ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
BEFORE & AFTER


Radiesse biostimulator งานผิวกระตุ้นคอลลาเจนผิวฉ่ำโกลว์
เทรนด์งานผิวที่เป็นที่สุดในช่วงนี้ที่ใคร ๆ ก็พูดถึง และเป็นกระแสดีไม่มีตกก็คงต้องยกให้งานผิว ไม่ว่าจะเป็น การดูแลผิวชั้นใน ผิวชั้นนอก หรือสร้างคอลลาเจนให้กับผิวเพื่อเสริม ทดแทน และแทนที่คอลลาเจนบนใบหน้าที่เกิดการสูญเสียไปตามวัย โดยคอลลาเจนใต้ผิวของคนเราเมื่ออายุมากขึ้นจะไม่สามารถสร้างขึ้นได้เอง หากไม่มีสิ่งใดเข้าไปทดแทนหรือกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวให้เกิดการสร้างใหม่ ผิวหนังจะเกิดการหย่อนคล้อย หลวม ไม่แน่น พร้อมกันกับปัญหาริ้วรอยต่าง ๆ ความแห้งกร้าน เหี่ยวหย่อนที่จะเกิดขึ้นเมื่อผิวของเราขาดคอลลาเจน
อีกทั้งด้วยสภาวะ มลพิษและปัจจัยต่าง ๆ ภายนอก เพียงแค่การดื่มน้ำให้มาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง คงไม่พอที่จะช่วยในเรื่องของการสร้างความชุ่มชื้นให้กับผิว เนื่องจากปัจจัยภายนอกไม่เหมือนกันกับเมื่อก่อน ดังนั้นการมีตัวช่วยที่ดี และทำควบคู่ไปกับการดูแลตัวเอง ก็นับเป็นสิ่งที่ดีที่จะช่วยฟื้นฟูผิว ให้ดีมากขึ้นไปอีกขั้นนั่นเอง
Radiesse biostimulator คืออะไร?
Radiesse Biostimulator คือ ผลิตภัณฑ์กระตุ้นคอลลาเจน (Collagen Biostimulator) ที่มีส่วนประกอบหลักเป็น Calcium Hydroxylapatite (CaHA) ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน พร้อมทั้งฟื้นฟูโครงสร้างผิว เพิ่มความหนาแน่น ความยืดหยุ่น และปรับปรุงคุณภาพผิว
ตัวช่วยแห่งยุคฟื้นฟูผิวจากภายในส่งผลให้ผิวสวยสู่ภายนอก โดยให้ผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติอย่างมากในตอนนี้ คือ Radiesse biostimulator ตัวงานผิวกระตุ้นคอลลาเจนฟื้นฟูผิวถึงระดับโครงสร้าง ที่มีความแตกต่างจากงานผิวชนิดอื่น ๆ เนื่องจากไม่ได้มีส่วนประกอบหลักเป็น HA หรือ Hyaluronic acid เหมือนตัวฟิลเลอร์งานผิว และไม่ได้มีส่วนประกอบหลักที่ใช้ผลิตไหมสำหรับทำการเย็บแผลอย่าง PDO PCL PLLA หรือ PDLLA แต่ Radiesse เป็น biostimulator ที่ผลิตมาจากแคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทด์ หรือ Calcium Hydroxylapatite microsphere เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเยื่อกระดูกที่ตอนนี้ใครๆก็เรียกกันว่า CaHA “คาฮ่าไมโครสเฟียร์” กันจนกลายเป็นคำติดปาก
CaHA Microspheres“คาฮ่า ไมโครสเฟียร์” เป็นสารที่ใช้มานานกว่า 25 ปีในวงการแพทย์ โดยเป็นสารที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เองสามารถพบ CaHA “คาห้าไมโครสเฟียร์” ได้ที่บริเวณเนื้อเยื่อกระดูกรวมถึงในบริเวณฟัน แต่ Radiesse เป็น biostimulator ที่เกิดจากการสังเคราะห์จึงทำให้มีสารที่มีขนาดสม่ำเสมอเท่า ๆ กันในขนาด 25-45 ไมครอน สามารถ เข้ากันได้ดีกับร่างกายของมนุษย์ ไม่ก่อให้เกิดการกระตุ้นให้แพ้ เป็นสารที่ร่างกายไม่ต่อต้าน มีข้อมูลตีพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนมากกว่า 250 ฉบับ จึงสามารถมั่นใจได้ในความปลอดภัย สามารถสลายได้ตามธรรมชาติ รวมทั้งยังเป็นสารที่ได้รับการอนุมัติและรับรองจากยุโรป CE US FDA หรือองค์การอาหารและยาจากประเทศสหรัฐอเมริกา และ THFDA องค์กรอาหารและยาของประเทศไทยใช้ฉีดที่หน้าและมือด้วย
เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหนังและใบหน้าจะเกิดการผลิตตัวที่น้อยลง และที่มีอยู่เดิมก็จะเริ่มเสื่อมสภาพ ความยืดหยุ่น ความแข็งแรงก็จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ การใช้สารที่เป็นตัวกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวที่ดี ก็จะทำให้ผิวมีการฟื้นฟูที่ดี มีส่วนในการลดริ้วรอย ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนั่นเอง
โดย Radiesse biostimulator มี Concept ส่วนตัวที่บ่งบอกถึงภาพรวมของผลิตภัณฑ์อยู่ว่า
“The One of a Kind Regenerative Biostimulator”

Radiesse biostimulator ทำงานอย่างไร?
