่างให้ดูสุขภาพดีและไม่โยโย่ ควรเน้นการคุมอาหาร ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และปรับพฤติกรรมให้ทำได้ต่อเนื่อง เพื่อรักษารูปร่างในระยะยาวมากกว่าการทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น ๆ
โดยแนวทางที่ช่วยรักษาผลลัพธ์ของรูปร่างให้อยู่ได้ในระยะยาวและไม่โยโย่ ได้แก่
- รับประทานอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ไม่พลังงานสูง
- ปรับสมดุลโภชนาการอาหาร เลือกรับประทานอาหารที่มีความหลากหลาย เช่น โปรตีน ผัก และอาหารที่มีไฟเบอร์สูง
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยการเวทเทรนนิ่งและคาร์ดิโอ ควรเลือกวิธีออกกำลังกายที่ชื่นชอบ
- หมั่นเคลื่อนไหวในระหว่างวันบ่อย ๆ เพื่อกระตุ้นการใช้พลังงาน
- พักผ่อนให้เพียงพอและจัดการความเครียด
- หมั่นเช็กสัดส่วนเป็นระยะ เช่น น้ำหนัก รอบเอว ปริมาณไขมัน และมวลกล้ามเนื้อ
การปรับพฤติกรรมให้สามารถทำต่อเนื่องได้ จะช่วยให้สามารถดูแลรูปร่างให้ได้ในระยะยาว เพราะหลังจากน้ำหนักหรือสัดส่วนลดลง หากกลับไปใช้พฤติกรรมเดิม น้ำหนักและไขมันอาจเพิ่มกลับมาได้

เช็กด่วน! พฤติกรรมที่อาจทำให้หุ่นพังมีอะไรบ้าง?
พฤติกรรมที่อาจทำให้หุ่นพัง ได้แก่ นอนน้อย เครียดสะสม นั่งนาน กินจุบจิบ กินอาหารโดยไม่ตั้งใจ ดื่มน้ำน้อย และสนใจแต่น้ำหนักจนมองข้ามสัดส่วน ซึ่งอาจทำให้ควบคุมน้ำหนักและลดไขมันได้ยากขึ้น
แม้จะควบคุมอาหารและออกกำลังกายเป็นประจำ แต่บางคนอาจรู้สึกว่าน้ำหนักหรือสัดส่วนยังไม่เปลี่ยนแปลงตามที่คาด เพราะอาจเกิดจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น
- นอนน้อยหรือนอนไม่เป็นเวลา
การพักผ่อนไม่เพียงพออาจทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นความหิวมากขึ้น จนทำให้รู้สึกอยากกินของหวานหรืออาหารที่มีพลังงานสูง นอกจากนี้การนอนดึกยังเพิ่มโอกาสในการกินมื้อดึก ซึ่งอาจทำให้การควบคุมน้ำหนักทำได้ยากขึ้น
- ความเครียดสะสม
เมื่อเกิดความเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ที่กระตุ้นให้ร่างกายสะสมไขมันโดยเฉพาะไขมันหน้าท้องเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ความเครียดยังส่งผลต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น กินมากขึ้น กินจุบจิบ หรือเลือกอาหารหวานและไขมันสูง
- นั่งนานและเคลื่อนไหวระหว่างวันน้อย
แม้จะออกกำลังกายเป็นประจำ แต่หากใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งทำงานหรือนั่งอยู่กับที่ อาจทำให้ร่างกายไม่สามารถใช้พลังงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้อัตราการเผาผลาญระหว่างวันจะลดต่ำลง ส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้น้อยกว่าที่คิด
- พฤติกรรมกินจุบจิบระหว่างวัน
การกินจุบจิบระหว่างวัน เช่น ดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ชานม น้ำอัดลม หรือการรับประทานขนม หรือของว่างระหว่างมื้อ อาจทำให้ร่างกายได้รับพลังงานต่อวันมากกว่าที่คิด
- พฤติกรรมกินอาหารไปทำกิจกรรมอื่นไป
การรับประทานอาหารเร็ว และทำอย่างอื่นไปด้วยระหว่างรับประทานอาหาร เช่น ดูโทรทัศน์ หรือเล่นโทรศัพท์ไป จะทำให้สมองรับสัญญาณความอิ่มไม่ทัน ส่งผลให้อาจรับประทานอารหารในปริมาณที่มากกว่าที่ร่างกายต้องการโดยไม่รู้ตัว
- ดื่มน้ำน้อยเกินไป
