BMI คืออะไร? รู้จักค่าดัชนีมวลกาย พร้อมวิธีคำนวณและดูแลน้ำหนัก

BMI
เคยสงสัยไหมว่าน้ำหนักตัวตอนนี้พอดีแล้วหรือยัง? น้ำหนักที่เห็นบนเครื่องชั่งอาจยังบอกไม่ได้ว่าร่างกายของเราอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะคนที่มีน้ำหนักเท่ากัน แต่ส่วนสูงต่างกัน ก็อาจมีภาวะน้ำหนักที่แตกต่างกันได้ BMI (Body Mass Index) หรือดัชนีมวลกาย จึงเป็นตัวช่วยประเมินน้ำหนักเทียบกับส่วนสูง เพื่อคัดกรองภาวะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ น้ำหนักเกิน และโรคอ้วนในเบื้องต้น แล้วค่า BMI เท่าไรถึงจะปกติ? และหากค่า BMI สูงหรือต่ำเกินไปจะส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร บทความนี้จะพาไปทำความรู้จัก BMI คืออะไร สูตรคำนวณ BMI เกณฑ์มาตรฐานสำหรับคนไทย ความเสี่ยงที่ควรรู้ และวิธีดูแลน้ำหนักอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้วางแผนดูแลสุขภาพได้ง่ายขึ้น

 

BMI คืออะไร?

BMI คือ ค่าที่ใช้ประเมินน้ำหนักตัวเทียบกับส่วนสูง เพื่อคัดกรองภาวะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ น้ำหนักเกิน และโรคอ้วนในเบื้องต้น

ค่า BMI (Body Mass Index) หรือ ดัชนีมวลกายเป็นเครื่องมือคัดกรองสุขภาพเบื้องต้นที่ช่วยประเมินความเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัว อย่างไรก็ตาม BMI จะไม่สามารถบอกปริมาณไขมันสะสม มวลกล้ามเนื้อ หรือสัดส่วนร่างกายได้โดยตรง แต่สามารถใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการประเมินภาวะน้ำหนักและความเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยควรพิจารณาร่วมกับรอบเอวและปัจจัยสุขภาพอื่น ๆ เพื่อวางแผนดูแลน้ำหนักอย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล

 

ค่า BMI คำนวณอย่างไร?

การคำนวณค่า BMI สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยนำ น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง

 

สูตรคำนวณ BMI : BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ÷ ส่วนสูง² (เมตร)

เมื่อได้ค่า BMI แล้ว สามารถนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อประเมินว่าน้ำหนักตัวอยู่ในระดับใด ทั้งนี้ ค่า BMI เป็นเพียงเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น ควรใช้ร่วมกับการตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย และปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพเบื้องต้น

 

ค่า BMI เท่าไรถือว่าปกติ?
ค่า BMI เท่าไรถือว่าปกติ?

 

ค่า BMI เท่าไรถือว่าปกติ?

ค่า BMI ปกติสำหรับคนไทยและคนเอเชียอยู่ที่ 18.5–22.9 kg/m² ซึ่งเป็นช่วงดัชนีมวลกายที่จัดอยู่ในเกณฑ์น้ำหนักปกติ หากมีค่า BMI ต่ำกว่าหรือสูงกว่าช่วงดังกล่าว อาจเข้าข่ายภาวะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ น้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วน

 

โดยเกณฑ์ค่า BMI (kg/m²) สำหรับคนไทยและคนเอเชีย จะนิยมใช้การอ้างอิง ดังนี้

  • BMI น้อยกว่า 18.5: น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์
  • BMI 18.5–22.9: น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • BMI 23.0–24.9: น้ำหนักเกิน (Overweight)
  • BMI 25.0–29.9: โรคอ้วนระดับ 1
  • BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป: โรคอ้วนระดับ 2

อย่างไรก็ตาม ค่า BMI เป็นเพียงเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น จึงควรประเมินร่วมกับรอบเอว เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย และสุขภาพโดยรวม เพื่อให้สามารถวางแผนดูแลสุขภาพหรือคุมน้ำหนักได้อย่างเหมาะสม

 

BMI ต่ำเกินไปมีความเสี่ยงอะไร?