Radiesse biostimulator จะทำงานโดยการกระตุ้นเซลล์ Fibroblasts (ไฟโบรบลาส) ให้เกิดการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งเสริมปริมาตรให้ผิว และลดเลือนร่องลึกต่าง ๆ เพื่อให้ผิวมีความแข็งแรง แน่นกระชับ ยืดหยุ่น และดูอ่อนกว่าวัยจากภายใน
Fibroblasts จัดเป็นเซลล์ต้นกำเนิดในการสร้างคอลลาเจนให้กับผิว และเป็นสิ่งที่ทำให้คอลลาเจนใต้ผิวมีจำนวนมากขึ้น เนื่องจาก CaHA ก็เป็นสารที่ก่อตัวเป็นโครงสร้าง จึงทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ในร่างกายให้เกิดการผลิตคอลลาเจนหรือเส้นใยตาข่าย 3 มิติ (3D Matrix) โดยรอบโครงสร้าง หลังจากนั้นจึงเกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ที่บริเวณใต้ชั้นผิว เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงลึกไปจนถึงขนาดโครงสร้าง จึงทำให้หลังทำการฉีด Radiesse biostimulator ผิวจึงได้รับการฟื้นฟูมากขึ้น ทั้งสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งสร้างได้มากถึง 250% ผิวจึงมีการเติมเต็ม อิ่มฟู มีการคืนตัวได้ดีได้ในทันทีหลังทำการฉีด Radiesse biostimulator
รวมทั้ง Radiesse ยังเป็นโปรแกรมที่ช่วยเติมเต็ม และทำให้ลดปัญหาเกี่ยวกับการสูญเสียไขมันบนใบหน้า ในผู้ที่มีโรคประจำตัวต่าง ๆ รวมไปจนถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว อันเนื่องมากจากไขมัน อาทิ โรค HIV Lipoatrophy ทั้งนี้หากมีโรคประจำตัวดังกล่าวที่ต้องการใช้ Radiesse ในการรักษาควรแจ้งให้แพทย์ทราบโดยละเอียด เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างปลอดภัย และเกิดผลลัพธ์ที่ดี
โดย Radiesse biostimulator มี สโลแกนที่ทำให้คนจำผลิตภัณฑ์ได้ง่ายว่า “ผิว YOUNG ดี ดู HEALTHY ได้กว่านี้ไปอีกนาน” เพื่อเป็นสิ่งบ่งบอกว่าหากได้ฉีด Radiesse ไม่ว่าจะเป็นใครก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีทุกคน
Radiesse biostimulator สามารถคงสภาพอยู่ใต้ชั้นผิวได้นานเท่าไร ?
