ไขมันสะสมเกิดจากอะไร? รวมวิธีลดไขมัน ปั้นหุ่นสวย สำหรับคนลดน้ำหนักยาก

ไขมันสะสมเกิดจากอะไร

อยากปั้นหุ่นแต่ไขมันดื้อลดยาก ไม่ว่าจะ คุมอาหาร ออกกำลังกายแทบทุกวัน แต่ไขมันสะสมไม่ลดลง เพราะความจริงแล้วไขมันสะสม เกิดได้จากหลายปัจจัยมากกว่าที่คิด บทความนี้จะพาไปดูว่าไขมันสะสมเกิดจากอะไร ทำไมบางจุดถึงลดยาก อยากลดไขมันสะสมต้องทำอย่างไร พร้อมแนะนำตัวช่วยเสริมที่จะช่วยให้การปั้นหุ่นได้ง่ายขึ้น 

 

ไขมันสะสมคืออะไร?
ไขมันสะสมคืออะไร?

 

ไขมันสะสมคืออะไร ?

ไขมัน คือ ไขมันที่ร่างกายเก็บไว้เป็นพลังงานสำรอง เมื่อร่างกายได้รับพลังงานมากกว่าที่ใช้ไป จะทำให้พลังงานส่วนเกินถูกเปลี่ยนเป็นไขมันและเก็บไว้ในเซลล์ไขมัน (Adipocytes) โดยไขมันมักจะสะสมอยู่ตามบริเวณต่าง ๆ เช่น หน้าท้อง ต้นขา สะโพก ต้นแขน และใต้คาง โดยไขมันจะมีหน้าที่ในการป้องกันอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย และเป็นพลังงานสำรอง แต่หากมีมากเกินไป อาจกลายเป็นไขมันสะสม ที่มีผลต่อสัดส่วนของร่างกาย ทำให้สัดส่วนดูใหญ่ขึ้น หรือทำให้รูปร่างเปลี่ยนไป และขาดความมั่นใจได้ ซึ่งปริมาณไขมันและตำแหน่งการสะสมจะแตกต่างกันไปในแต่บุคคล

นอกจากไขมันสะสมจะมีผลต่อรูปร่างและสัดส่วนแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายอีกด้วย เช่น ไขมันในช่องท้อง ที่เป็นไขมันที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตามเปล่า หากมีการสะสมที่มากเกินไปอาจส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ และการควบคุมระดับน้ำตาล ไขมันพอกตับ ไขมันสะสมในหลอดเลือด และโรคเรื้อรังต่าง ๆ

 

กลไกการเกิดไขมันสะสมในร่างกาย

ไขมันสะสม เกิดได้อย่างไร? ไขมันสะสมมักเกิดจากร่างกายสะสมไขมันที่มากเกินไป โดยเมื่อร่างกายได้รับพลังงานที่มากกว่าที่ใช้ไป จะทำให้ร่างกายเก็บพลังงานสำรองไว้ในรูปแบบ ไตรกลีเซอไรด์ หรือไขมันที่เกิดจากการกินอาหารที่มีพลังงานสูงไว้ภายในเซลล์ไขมัน (Adipocytes) ซึ่งกระบวนการนี้มีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้