เมื่อร่างกายขาดน้ำจะทำให้ระบบเผาผลาญจะทำงานช้าลง และทำให้ร่างกายขาดสมดุล นอกจากนี้ ยังทำให้ฮอร์โมนความหิวแปรปรวน และเกิดความรู้สึกหิวมากกว่าปกติจนอาจทำให้เกิดการกินจุบจิบได้
- สนใจแต่น้ำหนักจนมองข้ามสัดส่วน
บางคนแม้น้ำหนักอาจไม่ลดลงมาก แต่สัดส่วนของไขมันลด และมวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น ก็อาจทำให้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างมากกว่าการสังเกตเพียงแค่น้ำหนักอย่างเดียว ดังนั้น ควรประเมินรูปร่างจาก รอบเอว สัดส่วน เปอร์เซ็นต์ไขมัน และมวลกล้ามเนื้อร่วมด้วย
ควรเช็กอะไรบ้างก่อนเริ่มดูแลรูปร่าง?
สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มดูแลรูปร่าง คือ น้ำหนัก รอบเอว เปอร์เซ็นต์ไขมัน และมวลกล้ามเนื้อ รวมถึงงกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เพื่อเลือกวิธีดูแลรูปร่างได้อย่างเหมาะสม
การรู้จักองค์ประกอบของร่างกาย เช่น น้ำหนัก ไขมัน และมวลกล้ามเนื้อว่าอยู่ในระดับใด รวมถึงต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าต้องการลดน้ำหนัก ลดไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อ หรือกระชับสัดส่วน จะช่วยให้สามารถเลือกวิธีดูแลรูปร่างได้อย่างเหมาะกับแต่ละบุคคล โดยสิ่งที่ควรเช็กก่อนเริ่มดูแลรูปร่าง มีดังนี้
- ค่า BMI
BMI (Body Mass Index) เป็นค่าที่คำนวณจากน้ำหนักและส่วนสูง โดยใช้สูตรคำนวณ BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ÷ ส่วนสูง (เมตร)² เพื่อประเมินภาวะน้ำหนักตัวเบื้องต้นว่าอยู่ในเกณฑ์ใด เช่น น้ำหนักปกติ น้ำหนักเกิน หรืออ้วน ซึ่งค่า BMI ไม่สามารถบอกเปอร์เซ็นต์ของไขมัน และมวลกล้ามเนื้อได้
- รอบเอว
การวัดรอบเอวจะช่วยประเมินการสะสมของไขมันบริเวณหน้าท้องได้เบื้องต้น หากรอบเอวลดลงอาจหมายถึงปริมาณไขมันและองค์ประกอบร่างกายเปลี่ยนไป ซึ่งเป็นอีกข้อมูลที่ใช้ในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของรูปร่าง
- เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย
เปอร์เซ็นต์ไขมัน (Body Fat Percentage) จะช่วยให้เห็นสัดส่วนของไขมันเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวทั้งหมด ทำให้สามารถประเมินรูปร่างได้ละเอียดกว่าการดูน้ำหนักเพียงอย่างเดียว หากเปอร์เซ็นต์ไขมันลดลงก็อาจทำให้รูปร่างเปลี่ยนไปได้
- มวลกล้ามเนื้อ
มวลกล้ามเนื้อเป็นอีกปัจจัยที่ควรรู้ก่อนการวางแผนดูแลรูปร่าง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการให้รูปร่างดูกระชับ หรือต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อ เพราะหากมวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นก็อาจทำให้สัดส่วนของร่างกายเปลี่ยนแปลงได้
- เป้าหมายในการดูแลรูปร่าง
ควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าต้องการลดน้ำหนัก ลดไขมันเฉพาะจุด เพิ่มกล้ามเนื้อ หรือกระชับสัดส่วน เพราะแต่ละเป้าหมายจะมีวิธีดูแลรูปร่างที่แตกต่างกัน ซึ่งการรู้ปัญหาและองค์ประกอบร่างกายจะช่วยให้สามารถวางแผนเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย รวมถึงเลือกโปรแกรมดูแลรูปร่างได้เหมาะสมมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีดูแลรูปร่าง
วิธีดูแลรูปร่างที่ถูกต้อง ต้องเริ่มต้นอย่างไร?