Radiesse สามารถคงสภาพอยู่ใต้ชั้นผิวได้นานถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลของแต่ละบุคคล
ระยะเวลาเห็นผลของ Radiesse biostimulator
Radiesse biostimulator สามารถแบ่งระยะเวลาเห็นผลออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ หลังฉีดทันที ผลลัพธ์ระยะสั้น และระยะยาว โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. ผลลัพธ์ทันทีหลังจากฉีด Radiesse
Radiesse จะเป็นสารที่สามารถเข้าไปเติมเต็มใต้ชั้นผิวได้ทันที โดยสามารถเปรียบเทียบได้กับการฉีดฟิลเลอร์ ที่สามารถช่วยในการเติมเต็มหรือทดแทนคอลลาเจนที่สูญเสียไปบริเวณใต้ชั้นผิวได้ ทั้งนี้ยังสามารถลดเลือนริ้วรอยได้อีกด้วย
2. ผลลัพธ์ระยะสั้น 1 สัปดาห์ – 1 เดือน หลังจากฉีด Radiesse
เมื่อทำฉีด Radiesse ไปในระยะ 1 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน CaHA ที่เป็นส่วนประกอบหลัก จะเกิดการทำงานโดยการเริ่มเข้าไปกระตุ้น Fibroblast ในบริเวณใต้ชั้นผิวให้เกิดการสร้างเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสตินเพิ่ม ซึ่งคอลลาเจนและอิลาสตินดังกล่าวจะเข้ามาแทนที Radiesse ที่ทำการฉีดเข้าไปในตอนแรก และค่อย ๆ สลายตัวไปจนหมดในที่สุด หลังจากนั้นก็จะได้ผิวที่มีความหนาแน่น นุ่มเด้ง อิ่มฟู และกระชับที่มากขึ้น
3. ผลลัพธ์ผลระยะยาว 6-24 เดือนหลังจากทำฉีด Radiesse
เมื่อทำฉีด Radiesse ไปในระยะ 6-24 เดือน เส้นใยคอลลาเจนและอิลาสติน จะถูกสร้างขึ้นมาอย่างเต็มที่ และเริ่มทำงาน ส่งผลให้ใบหน้ามีความแน่นขึ้น รวมทั้งยังได้สุขภาพผิวที่ดีขึ้นในระยะยาว ผิวที่หลวมก็จะดีขึ้น และแข็งแรงขึ้น
ข้อมูลผลิตภัณฑ์ของ Radiesse biostimulator
Radiesse biostimulator 1 กล่อง มีการบรรจุไซริงค์พร้อมใช้งาน ขนาด 1.5 cc พร้อมด้วยเข็มฉีดยา โดยมีรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ดังนี้
- Radiesse 1 กล่อง บรรจุด้วยกัน 1 ไซริงค์ 1 ไซริงค์ บรรจุ 1.5 cc และยังมีเข็มฉีดยาขนาด 27 บรรจุมาด้วยในกล่องพร้อมฉีด เพื่อความสะดวกสบายในการใช้บริการของแพทย์
- Radiesse สามารถเก็บไว้โดย ไม่จำเป็นต้องนำเข้าตู้เย็น และเก็บในอุณหภูมิห้องได้นาน 2 ปี Storage temp 15-25 Celsius degree
รมรวินท์คลินิกเป็นคลินิกที่มีแพทย์ที่เป็น KOLs ของ Radiesse biostimulator อย่างคุณหมอออย พญ.อรุณี ทองอัครนิโรจน์ แพทย์ผู้มีประสบการณ์เป็นผู้ทำการรักษา และทำการเทรนด์ทีมแพทย์ในคลินิกอย่างใกล้ชิด จึงทำให้ทีมแพทย์ทุกท่านในรมย์รวินท์คลินิก มีความแม่นยำในการรักษาฉีด Radiesse biostimulator อีกทั้งยังสามารถฉีดให้ได้ผลลัพธ์ของโปรแกรมที่ดีที่สุด เชื่อถือได้ และปลอดภัยที่สุด

Radiesse biostimulator ช่วยเรื่องอะไร?