  1. ภาวะพลังงานเกิน (Energy Surplus)
    เมื่อร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารที่มีพลังงานสูง และไม่สามารถเผาผลาญได้ทัน ทำให้พลังงานส่วนเกินถูกเปลี่ยนเป็นไขมันและเก็บสะสมไว้เป็นแหล่งพลังงานสำรอง
  2. การขยายตัวของเซลล์ไขมัน
    เมื่อร่างกายมีไตรกลีเซอไรด์ที่เพิ่มขึ้นและมีการสะสมอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้เซลล์ไขมันจะขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับไขมันที่เพิ่มมากขึ้น
  3. ความผิดปกติของฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเก็บไขมัน
    ความผิดปกติของฮอร์โมนบางชนิด อาจส่งผลให้ร่างกายกระตุ้นการเก็บไขมันเพิ่มขึ้น เช่น ฮอร์โมนอินซูลิน เลปติน และคอร์ติซอล ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมความหิว ความอิ่ม และการเก็บไขมัน
  4. การอักเสบระดับต่ำเรื้อรัง (Chronic Low-Grade Inflammation)
    เมื่อไขมันมีการสะสมที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เซลล์ไขมันปล่อยสารกระตุ้นการอักเสบ ซึ่งส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ไม่สมดุล และอาจทำให้ร่างกายสะสมไขมันเพิ่มมากขึ้น
  5. การลดลงของมวลกล้ามเนื้อ
    กล้ามเนื้อที่น้อยลงทำให้การเผาผลาญพลังงานนั้นลดลง ซึ่งส่งผลให้ร่างกายใช้พลังงานได้น้อย และเกิดไขมันสะสมได้ง่าย

 

ไขมันสะสม ลดยากมีจุดไหนบ้าง?
ไขมันสะสม ลดยากมีจุดไหนบ้าง?

 

ไขมันสะสม ลดยากมีจุดไหนบ้าง?

ไขมันสามารถสะสมได้ทั่วร่างกาย แต่ในบางบริเวณอาจมีการสะสมของไขมันที่มากกว่าปกติและสามารถลดได้ยาก หรือที่เรียกว่า ไขมันดื้อ (Stubborn Fat) โดยจุดที่มักเกิดไขมันดื้อมีดังนี้

  • ไขมันสะสมหน้าท้อง (Belly Fat)

ไขมันหน้าท้อง หรือพุง เป็นอีกหนึ่งจุดที่มักจะมีไขมันสะสมอยู่จำนวนมาก และมักเป็นไขมันดื้อที่ลดได้ยาก โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง ที่อยู่บริเวณรอบ ๆ อวัยวะสำคัญ ซึ่งไขมันหน้าท้องสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น พฤติกรรมการทานอาหาร ความเครียด การนอนที่ไม่เพียงพอ และฮอร์โมนบางชนิด ซึ่งการลดไขมันหน้าท้องควรออกกำลังกายและปรับพฤติกรรมการกินร่วมกัน 

  • ไขมันสะสมต้นขา (Thigh Fat)

ไขมันบริเวณต้นขา เป็นสาเหตุของปัญหาต้นขาใหญ่ ต้นขาหย่อนคล้อย หรือเซลลูไลท์ มักพบได้ในผู้หญิง เนื่องจากเป็นจุดที่ร่างกายมักสะสมพลังงานไว้ สามารถออกกำลังกายแบบเน้นกล้ามเนื้อส่วนล่าง ร่วมกับการควบคุมอาหาร

  • ไขมันสะสมสะโพกและก้น (Hip & Butt Fat)

ไขมันสะโพกและก้น เป็นอีกหนึ่งบริเวณที่มักพบได้ในผู้หญิง ซึ่งอาจเกิดได้จากฮอร์โมน แม้ไขมันบริเวณจะช่วยทำให้รูปร่างดูมีสัดส่วน แต่หากมีมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายดูไม่สมส่วนหรือสร้างความไม่มั่นใจได้ 

  • ไขมันสะสมต้นแขน (Arm Fat)

ไขมันต้นแขน โดยเฉพาะด้านหลังของต้นแขน เมื่อมีการสะสมที่มากขึ้น อาจทำให้ต้นแขนดูใหญ่และเกิดการหย่อนคล้อยได้ ซึ่งต้นแขนเป็นบริเวณที่เคลื่อนไหวน้อยในชีวิตประจำวัน จึงอาจทำให้ลดได้ยากกว่าจุดอื่น

  • ไขมันสะสมเหนียง (Double Chin)

ไขมันเหนียง หรือไขมันใต้คาง สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ไขมันสะสม โครงสร้างใบหน้า และความหย่อนคล้อยของผิว โดยเหนียงสามารถพบได้ในทุกเพศและทุกรูปร่าง ซึ่งไขมันสะสมที่เหนียงอาจทำให้ใบหน้าดูมีไม่มีมิติ ไม่คมชัด และทำให้ดูกลมได้

 

ไขมันสะสมเกิดจากอะไร?