ผู้ที่มีค่า BMI ต่ำกว่า 18.5 อาจเข้าข่ายภาวะน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร กล้ามเนื้ออ่อนแรง และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่องหรือได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ

 

ผอมไม่ได้เท่ากับสุขภาพดี เพราะผู้ที่มีค่า BMI ที่ต่ำกว่าเกณฑ์อาจมีภาวะน้ำหนักน้อย และอาจเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพในหลายด้าน เช่น

  • ร่างกายขาดสารอาหาร ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
  • มวลกล้ามเนื้อลดลงและอ่อนแรงได้ง่าย
  • ภูมิคุ้มกันลดลง ทำให้เจ็บป่วยได้บ่อย
  • กระดูกเปราะหรือเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน
  • ฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยหรือการผ่าตัดได้ช้ากว่าปกติ

ดังนั้น หากมีค่า BMI ต่ำร่วมกับน้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการดูแลที่เหมาะสม

 

BMI สูงเกินไปส่งผลเสียอย่างไร?

ค่า BMI ที่สูงกว่าเกณฑ์อาจบ่งบอกถึงภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ โดยเฉพาะผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องมาก หากมีค่า BMI สูง ควรเริ่มดูแลสุขภาพด้วยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการพักผ่อนให้เพียงพอ

 

ผู้ที่มีค่า BMI สูงกว่าเกณฑ์นอกจากจะส่งผลต่อความมั่นใจในรูปร่างแล้วยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น

  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2
  • ความดันโลหิตสูง
  • ไขมันในเลือดผิดปกติ
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ภาวะไขมันพอกตับ
  • โรคข้อเข่าเสื่อมจากการรับน้ำหนักมาก
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

อย่างไรก็ตาม ควรประเมินร่วมกับรอบเอวและปัจจัยสุขภาพอื่น ๆ เนื่องจากค่า BMI ไม่สามารถบอกปริมาณไขมันในร่างกายได้โดยตรง

 

BMI สำคัญอย่างไรในการวางแผนคุมน้ำหนัก?

ค่า BMI เป็นตัวช่วยประเมินภาวะน้ำหนักและความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังเบื้องต้น เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ อีกทั้งยังเป็นข้อมูลที่แพทย์ใช้ประกอบการวางแผนควบคุมน้ำหนักให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

 

ค่า BMI ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยให้แพทย์ทราบว่าผู้เข้ารับการรักษาอยู่ในเกณฑ์น้ำหนักแบบใด เพราะเกณฑ์การวัดค่า BMI สามารถประเมินความเสี่ยงของโรคเรื้อรังเบื้องต้นได้ เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ โดยแพทย์จะพิจารณาค่า BMI ร่วมกับรอบเอว ประวัติสุขภาพ และโรคประจำตัว เพื่อกำหนดแนวทางดูแลน้ำหนัก ตั้งแต่การปรับพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย ไปจนถึงการพิจารณาการใช้ตัวช่วยอย่างมอนจาโรร่วมด้วยในผู้ที่มีข้อบ่งชี้ตามความเหมาะสมของแพทย์

 

4 วิธีลด BMI ด้วยตัวเอง ไม่เสี่ยงโยโย่
4 วิธีลด BMI ด้วยตัวเอง ไม่เสี่ยงโยโย่

 

4 วิธีลด BMI ด้วยตัวเอง ไม่เสี่ยงโยโย่

การลด BMI ทำได้ด้วย 4 แนวทางหลัก ได้แก่ การควบคุมอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และปรึกษาแพทย์เมื่อควบคุมน้ำหนักได้ยาก

 

โดยเน้นลดไขมันสะสมควบคู่กับการรักษามวลกล้ามเนื้อ โดยปรับพฤติกรรมการกิน ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ แทนการอดอาหารหรือลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักในระยะยาวและลดโอกาสเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ (Yo-yo Effect) โดยมี 4 แนวทาง ดังนี้

  • ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร

ควบคุมปริมาณพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน และเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นโปรตีนคุณภาพดี ผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี พร้อมลดอาหารที่มีน้ำตาล ไขมันอิ่มตัว และอาหารแปรรูป เพื่อช่วยให้อิ่มได้นานขึ้น  และยังทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็น การคาร์ดิโอ เช่น  เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์  หรือการเวทเทรนนิ่ง  2–3 วัน/สัปดาห์ เพื่อช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ทั้งยังรักษามวลกล้ามเนื้อ และส่งเสริมการคุมน้ำหนักในระยะยาว