Radiesse biostimulator ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน type 1, คอลลาเจน type 3, อีลาสติน, Proteoglycan และ Angiogenesis โดยมีประโยชน์สำคัญถึง 5 ประการ ดังนี้
- Radiesse biostimulator ช่วยในการกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการสร้างคอลลาเจน type 1 ได้สูงสุดถึง 150%
- Radiesse biostimulator ช่วยในการกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน type 3 ให้กับใต้ชั้นผิวสูงสุดถึง 130% โดยคอลลาเจน type 3 เป็นคอลลาเจนที่พบในผิวเด็ก และยังเป็นคอลลาเจนที่ทำงานร่วมกันกับคอลลาเจน Type1
- Radiesse biostimulator ช่วยในการกระตุ้นอีลาสตินในบริเวณใต้ชั้นผิวสูงสุดถึง 250% โดยอิลาสตินนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น คืนตัวง่าย และเมื่อผิวมีอิลาสตินมากก็จะทำให้ผิวไม่มีริ้วรอย และทำให้ภาพรวมดูอ่อนกว่าวัย
- Radiesse biostimulator ช่วยในการกระตุ้น Proteoglycan ที่เปรียบเสมือนตัวกักเก็บน้ำของผิว ยิ่งผิวมี Proteoglycan มากเท่าไร ยิ่งทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น อิ่มน้ำ มากเท่านั้น
- Radiesse biostimulator ช่วยในการกระตุ้น Angiogenesis ที่เป็นเหมือนรากแก้ว ที่ช่วยสร้างเส้นเลือดที่ร่างกายใช้ในการหล่อเลี้ยงผิว ทำให้ผิวมีสารอาหารและมีการสูบฉีดเลือดอย่างทั่วถึง ทำให้เลือดสูบฉีดดี ผิวสวย มีเลือดฝาด ดูแดงอมชมพู
Radiesse biostimulator ให้ผลลัพธ์อะไรบ้าง?
Radiesse biostimulator ให้ผลลัพธ์ในเรื่องของ Healthier ช่วยให้ผิวสุขภาพดี, Younger ช่วยให้ผิวอ่อนกว่าวัย และ Longer ช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่ยาวนาน โดยสามารถสรุปผลลัพธ์ได้ ดังนี้
- Healthier ทำให้ผิวมีสุขภาพดีมากขึ้นในทุกมิติ
- Younger ช่วยให้ใบหน้าภาพรวมดูอ่อนเยาว์ลง สัมผัสไปรู้สึกเหมือนผิวเด็กอีกครั้ง
- Longer ช่วยยืดอายุของผิวให้ดูดี ผิวดูเด็กได้ยาวนานขึ้น
ลักษณะเด่นของ Radiesse biostimulator
Radiesse Biostimulator มีลักษณะเด่นในการกระตุ้นคอลลาเจน และฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน ช่วยเพิ่มความแน่นกระชับ ความยืดหยุ่น และปรับปรุงคุณภาพผิวให้ดูดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีลักษณะเด่น 3 ประการ ดังนี้
- ลักษณะเด่นของ Radiesse คือ Strong Structural Skin ทำให้ผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น โดยเป็นการเสริมสร้างให้ผิวมีความแข็งแรงลงลึกในระดับโครงสร้าง
- ลักษณะเด่นของ Radiesse คือ Profound Rejuvenation ฟื้นฟูผิวในระดับล้ำลึกอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ภาพรวมของผิวดูดีและแข็งแรงมากขึ้น
- ลักษณะเด่นของ Radiesse คือ Cell Regenerative Stimulation ช่วยให้เกิดการสร้างเซลล์ใหม่ เพื่อมาทดแทนเซลล์เดิมที่เกิดการสูญเสียไป และเพิ่มความหนาแน่นในผิวที่เริ่มหย่อนคล้อยและหลวม

ข้อดีของ Radiesse biostimulator
Radiesse biostimulator มีข้อดีคือ ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน เสริมความยืดหยุ่น ลดเลือนริ้วรอย และฟื้นฟูคุณภาพผิว อีกทั้งเป็นหัตถการที่ไม่เสี่ยงตราย สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ และให้ผลลัพธ์ที่ยาว โดยมีข้อดีที่สำคัญ ดังนี้
- Radiesse ช่วยในการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว ทั้งยังช่วยทำให้ผิวมีความแน่นกระชับมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- Radiesse ช่วยในการลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ ทั่วทุกบริเวณ
- Radiesse ช่วยในการเติมเต็มริ้วรอยและร่องลึกดูตื้นขึ้น
- Radiesse ช่วยในการกระตุ้นให้เกิดกระบวนการผลิตคอลลาเจนของผิวตามธรรมชาติ
- Radiesse ช่วยในการฟื้นฟูทั้งยังช่วยเสริมสร้างให้ผิวมีคุณภาพมากขึ้นทุกประการ
- Radiesse ไม่เสี่ยงอันตราย เป็นการใช้สารที่มีในร่างกายในการฟื้นฟูผิว ไม่แปลกปลอม สลายได้เองตามธรรมชาติ จึงไม่ตกค้าง และไม่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบของผิว
- Radiesse ใช้ระยะเวลาในการทำสั้นมาก เพียง 30-60 นาที และให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานถึง 1 ปี (ทั้งนี้เป็นผลลัพธ์เฉพาะบุคคล)
Radiesse biostimulator ใช้ฉีดบริเวณไหนได้บ้าง?