ไขมันสะสม สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น ปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก ซึ่งสาเหตุของการเกิดไขมันสะสม โดยส่วนมาก มีดังนี้

  • พลังงานที่ได้รับมากกว่าที่ใช้ (Energy Imbalance)

หากร่างกายได้รับพลังงานมากกว่าที่เผาผลาญไป พลังงานส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสม ทั้งร่างกายภายนอกตามบริเวณต่าง ๆ และรอบ ๆ อวัยวะภายในร่างกาย

  • การนั่งหรืออยู่นิ่งเป็นเวลานาน

การเคลื่อนไหวน้อย หรือไม่ค่อยขยับตัว อาจทำให้อัตราการเผาผลาญไขมันลดลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อทำงานได้น้อยลงและทำให้ร่างกายสะสมไขมันได้มากยิ่งขึ้น

  • ฮอร์โมนทำงานไม่สมดุล

ฮอร์โมนบางชนิดในร่างกายมีบทบาทสำคัญในการควบคุมความอยากอาหาร และการเก็บไขมัน เช่น อินซูลิน เลปติน และคอร์ติซอล หากฮอร์โมนทำงานไม่สมดุลอาจทำให้ร่างกายเกิดการสะสมไขมันที่เพิ่มมากขึ้น

  • นอนหลับไม่เพียงพอ

การนอนหลับไม่เพียงพอทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเกรลิน หรือฮอร์โมนความหิว มากขึ้น และผลิตฮอร์โมนเลปติน หรือฮอร์โมนความอิ่มลดลง ทำให้รู้สึกหิวและอยากอาหารที่มีพลังงานสูงมากขึ้น จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงของไขมันสะสมและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นได้ 

  • ความเครียดสะสม

เมื่อเกิดความเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียด ที่ส่งผลต่อการสะสมไขมัน และเพิ่มความอยากอาหารมากขึ้น นอกจากนี้หากฮอร์โมนคอร์ติซอลเพิ่มสูงขึ้นอาจทำให้เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า หรือหงุดหงิดได้ง่าย

  • พันธุกรรมและโครงสร้างร่างกาย

ไขมันสะสมสามารถเกิดได้จากพันธุกรรมและโครงสร้างของร่างกาย โดยในบางคนอาจจะมีพันธุกรรมที่ทำให้ไขมันสะสมได้ง่าย หรือในบางคนอาจจะมีตำแหน่งไขมันสะสมเฉพาะจุดที่แตกต่างกันไป เช่น หน้าท้อง ต้นขา หรือสะโพก ซึ่งอาจส่งผลให้รูปร่างดูอ้วนขึ้น

  • อายุที่เพิ่มขึ้นและกล้ามเนื้อลดลง

เมื่ออายุมากขึ้นระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายอาจทำงานได้ช้าลง เช่น ระบบเผาผลาญ คอลลาเจน และมวลกล้ามเนื้อในร่างกายที่มักจะลดลง ซึ่งเมื่อระบบเผาผลาญทำงานได้ช้าลงก็จะส่งผลให้ร่างกายมีไขมันสะสมที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงคอลลาเจนที่ลดลงอาจส่งผลให้ผิวดูหย่อนคล้อยได้ง่าย

  • อาหารที่มีพลังงานสูง

การรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูง หรือมีปริมาณแคลอรีที่สูง เช่น อาหารทอด ของหวาน เครื่องดื่มรสหวาน อาจทำให้ร่างกายรับพลังงานที่มากเกินความต้องการในแต่ละวัน และส่งผลให้เกิดไขมันสะสมได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง

 

ไขมันมีกี่ประเภท? รู้จักไขมันแต่ละแบบในร่างกาย

ไขมันในร่างกายของเรานั้นมีอยู่หลายประเภท ซึ่งไขมันแต่ละประเภทนั้นจะมีหน้าที่ที่แตกต่างกัน หากทำความเข้าใจกับไขมันในร่างกาย จะช่วยทำให้เราสามารถดูแลสุขภาพได้เหมาะสมยิ่งขึ้น 

  • ไขมันขาว (White Fat)

ไขมันขาว ถือเป็นแหล่งพลังงานสำรองที่ทำหน้าที่กักเก็บพลังงานให้อยู่ในรูปแบบไตรกลีเซอไรด์ และปล่อยออกมาเมื่อร่างกายต้องการใช้พลังงาน มักสะสมอยู่บริเวณหน้าท้อง ต้นขา สะโพก และแขน ซึ่งเป็นไขมันที่พบมากที่สุดในร่างกาย โดยไขมันขาวจะเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนที่สำคัญในร่างกาย เช่น อินซูลินและเลปติน หากมีการไขมันสะสมที่มากเกินไปอาจส่งผลต่อระบบการเผาผลาญและระบบต่าง ๆ ของร่างกายได้

  • ไขมันน้ำตาล (Brown Fat)

ไขมันน้ำตาล มีหน้าที่ช่วยเผาผลาญกรดไขมันเพื่อสร้างความร้อนให้กับร่างกาย ช่วยให้ร่างกายรักษาอุณหภูมิให้คงที่ และยังช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญในร่างกาย ซึ่งไขมันน้ำตาลจะทำงานสัมพันธ์กับความสมดุลของพลังงานและระบบเผาผลาญโดยรวม โดยไขมันน้ำตาลจะพบได้มากในทารก และลดลงเมื่ออายุมากขึ้น มักอยู่บริเวณคอ ไหล่ และสันหลัง

  1. ไขมันเบจ (Beige Fat)

ไขมันเบจ เป็นไขมันขาวที่สามารถเปลี่ยนการทำงานให้คล้ายกับไขมันน้ำตาลได้ ซึ่งไขมันเบจสามารถช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานให้เพิ่มมากขึ้น 

 

ไขมันสะสมส่วนเกิน ส่งผลอะไรบ้างต่อสุขภาพ?

ไขมันสะสม ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรูปร่างภายนอกเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายอีกด้วย โดยไขมันสะสมในร่างกายที่ส่งผลให้เกิดอันตราย มีดังนี้

  • ไขมันในหลอดเลือด (Cholesterol in Blood Vessels)

ไขมันในหลอดเลือด เกิดจากคอเลสเตอรอลที่อยู่ภายในกระแสเลือด โดยจะแบ่งเป็น ไขมันที่ดี (HDL) และไขมันที่ควรระวัง (LDL) เมื่อไขมันชนิด LDL มีการสะสมในผนังหลอดเลือดมากขึ้น อาจทำให้หลอดเลือดแคบลงและการไหลเวียนของหลอดเลือดไม่ดี ซึ่งภาวะไขมันในหลอดเลือดอาจเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบต่าง ๆ เช่น หัวใจ ความดันโลหิต และการไหลเวียนเลือด ซึ่งมักเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงหรืออาหารทอดเป็นประจำ

  • ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง (Subcutaneous Fat)

ไขมันใต้ชั้นผิว เป็นไขมันที่สะสมอยู่ตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา หรือใบหน้า ซึ่งเป็นไขมันที่สามารถมองเห็นและจับต้องได้ ทั้งยังส่งผลต่อทั้งสุขภาพ รูปร่าง และความมั่นใจ แม้ไขมันใต้ชั้นผิวอาจจะไม่ส่งผลต่อสุขภาพรุนแรงเท่ากับไขมันในช่องท้อง แต่เมื่อมีการสะสมที่เพิ่มมากขึ้น อาจทำให้เกิดปัญหาผิว เช่น ผิวเปลือกส้ม เซลลูไลท์ และอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหว หรือข้อต่อในระยะยาว 

  • ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat)

ไขมันในช่องท้อง เป็นไขมันที่ส่งผลอันตรายต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นไขมันที่อยู่ลึกบริเวณช่องท้อง และแทรกตัวอยู่ตามรอบอวัยวะภายในต่าง ๆ เช่น ตับ ลำไส้ และกระเพาะอาหาร ไม่สามารถมองเห็นได้ จะต้องใช้เครื่องตรวจเฉพาะในการตรวจหาเท่านั้น ซึ่งมีไขมันสะสมในช่องท้องที่มากเกินไปอาจเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพ เช่น ภาวะดื้อต่ออินซูลิน เบาหวานชนิดที่ 2 ปัญหาหลอดเลือดและหัวใจ และภาวะไขมันพอกตับ

 

ไขมันสะสมเกิดจากอะไร? ความแตกต่างระหว่างน้ำหนักเกินกับไขมันสะสม

  • น้ำหนักเกิน (Overweight) คืออะไร?

น้ำหนักเกิน คือ ภาวะที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสมของร่างกาย โดยจะพิจารณาจากการคำนวณ ค่า BMI (Body Mass Index) หรือดัชนีมวลกาย ที่เป็นตัวชี้วัดมาตรฐานเพื่อประเมินสภาวะความสมดุลของร่างกาย ใช้ในการคัดกรองเบื้องต้นว่าน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ไหน และเสี่ยงต่อปัญหาหรือไม่ ไม่สามารถวัดปริมาณไขมันโดยเฉพาะได้ เพราะน้ำหนักตัวนั้นเกิดได้จากหลายองค์ประกอบรวมกัน ไม่ว่าจะเป็น กล้ามเนื้อ มวลกระดูก น้ำในร่างกาย และไขมัน

  • ไขมันสะสม (Fat Accumulation) คืออะไร?

ไขมันสะสม คือ ภาวะที่ร่างกายมีการกักเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ในรูปแบบไขมันมากเกินไป โดยเฉพาะไขมันขาว (White Fat) หรือไขมันที่สะสมอยู่ตามบริเวณต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น หน้าท้อง ต้นขา สะโพก หรือรอบอวัยวะภายในช่องท้อง หากมีไขมันสะสมที่มากเกินไปอาจส่งผลต่อการทำงานของระบบเผาผลาญ และเพิ่มความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่าง ๆ 

 

วิธีลดไขมันสะสม ปั้นหุ่นสวย สำหรับคนลดน้ำหนักยาก
วิธีลดไขมันสะสม ปั้นหุ่นสวย สำหรับคนลดน้ำหนักยาก

 

วิธีลดไขมันสะสม ปั้นหุ่นสวย สำหรับคนลดน้ำหนักยาก

วิธีลดไขมันสะสม ไม่สามารถใช้วิธีใดวิธีหนึ่งได้ จำเป็นที่จะต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันหลาย ๆ ด้านควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็น การควบคุมอาหาร การเคลื่อนไหว และการดูแลสุขภาพโดยรวม สำหรับผู้ที่ต้องการลดไขมันสะสม หรือผู้ที่ลดน้ำหนักยาก สามารถเริ่มต้นจากวิธีเหล่านี้ได้

  1. ปรับพฤติกรรมการกินเพื่อลดไขมันสะสม

การลดไขมันสะสมที่ดี คือ การปรับพลังงานที่ได้รับให้พอดีกับที่ร่างกายต้องการ ซึ่งสามารถทำได้โดยการปรับพฤติกรรมการกิน เช่น ลดอาหารแปรรูป ของทอด และอาหารที่มีน้ำตาลสูง เลือกกินโปรตีนไขมันต่ำ กินอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ซึ่งการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสมต่อร่างกาย จะช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ ลดโอกาสเกิดไขมันสะสมได้ดีขึ้น  