  • นอนหลับและจัดการความเครียด

การนอนหลับไม่เพียงพอและความเครียดสะสม อาจส่งผลต่อระดับฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้ฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล โดยเฉพาะฮอร์โมนที่ควบคุมความหิวและความอิ่ม ส่งผลให้เกิดความรู้สึกหิวบ่อย และรับประทานอาหารมากกว่าปกติ การนอนหลับให้เพียงพอประมาณ 7–9 ชั่วโมงต่อคืน และการจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม จะสามารถช่วยดูแลน้ำหนัก และสุขภาพในระยะยาวได้

  • ปรึกษาแพทย์เมื่อควบคุมน้ำหนักได้ยาก

สำหรับผู้ที่มีค่า BMI ≥ 27 ร่วมกับมีโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดัน หรือผู้ที่มีค่า BMI ≥ 30 ที่อยู่ในภาวะโรคอ้วน และไม่สามารถปรับน้ำหนักลงได้ด้วยวิธีปกติ หรือปรับพฤติกรรมแล้วแต่ยังควบคุมน้ำหนักได้ยาก ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล  โดยแพทย์อาจพิจารณาแนวทางการรักษาเพิ่มเติม เช่น โปรแกรมควบคุมน้ำหนัก หรือการใช้เปปไทด์ลดความอาหารภายใต้การดูแลของแพทย์ ทั้งนี้ ผลลัพธ์การรักษาอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

 

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ BMI

BMI บอกอะไรเราได้บ้าง?

ค่า BMI สามารถใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองเพื่อระบุผู้ที่มีน้ำหนักเกิน หรือภาวะอ้วนและผู้ที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

 

BMI กับเปอร์เซ็นต์ไขมันต่างกันอย่างไร?

BMI เป็นค่าที่คำนวณจากน้ำหนักและส่วนสูง เพื่อประเมินน้ำหนักตัวในเบื้องต้น ส่วนเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (Body Fat Percentage) เป็นการวัดปริมาณมวลไขมันจริงในร่างกาย จึงทำให้สามารถวิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกายได้ละเอียดกว่า เพราะคนที่มีค่า BMI เท่ากัน หรืออยู่ในเกณฑ์ปกติ อาจมีสัดส่วนกล้ามเนื้อและไขมันสะสมที่ต่างกัน

 

BMI ใช้ได้กับทุกคนหรือไม่?

BMI เป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้นที่ใช้ได้กับผู้ใหญ่ทั่วไป ซึ่งจะเกณฑ์ BMI สากลทั่วโลก หรือตะวันตก และเกณฑ์สำหรับคนเอเชียมีความแตกต่างกัน แต่ BMI ก็มีข้อจำกัดสำหรับบุคคลบางกลุ่ม หรือผู้ที่ต้องการวัดปริมาณไขมัน และมวลกล้ามเนื้อในร่างกายอย่างละเอียด เช่น นักกีฬา หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และเด็ก 

 

ลด BMI กับลดน้ำหนักเหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกัน เพราะการลด BMI เป็นการปรับน้ำหนักตัวให้เหมาะสมกับส่วนสูง เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ส่วนการลดน้ำหนัก เป็นการทำให้น้ำหนักตัวลดลง ซึ่งอาจเกิดจากการสูญเสียไขมัน มวลกล้ามเนื้อ หรือปริมาณน้ำในร่างกายได้ ดังนั้น หากต้องการดูแลสุขภาพในระยะยาว ควรมุ่งเน้นการลดไขมันส่วนเกินพร้อมรักษามวลกล้ามเนื้อ มากกว่าการให้ความสำคัญกับตัวเลขบนตาชั่ง

 

BMI เป็นเครื่องมือประเมินน้ำหนักตัวที่สามารถช่วยคัดกรองความเสี่ยงสุขภาพเบื้องต้นได้ แม้ว่า BMI จะไม่สามารถบอกมวลกล้ามเนื้อ หรือปริมาณไขมันได้ แต่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะช่วยให้เราสามารถวางแผนการดูแลสุขภาพ และคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการลด BMI ให้ยั่งยืนจึงต้องเน้นการกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง และหากมีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนและควบคุมน้ำหนักได้ยาก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมิน และวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

 

*ผลลัพธ์การรักษาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการประเมินของแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด และช่วยปรับปรุงคุณภาพบริการให้ดียิ่งขึ้น การเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านยอมรับการใช้งานคุกกี้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้