Radiesse biostimulator ใช้ฉีดได้หลายบริเวณ ทั้งใบหน้าส่วนกลาง ใบหน้าส่วนล่าง ลำคอ และหลังมือ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดเลือนริ้วรอย และฟื้นฟูโครงสร้างผิวที่เสื่อมสภาพ โดยบริเวณที่นิยมฉีด มีดังนี้
- Radiesse ใช้ฉีดบริเวณ “ใบหน้าส่วนกลาง หรือ middle face”
- Radiesse ใช้ฉีดบริเวณ “ใบหน้าส่วนล่าง หรือ lower face”
- Radiesse ใช้ฉีดบริเวณ “ลำคอ”
- Radiesse ใช้ฉีดบริเวณ “หลังมือ”

Radiesse biostimulator เหมาะกับใคร?
Radiesse biostimulator เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อย ขาดความยืดหยุ่น หรือเริ่มสูญเสียคอลลาเจนตามวัย โดยเฉพาะผู้ที่มี 30 ปีขึ้นไป ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว และกระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาว ซึ่งกลุ่มที่อาจเหมาะกับการรักษา มีดังนี้
- Radiesse เหมาะกับผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป
- Radiesse เหมาะกับผู้ที่มีผิวเหี่ยว มีริ้วรอย ร่องลึกที่ต้องการเติมเต็ม
- Radiesse เหมาะกับผู้ที่มีใบหน้าหย่อนคล้อย ไม่กระชับที่ต้องการฟื้นฟู
- Radiesse เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ในการรักษาที่รวดเร็ว
- Radiesse เหมาะกับผู้ที่มีคอและหลังมือเหี่ยว ที่ต้องการแก้ปัญหา
- Radiesse เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยที่ต้องการแก้ปัญหาในระยะยาว
Radiesse biostimulator ไม่เหมาะกับใคร?
Radiesse Biostimulator ไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะสุขภาพ หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด ผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ และสตรีตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร โดยกลุ่มที่อาจไม่เหมาะกับการรักษา มีดังนี้
- Radiesse ไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคที่เกี่ยวกับอาการเลือดออกง่าย
- Radiesse ไม่เหมาะกับสตรีที่ตั้งครรภ์ และสตรีที่อยู่ในระยะให้นมบุตร
- Radiesse ไม่เหมาะกับผู้ที่มีประวัติการแพ้ส่วนประกอบในตัวยา
ระยะเวลาในการฉีด Radiesse biostimulator ในแต่ละครั้ง
Radiesse biostimulator ใช้ระยะเวลาในการฉีดแต่ละครั้งเพียง 30 – 60 นาทีเท่านั้น
การเตรียมตัวก่อนฉีด Radiesse biostimulator
ก่อนฉีด Radiesse Biostimulator ควรแจ้งประวัติสุขภาพ และยาที่ใช้อยู่ให้แพทย์ทราบ พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจทำให้ผิวระคายเคือง เพื่อช่วยลดการเกิดผลข้างเคียงหลังฉีด โดยมีข้อแนะนำ ดังนี้
- Radiesse ก่อนทำให้งดการรับประทานยาที่ทำให้เลือดแข็งตัว อาทิ ยาจำพวกแอสไพริน น้ำมันตับปลา วิตามินอี โสม กระเทียม กิงโกะ เป็นต้น เพื่อป้องกันการเลือดออกมาก
- Radiesse ก่อนทำให้งดการทำสครับผิว หรือการผลัดเซลล์ผิวด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อป้องกันการอักเสบของผิว
- Radiesse ก่อนทำควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ผิวพร้อมกับการบำรุง
ขั้นตอนการฉีด Radiesse biostimulator