  • นอนหลับให้เพียงพอ

การนอนหลับให้เพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูเซลล์ที่เสียหาย และรักษาสมดุลของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความหิวและความอิ่มได้ดีขึ้น เพื่อช่วยลดอาการโหยหรืออยากอาหารระหว่างวัน อีกทั้งยังช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถลดไขมันสะสมได้ดีขึ้น โดยควรนอนพักผ่อนอย่างน้อย 7–9 ชั่วโมงต่อวัน

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ

การดื่มน้ำวันละประมาณ 1.5–2 ลิตร หรือดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น หลีกเลี่ยงน้ำหวาน แอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีพลังงานสูง เพื่อช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญและลดโอกาสเกิดไขมันสะสม

  • ออกกำลังกายเพื่อลดไขมันส่วนเกิน

การออกกำลังกาย สามารถช่วยลดไขมันสะสมได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการออกกำลังกายสามารถกระตุ้นการเผาผลาญไขมันสะสม และกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง กระชับ ผิวดูไม่หย่อนคล้อย สามารถออกกำลังกายเพื่อลดไขมันสะสมได้หลายวิธี เช่น การคาร์ดิโอ (Cardio) เพื่อช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน การเวทเทรนนิ่ง (Weight Training) เพื่อกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อและเพิ่มอัตราการเผาผลาญแม้ช่วงพัก และการ HIIT (High-Intensity Interval Training) หรือการออกกำลังกายหนักสลับเบา เพื่อช่วยกระตุ้นการใช้พลังงานได้ดีหลังออกกำลังกาย

  • เทคโนโลยีเพื่อช่วยลดไขมันสะสม

สำหรับผู้ที่ลดน้ำหนักยาก หรือผู้ที่แม้จะออกกำลังกายหรือควบคุมอาหาร แต่ยังมีไขมันดื้อเฉพาะจุด การใช้เทคนิคเสริมทางการแพทย์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดไขมันสะสมเฉพาะจุดควบคู่กับการดูแลตัวเองได้ โดยต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 

 

4 ตัวช่วยลดไขมันสะสม ไม่ต้องผ่าตัด
4 ตัวช่วยลดไขมันสะสม ไม่ต้องผ่าตัด

 

4 ตัวช่วยลดไขมันสะสม ไม่ต้องผ่าตัด

  • Fit Shape Body

Fit Shape Body ลดไขมันสะสมโดยการใช้เทคโนโลยีคลื่น CRMRF ที่ความถี่ 448 kHz ที่สามารถส่งพลังงานลงได้ลึกถึงชั้นไขมัน ช่วยลดไขมันสะสมเฉพาะจุด กระชับสัดส่วน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว พร้อมช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด โดยไม่ต้องผ่าตัด ใช้เวลาพักฟื้นน้อย

  • Duo Slim Max

Duo Slim Max ลดไขมันสะสมโดยใช้เทคโนโลยีคลื่น Monopolar RF และ Continuous Ultrasound แบบผสมผสานที่ช่วยลดไขมันสะสมเฉพาะจุด กระตุ้นคอลลาเจนและอิลาสติน กระชับผิวให้เรียบเนียน พร้อมลดเซลลูไลท์ โดยไม่ต้องผ่าตัด

  • Slim & Slender

Slim & Slender เปปไทด์ควบคุมความอยากอาหาร ที่พัฒนาเลียนแบบกลไกการทำงานของฮอร์โมนในร่างกายอย่าง GLP-1 (Glucagon-like Peptide-1) ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความอยากอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น ลดการทานจุบจิบระหว่างวัน และยังช่วยส่งเสริมสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ลดไขมันสะสมในร่างกาย และช่วยดูแลรูปร่าง

  • มอนจาลีน (Monjalean)