วิธีดูแลรูปร่างควรเริ่มจากประเมินน้ำหนัก รอบเอว สัดส่วน และพฤติกรรมในชีวิตประจำวันก่อน จากนั้นควรตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าต้องการดูแลรูปร่างแบบไหน เช่น ลดน้ำหนัก เพิ่มกล้ามเนื้อ หรือกระชับสัดส่วน จากนั้นค่อยวางแผนวิธีดูแลรูปร่างที่เหมาะสมกับร่างกาย
ออกกำลังกายกี่วันต่อสัปดาห์ เหมาะสำหรับวิธีดูแลรูปร่าง?
หากต้องการลดไขมันหรือดูแลรูปร่าง ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 4–5 วัน ครั้งละ 45–60 นาทีและหากต้องการดูแลสุขภาพโดยรวมควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3–5 วัน ครั้งละประมาณ 30 นาที ทั้งนี้ สามารถแบ่งจำนวนวันและระยะเวลาให้เหมาะกับตารางชีวิตและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลได้
หากไม่มีเวลาออกกำลังกาย มีวิธีดูแลรูปร่างอย่างไรได้บ้าง?
หากไม่มีเวลาออกกำลังกายสามารถเริ่มได้จากการคุมอาหาร และเพิ่มการทำกิจกรรมระหว่างวัน (NEAT) เช่น การเดินให้มากขึ้น ใช้บันได หรือลุกยืดเส้นยืดสาย ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีดูแลรูปร่างเฉพาะจุดเป็นตัวช่วยเสริม
น้ำหนักเท่าเดิมแต่สัดส่วนลดลงได้ไหม?
ได้ เพราะน้ำหนักตัวไม่ได้มาจากไขมันเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงกล้ามเนื้อ น้ำ และองค์ประกอบอื่น ๆ ในร่างกาย หากไขมันลดลงพร้อมกับมวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น น้ำหนักอาจเปลี่ยนแปลงไม่มาก แต่รอบเอวและสัดส่วนสามารถลดลง ทำให้รูปร่างดูกระชับขึ้นได้ ดังนั้น ควรติดตามทั้งน้ำหนัก เปอร์เซ็นต์ไขมัน มวลกล้ามเนื้อ และสัดส่วนควบคู่กัน
วิธีดูแลรูปร่างเริ่มจากปรับพฤติกรรม ควบคู่การเลือกตัวช่วยที่เหมาะสม
วิธีดูแลรูปร่างที่ดีควรเน้นการสร้างสมดุลของน้ำหนัก ไขมัน มวลกล้ามเนื้อ และสัดส่วน มากกว่าการมุ่งลดตัวเลขบนตาชั่งเพียงอย่างเดียว โดยวิธีดูแลรูปร่างสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การรับประทานอาหารให้เหมาะสม การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การพักผ่อนให้พอ และการหมั่นเช็กการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างมากกว่าการสังเกตแค่ตัวเลข
สำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุดหรือมีไขมันดื้อลดยาก และต้องการลดไขมัน กระชับสัดส่วน หรือสร้างกล้ามเนื้อ การเลือกใช้เทคโนโลยีดูแลรูปร่างควบคู่กับการปรับพฤติกรรม ก็ถือเป็นตัวช่วยเสริมที่ดี ทั้งนี้ แต่ละโปรแกรมมีจุดเด่นต่างกัน จึงควรประเมินสภาพร่างกาย และปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่สนใจโปรแกรมดูแลรูปร่าง สามารถเข้ามาปรึกษาและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รมย์รวินท์คลินิก
*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการบริการ
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