การฉีด Radiesse Biostimulator แพทย์จะทำการฉีดสาร CaHA เข้าสู่ชั้นผิวในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิว และเพิ่มความแน่นกระชับ โดยมีขั้นตอนการทำ ดังนี้
- ผู้ช่วยแพทย์เก็บผมให้เรียบร้อย เพื่อเตรียมความพร้อมในการฉีด Radiesse
- ผู้ช่วยแพทย์ทำความสะอาดใบหน้าให้สะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- ทา หรือ ฉีดยาชา เพื่อบรรเทาความเจ็บระหว่างการรักษา
- ทำการฉีด Radiess บนใบหน้า หรือบริเวณที่ต้องการทำการรักษา
- ผู้ช่วยแพทย์กดห้ามเลือด

การดูแลตัวเองหลังฉีด Radiesse biostimulator
หลังฉีด Radiesse Biostimulator หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมาก ความร้อนจัด และการสัมผัสบริเวณที่ฉีดโดยไม่จำเป็น เพื่อลดอาการบวมช้ำ การระคายเคือง และความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดยมีข้อแนะนำในการดูแลตัวเอง ดังนี้
- หลังฉีด Radiesse ให้งดกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมาก
- หลังฉีด Radiesse ให้งดการโดนแสงแดด หรือทำกิจกรรมที่โดนความร้อนมากๆ
- หลังฉีด Radiesse ไม่เอามือไปสัมผัสบริเวณที่ทำการรักษา เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
ผู้ที่ต้องปรึกษาแพทย์และแจ้งข้อมูลโดยละเอียดก่อนทำการรักษาด้วย Radiesse biostimulator
ผู้ที่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนฉีด Radiesse Biostimulator ได้แก่ ผู้ที่มีผิวหนังติดเชื้อ อักเสบ ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือมีแนวโน้มเกิดแผลคีลอยด์ ควรแจ้งข้อมูลให้แพทย์ทราบก่อนฉีด
โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง โดยกลุ่มคนที่ควรระวังในการฉีด มีดังนี้
- ผู้ที่มีอาการผิวหนังมีการติดเชื้อ
- ผู้ที่มีอาการเป็นสิวเรื้อรัง
- ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคเริม
- ผู้ที่มีประวัติการใช้ยาละลายลิ่มเลือด หรือยาที่ก่อให้เกิดการแข็งตัวของเลือด
- ผู้ที่มีประวัติมีแผลแล้วกลายเป็นคีลอยด์


Radiesse biostimulator มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?
Radiesse Biostimulator มักมีผลข้างเคียง ได้แก่ อาการบวมแดง รอยช้ำ คัน หรือเจ็บบริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และค่อย ๆ ดีขึ้นภายในระยะเวลาไม่นาน โดยอาการที่พบบ่อย มีดังนี้
- สามารถเกิดรอยแดงรอย จ้ำ หรือรอยเขียวช้ำหลังจากทำการฉีด Radiesse โดยอาการนี้เป็นอาการปกติ ที่สามารถเกิดขึ้นในเวลาชั่วคราว และสามารถหายได้เอง
- อาจเกิดอาการคันได้ที่บริเวณที่ฉีด Radiesse โดยอาการคันที่เกิดขึ้นสามารถหายได้เอง
- อาจเกิดการปวด หรือเจ็บบริเวณรอยเข็มที่ทำการฉีด Radiesse หากมีสิ่งสกปรกไปโดนอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
- อาการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น อาการคัน เจ็บ ปวด หรือรอยแดง สามารถหายได้เองใน 1-2 วัน หากเป็นนานมากกว่า 1-2 วัน ควรปรึกษาคลินิกหรือแพทย์ที่ให้บริการ
- อาจมีการเปลี่ยนสีของผิวในบริเวณที่ทำ อาทิ ผิวซีดซึ่งหากเกิดอาการดังกล่าวให้ปรึกษาแพทย์

Radiesse biostimulator ต่างกับ Sculptra อย่างไร ?