มอนจาลีน (Monjalean) เป็นเปปไทด์ควบคุมความอยากอาหาร ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยดูแลรูปร่าง ควบคุมความอยากอาหาร โดยพัฒนามาให้ทำงานผ่านกลไกใกล้เคียงกับฮอร์โมนธรรมชาติของร่างกาย ได้แก่ GIP (Glucose-dependent Insulinotropic Polypeptide) และ GLP-1 (Glucagon-like Peptide-1) ที่ช่วยปรับสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ ควบคุมความอยากอาหาร ช่วยให้อิ่มได้ไวและนานขึ้น ทั้งยังช่วยเสริมระบบเผาผลาญในร่างกาย ช่วยลดไขมันสะสม ลดสัดส่วน 

 

เทคโนโลยีเพื่อช่วยลดไขมันสะสม เหมาะกับใคร?

ในปัจจุบันมีวิธีที่จะช่วยลดไขมันสะสมหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ตลอดจนการใช้เทคโนโลยี และเปปไทด์คุมความอยากอาหาร เพื่อเป็นตัวช่วยในการลดไขมันสะสมเฉพาะจุด หรือไขมันดื้อ สำหรับผู้ที่มีปัญหาลดน้ำหนักยากแม้จะควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้ว นอกจากนี้เทคโนโลยีช่วยลดไขมันสะสมยังเหมาะสำหรับกลุ่มคน ดังนี้

  • ผู้ที่มีไขมันดื้อเฉพาะจุด เช่น หน้าท้อง ต้นขา สะโพก ต้นแขน หรือเหนียง ซึ่งเป็นบริเวณที่ลดได้ยาก
  • ผู้ที่พยายามลดน้ำหนักแล้ว แต่สัดส่วนยังไม่เปลี่ยนตามต้องการ แม้จะควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ยังไขมันดื้อหรือส่วนที่ลดได้ยาก
  • คนที่ต้องการกระชับสัดส่วนโดยไม่ต้องผ่าตัด ปัจจุบันหลายเทคโนโลยีสามารถใช้พลังงานเพื่อลดไขมันสะสมและกระชับสัดส่วนได้โดยไม่ต้องผ่าตัด และมีใช้เวลาพักฟื้นน้อย ทำให้หลังทำสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
  • ผู้ที่ต้องการเพิ่มความกระชับผิว ในบางเทคโนโลยีสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ให้ผิวดูกระชับและเรียบเนียนพร้อมกับลดไขมันสะสมได้
  • ผู้ที่ต้องการดูแลรูปร่างควบคู่กับการออกกำลังกาย การใช้ตัวช่วยอย่างเทคโนโลยีหรือเปปไทด์ควบคุมความอยากอาหารสามารถทำควบคู่กับการดูแลสุขภาพวิธีอื่น ๆ ได้
  • ผู้ที่มีข้อจำกัดในการออกกำลังกาย สำหรับผู้ที่ไม่สามารถออกกำลังกายหนัก ๆ หรือควบคุมอาหารได้อย่างสม่ำเสมอ การใช้ตัวช่วยลดไขมันสะสมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลรูปร่าง 
  • ผู้ที่ไม่มีเวลามากในการออกกำลังกาย สำหรับผู้ที่ทำงานหนัก หรือไม่มีเวลาในการออกกำลังกายที่แน่นอน เทคโนโลยีลดไขมันสะสมเป็นตัวเลือกที่ช่วยจัดการปัญหาไขมันเฉพาะจุดได้โดยไม่ต้องใช้เวลานาน

ทั้งนี้ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล หากต้องการลดไขมันสะสม ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น ก่อนเข้ารับการบริการควรแจ้งประวัติการรักษา ประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัวให้ละเอียด

 

เคล็ดลับดูแลตัวเองเพื่อป้องกันไขมันสะสม
เคล็ดลับดูแลตัวเองเพื่อป้องกันไขมันสะสม

 