Radiesse Biostimulator ต่างกับ Sculptra ตรงที่ส่วนประกอบ และกลไกการทำงาน โดย Radiesse ใช้ CaHA เป็นส่วนประกอบหลักช่วยเติมเต็ม และกระตุ้นคอลลาเจน ในขณะที่ Sculptra ใช้สาร PLLA ช่วยฟื้นฟูผิว และกระตุ้นคอลลาเจนอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีความแตกต่างกัน ดังนี้
- Radiesse ผลิตโดยการใช้สาร CaHA Microspheres เป็นสารสังเคราะห์ที่มีลักษณะเนื้อสารเป็นเจลมาในไซริงค์ ใช้ในการสร้างคอลลาเจนไทป์ 1 และไทป์ 3 ใช้สำหรับการฉีด เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนในระยะยาว ฟื้นฟูผิวในระดับโครงสร้าง ยกกระชับความหย่อนคล้อย และเติมเต็มผิวในบริเวณที่มีความบกพร่อง โดยเห็นผลทันทีในการทำ อันเนื่องมาจากเนื้อเจลของตัวยา คงผลลัพธ์ยาวนาน 2 ปี
- Sculptra ผลิตโดยการใช้สาร PLLA (Poly-L-Lactic Acid) เป็นสารที่ใช้ในการผลิตไหมเย็บแผลใช้ในการสร้างคอลลาเจนไทป์ 1 ถึง 66.5% ใช้ในการฉีดเพื่อกระตุ้นคอลลาเจน ช่วยในการคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิว ฟื้นฟูผิวจากภายในให้ส่งผลสู่ภายนอก คืนความอ่อนเยาว์ หลังการฉีดจำเป็นต้องทำการนวด 5 วัน เพื่อเป็นการกระจายตัวยาและเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด จะเห็นผลหลังการฉีด Sculptra ประมาณ 5 วัน เนื่องจากจะต้องรอสาร PLLA จะออกฤทธิ์ และจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้นหลังจากฉีดไปแล้ว 3 เดือน มีผลลัพธ์ที่ยาวนาน 2 ปี
- จะเห็นได้ว่าทั้งสองโปรแกรมใช้สารในการผลิตที่แตกต่างกัน จึงทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกัน 100% อีกทั้งลักษณะของเนื้อสารยังไม่เหมือนกัน ทำให้ผลลัพธ์หลังจากการฉีดทันที่จะเห็นผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกัน สามารถทำทั้งสองชนิดควบคู่กันได้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในการฟื้นฟูโครงสร้างผิวที่ดีที่สุด

Radiesse biostimulator ต่างกับ Gouri อย่างไร ?
Radiesse Biostimulator ต่างกับ Gouri ตรงที่ส่วนประกอบ และผลลัพธ์ โดย Radiesse ใช้ CaHA ในรูปแบบเจล ช่วยเติมเต็ม และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ในขณะที่ Gouri ใช้ PCL ในรูปแบบของเหลว ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิว และกระตุ้นคอลลาเจน โดยมีความแตกต่างกัน ดังนี้
- Radiesse ผลิตโดยการใช้สาร CaHA Microspheres เป็นสารสังเคราะห์ที่มีลักษณะเนื้อสารเป็นเจล มาในไซริงค์ ใช้ในการสร้างคอลลาเจนไทป์ 1 และไทป์ 3 ใช้สำหรับการฉีดเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ให้เกิดการสร้างในระยะยาว ฟื้นฟูผิวในระดับโครงสร้าง ยกกระชับความหย่อนคล้อย และเติมเต็มผิวในบริเวณที่มีความบกพร่อง โดยเห็นผลทันทีในการทำ อันเนื่องมาจากเนื้อเจลของตัวยา คงผลลัพธ์ยาวนาน 2 ปี
- Gouri ผลิตโดยการใช้สาร PCL (Polycaprolactone) มีลักษณะเป็นของเหลวมาในไซริงค์ (Fully Liquid) ช่วยในการป้องกันการเกิดริ้วรอยในอนาคต เติมเต็มผิวทำให้ผิวอิ่มฟู คงผลลัพธ์ในผิวได้ 1 ปี
- จะเห็นได้ว่าทั้งสองโปรแกรมให้ผลลัพธ์ในการรักษาที่มีความคล้ายคลึงกัน และ Gouri มีอายุการคงผลลัพธ์ที่สั้นกว่า Radiesse

Radiesse biostimulator ต่างกับ Rejuran อย่างไร ?
Radiesse Biostimulator ต่างกับ Rejuran ตรงที่ส่วนประกอบ การทำงาน และผลลัพธ์ที่ได้ โดย Radiesse ใช้ CaHA เน้นกระตุ้นคอลลาเจน ลดเลือนริ้วรอย และฟื้นฟูโครงสร้างผิว ในขณะที่ Rejuran ใช้ PN เน้นฟื้นฟูคุณภาพผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และซ่อมแซมเซลล์ผิว โดยมีความแตกต่างกัน ดังนี้
- Radiesse ผลิตโดยการใช้สาร CaHA Microspheres เป็นสารสังเคราะห์ที่มีลักษณะเนื้อสารเป็นเจล มาในไซริงค์ ใช้ในการสร้างคอลลาเจนไทป์ 1 และไทป์ 3 ใช้สำหรับการฉีดเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้เกิดการสร้างในระยะยาว ฟื้นฟูผิวในระดับโครงสร้าง ยกกระชับความหย่อนคล้อย และเติมเต็มผิวในบริเวณที่มีความบกพร่องโดยเห็นผลทันทีในการทำ อันเนื่องมาจากเนื้อเจลของตัวยา คงผลลัพธ์ยาวนาน 2 ปี
- Rejuran เป็นโปรแกรมฉีดในกลุ่ม Skin Booster ผลิตโดยการใช้ Polyneucleotide (พอลินิวคลิโอไทด์) หรือ PN จากปลาแซลมอน ช่วยในการกระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวกระจ่างใส ชุ่มชื้น ลดจุดด่างดำ ฝ้า กระ รอยแดง รอยดำ รวมทั้งรอยสิว เสริมสร้างผิวให้มีความแข็งแรงมากขึ้น คงผลลัพธ์ได้นาน 3-6 เดือน
- จะเห็นได้ว่าทั้งสองโปรแกรมช่วยแก้ปัญหาผิวที่แตกต่างกัน และทำงานกับผิวคนละชั้นผิว โดย Radiesse จะทำงานในชั้นผิวที่ลึกกว่า และ Rejuran จะทำงานกับผิวบริเวณชั้นตื้น จึงสามารถทำการรักษาร่วมกันเพื่อเป็นการเป็นการดูแลผิวอย่างครบถ้วนทุกมิติได้โดยสมบูรณ์แบบ ทั้งเป็นการสร้างคอลลาเจน ทั้งสร้างความชุ่มชื้น รูขุมขนกระชับ ลดความโทรมของใบหน้าได้ด้วย

ทำไมควรฉีด Radiesse biostimulator ที่รมย์รวินท์คลินิก?
เหตุผลที่ควรฉีด Radiesse Biostimulator ที่รมย์รวินท์คลินิก เนื่องจากมีแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรมการใช้ผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะ พร้อมเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แท้ที่ตรวจสอบได้ ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสถานพยาบาล และการดูแลผู้รับบริการ ดังนี้
- ที่รมย์รวินท์คลินิกมีแพทย์ผู้ชำนาญการ และเป็น KOLs ของ Radiesse อย่างคุณหมอออย พญ.อรุณี ทองอัครนิโรจน์ แพทย์ผู้ชำนาญการประจำรมย์รวินท์คลินิก
- ที่รมย์รวินท์คลินิกแพทย์ทุกท่าน ได้รับการเทรนการทำผลิตภัณฑ์ Radiesse มาจนชำนาญ
- ที่รมย์รวินท์คลินิกแพทย์วิเคราะห์ปัญหาของคนไข้ทุกท่านตามจริงแบบเคสต่อเคส
- ที่รมย์รวินท์คลินิกมีการดูแลความสะอาดตรงตามหลักกระทรวงสาธารณะสุข
- ที่รมย์รวินท์คลินิกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของแท้ จากบริษัทจัดจำหน่ายจริงสามารถตรวจสอบได้
- ที่รมย์รวินท์คลินิกมีประสบการณ์กว่า 20 ปีในการรักษา และดูแลด้านความงาม
- ที่รมย์รวินท์คลินิกมีการจัดอบรมพนักงาน เพื่อให้การเข้ารับบริการของคนไข้ในทุกครั้งเป็นการรับบริการที่ดีที่สุด
- ที่รมย์รวินท์คลินิกมีสาขามากมาย เพื่อพร้อมสำหรับการดูแลรักษาคนไข้ทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด รวม 26 สาขา
- ที่รมย์รวินท์คลินิกมีที่จอดรถมากมาย
- คลินิกทุกสาขาสามารถเดินทางได้สะดวกสบาย
รู้แบบนี้แล้วไม่ต้องลังเลรีบเข้ามารับบริการ พร้อมรับโปรโมชันสุดพิเศษได้ที่ รมย์รวินท์คลินิก ได้แล้ววันนี้