เคล็ดลับดูแลตัวเองเพื่อป้องกันไขมันสะสม

ไขมันสะสม สามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน ซึ่งการดูแลตัวเองนั้นนอกจากจะช่วยลดไขมันสะสมแล้วยังช่วยดูแลสุขภาพโดยรวม ส่งเสริมให้สุขภาพแข็งแรงอีก และลดโอกาสเกิดไขมันส่วนเกินได้อีกด้วย

  • ควบคุมปริมาณอาหารให้เหมาะสม

เลือกทานอาหารในปริมาณพอดี ไม่ทานเกินเร็วหรือทานเยอะเกินความจำเป็นที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน และควรเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น โปรตีนไขมันต่ำ ไขมันดี ผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงการทานอาหารทอด อาหารแปรรูป และของหวาน เพื่อช่วยป้องกันการเกิดไขมันสะสม และความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังในอนาคต

  • เลือกไขมันชนิดดีให้มากขึ้น

ไขมันดี เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก เพราะช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและเสริมการทำงานของระบบเผาผลาญ ควรเลือกทานไขมันดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น อะโวคาโด ถั่ว เมล็ดพืช ปลา น้ำมันมะกอก ลดการทานอาหารไขมันสูง

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวัน

การดื่มน้ำจะช่วยทำให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น และยังช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรดื่มน้ำวันละประมาณ 1.5–2 ลิตร การดื่มก่อนมื้ออาหารเล็กน้อยเพื่อลดความอยากอาหาร และหลีกเลี่ยงน้ำหวานและน้ำอัดลม เพื่ออาจเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายจนเกินความจำเป็น

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การเคลื่อนไหวร่างกายหรือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดไขมันสะสมและช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้ โดยการออกกำลังกายนั้นสามารถทำได้ลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น วิ่ง ว่ายน้ำ เดิน ปั่นจักรยาน การเวทเทรนนิ่ง หรือโยคะ สามารถช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญและป้องกันไขมันสะสมได้ ทั้งนี้ควรเลือกกิจกรรมที่ชื่นชอบ เพื่อช่วยให้สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง

  • นอนหลับให้เพียงพอและตรงเวลา

การนอนน้อยอาจส่งให้ร่างกายกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนความหิวเพิ่มขึ้นและความอิ่มลดลง ซึ่งทำให้ร่างกายรู้สึกหิวของหวานและของทอดมากกว่าปกติ และอาจนำไปสู่การกินมากกว่าปกติ  ดังนั้น ควรนอนวันละ 6–8 ชั่วโมง และพยายามนอนหลับให้เป็นเวลา เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูเซลล์ต่าง ๆ ได้

  • จัดการความเครียด

เมื่อเกิดความเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งส่งผลต่อการสะสมไขมันบริเวณหน้าท้องที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้หากมีภาวะเครียดเรื้อรังก็อาจส่งผลต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ อีกด้วย ดังนั้น หากเกิดความเครียดแนะนำให้พักและทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น ฟังเพลง ทำงานอดิเรก เดินเล่น หรือฝึกหายใจลึก ๆ เพื่อช่วยลดฮอร์โมนความเครียดในร่างกาย

 

ไขมันสะสม เป็นปัญหาที่อาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจในรูปร่างได้ ไขมันสะสมนั้นเกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรมการใช้ชีวิต หรือพันธุกรรม ซึ่งการลดไขมันสะสมนั้นมีหลายวิธี เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การดูแลตัวเอง และสำหรับผู้ที่มีปัญหาลดน้ำหนักยากอาจใช้เทคโนโลยีหรือเปปไทด์ควบคุมความหิวมาเป็นตัวช่วยให้การดูแลรูปร่างและสุขภาพได้ สำหรับใครที่สนใจอยากลดไขมันสะสมสามารถเข้ามาสอบถามที่ รมย์รวินท์คลินิกได้ทุกสาขา

 

*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการบริการ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด